13/07/2022
“ใครได้กินปลาบึก แล้วจะฉลาดเหมือนขงเบ้ง”
เรื่อง/ภาพ : เกรียงไกร แจ้งสว่าง 13 มิ.ย. 2557
เมื่อใครคิดถึงเชียงของมักจะนึกถึงปลาบึกและแม่น้ำโขง เพราะเป็นแหล่งสุดท้ายในแม่น้ำโขงที่มีการจับปลาบึก ปลาบึกเป็นปลาที่อพยพขึ้นมาวางไข่ทางตอนเหนือของแม่น้ำโขง ในแขวงจำปาสัก ประเทศลาวต้อนใต้จับปลาบึกได้จากหลี่บริเวณฮูสะโฮงในช่วงเดือนกันยายน ส่วนเวียงจัน ตรงข้ามจังหวัดหนองคาย จับปลาบึกในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ที่หลวงพระบาง จับช่วงวันที่ 1-8 เมษายน ส่วนที่บ้านหาดไคร้จับช่วงปลายเดือนเมษายน
ปลาบึก Mekong Giant Catfish, Pangasianodon gigas Chevey, 1930(สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดเชียงราย 2552) เป็นปลาน้ำจืดที่ไม่มีเกล็ดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ขนาดโตเต็มที่ยาวประมาณ 3 เมตร มีน้ำหนักมากกว่า 250 กิโลกรัม มีแหล่งอาศัยอยู่เฉพาะแม่น้ำโขง ชาวไทยและชาวลาวรู้จักปลาชนิดนี้มาแต่ดึกดำบรรพ์ในชื่อ “บึก” (โสม:2510) อธิบายว่า “บึก” นี้เพี้ยนมาจาก “หึก” ซึ่งเป็นคำในภาษาของกลุ่มชนสองฝั่งโขง ได้แก่ ไทยเหนือ ไทยอีสาน และลาว หมายถึง “ใหญ่” ดังนั้นจึงเรียกปลาที่มีขนาดมหึมาชนิดนี้ว่า “ปลาหึก” เมื่อนานไปเลยเพี้ยนกลายเป็น “ปลาบึก” ตราบจนทุกวันนี้
ชาวประมงมีความเชื่อว่าปลาบึกเป็นปลาศักดิ์สิทธิ์มีผีคุ้มครองอยู่ ก่อนจับจึงมีพิธีเซ่นผี ผีคุ้งน้ำหรือผีวังน้ำที่เรียกว่าเจ้าโพ้ง และผีร่องน้ำที่เรียกว่าเจ้าลวง (วิเชียร บุญมี:2541) โดยเชื่อกันว่าเป็นเทพเจ้าคุ้มครองปลาบึก จุดมุ่งหมายของพิธีกรรมเพื่ออ้อนวอนต่อเจ้าโพ้ง เจ้าลวง และแม่ย่านางเรือเพื่อให้ช่วยเหลือการจับปลาบึกประสบผลสำเร็จ พิธีกรรมการจับปลาบึกไม่สารารถระบุได้ ว่าเกิดขึ้นปีไหน ในอดีตจะมีการทำพิธีเป็นกลุ่มย่อยกลุ่มละประมาณ 4-6 คน ในปีพ.ศ. 2510 ได้มีการรวมกลุ่มใหญ่ทั้งหมู่บ้าน เพื่อทำการเซ่นผีในครั้งเดียวพร้อมกัน โดยกำหนดเอาวันที่ 17-18 เมษายนของทุกปี ในอดีตไม่มีการกำหนดวันที่ตายตัว เลือกทำพิธีวันอังคาร เพราะเชื่อวันอังคารเป็นวันแข็งเหมาะที่จะทำพิธีกรรม หรือวันอื่นๆก็ได้ยกเว้นวันพระ กำหนดให้เลยสงกรานต์ประมาณ 5-7 วันราววันที่ 18-22 เมษายน โดยการสังเกตธรรมชาติรอบข้าง เช่น ใบต้นโพธิ์หน้าวัดหาดไคร้แตกยอดอ่อนจนหมด ต้นซอมพอหรือหางนกยูงเริ่มปริบานเห็นสีของดอก ฝูงนกนางนวลเริ่มอพยพบินมายังแม่น้ำโขง ระดับเริ่มสูงขึ้นและมีสีขุ่น ชาวประมงจะจับปลาเลิมหรือปลาเทพา ที่อพยพขึ้นมาก่อนปลาบึก 2-3 วันได้ หลังจากเข้าสู่ต้นเดือนพฤษภาคม น้ำสูงขึ้นไม่สามารถจับปลาบึกได้จึงหยุด
ในปีพ.ศ.2532 ยุคชาติชาย ชุณหวัน เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า เชียงของจึงเป็นเป้าหมายของการท่องเที่ยวใหม่ ที่มีทางผ่านไปยังประเทศเพื่อนบ้านและปลาบึกเริ่มถูกการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยชูให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว จึงเริ่มมีการสร้างพิธีกรรมใหม่ขึ้นมาคือการบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึกขึ้น พร้อมกับวลี ใครกินปลาบึกแล้วจะฉลาดเหมือนขงเบ้ง ซึ่งมาจากเรื่องเล่าของชาวจีน ที่เล่ากันว่า ครั้งหนึ่งขงเบ้งได้ยกทัพมายังริมฝั่งแม่น้ำโขง ทหารไม่มีอาหารจะกิน เกิดความอดอยาก ขงเบ้งจึงนำกุนเชียงมาเสกเป่าแล้วโยนลงแม่น้ำโขง ได้กลายเป็นปลาตัวใหญ่ ทหารจึงพากันจับปลาบึกและทำอาหารรับประทานอย่างอิ่มหนำสำราญ ชาวจีนจึงเรียกปลาบึกว่าปลาขงเบ้ง ทำให้ปลาบึก(ในปีพ.ศ. 2547) มีราคาถึงกิโลกรัมละ 600 บาท
จากการชำแหละของพรานปลาบึกพบว่าปลาบึกกินพืชเป็นอาหาร ผ่าพบสาหร่ายไกในท้องปลา และความแปลกของปลาบึกคือเป็นปลาตัวใหญ่แต่มีกระเพาะที่เล็ก เป็นปลากินเจ เป็นปลาศักดิ์สิทธิ์ ปลาผี และปีหนึ่งพบเจอแค่เพียงครั้งเดียวและเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ไม่เคยจับลูกปลาหรือรุ่นได้เลยทั้งที่มีเครื่องมือจับปลาที่หลากหลาย
จากการจับเพื่อบริโภค แจกจ่ายในชุมชน ทำปลาส้มปลาแห้งไว้เป็นเสบียงก่อนทำนา กลับมามีราคาพุ่งสูงพร้อมกับการหลั่งไหลเข้ามาของนักท่องเที่ยว ข่าวปลาบึกเริ่มเป็นที่รู้จัก
ในปีพ.ศ. 2539 เขื่อนตัวแรกในแม่น้ำโขงประเทศจีน เขื่อนม่านวาน(Manwan) สร้างเสร็จและเริ่มกักเก็บน้ำทำให้แม่น้ำโขงเกิดการเปลี่ยนแปลง ปลาบึกจึงถูกนำมาต่อรองการพัฒนาบนแม่น้ำโขงที่ทำลายแม่น้ำ และเป็นช่องทางให้หน่วยงานอนุรักษ์สากล เข้ามาแย่งชิงนิยามปลาบึก ปลาบึกใกล้สูญพันธุ์และสร้างตราบาปให้พรานปลาบึกเป็นนักล่าผู้โหดเหี้ยม ในปีดังกล่าวอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศว่าด้วยชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์(CITES) ได้จัดให้ปลาบึกเป็นปลาใกล้สูญพันธุ์ อยู่ในบัญชีแดง(red list) ต่อมาในปีพ.ศ. 2546 ปลาบึกเปลี่ยนไปเป็นปลาที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งยวด(critically endangered) โดยให้เหตุผลว่า การล่าปลาบึก การสร้างเขื่อน การระเบิดเกาะแก่งและการทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยทำให้ปลาบึกลดจำนวนลง ในปีเดียวกันจึงเกิดโครงอนุรักษ์ปลาบึกแม่น้ำโขงขึ้น
พอในปีพ.ศ. 2550 เกิดโครงการ “ความร่วมมือของไทย-ลาวในการอนุรักษ์ปลาน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก และใกล้สูญพันธุ์ ปลาบึกแห่งลุ่มน้ำโขง”ด้วยความร่วมมือระหว่างองค์กรสัตว์ป่าโลกแห่งประเทศไทยและองค์กรสัตว์ป่าโลกแห่งประเทศลาว กรมประมงและปศุสัตว์ของประเทศลาว กรมประมงของประเทศไทย และมูลนิธิ Aage V. Jensen (พิพัฒน์ ธนากิจ,2552:57) ของประเทศเดนมาร์ค และได้ให้ชุมชนยุติการจับปลาบึก เข้ามาจัดการโดยใช้อำนาจรัฐ และมีการเฝ้าจับกุมพรานปลาบึกดำเนินคดี ทำการข่มขู่ด้วยกฎหมาย จนเกิดความขัดแย้งในชุมชนขึ้น
ผมในฐานะคนทำงานด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมคนหนึ่ง ทำงานด้านนี้มาเกือบจะครบสิบปี ผมไม่เห็นด้วยแนวทางการอนุรักษ์นิยม ที่ไม่มีมิติทางด้านประวัติศาสตร์นิเวศน์วัฒนธรรม และการจัดการโดยอำนาจรัฐและใช้เงินเป็นที่ตั้ง ตั้งข้อหาโดยนำความเชื่อทางศาสนาเรื่องผิดศีลมาตั้งข้อหาให้นายพราน แล้วประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันทรงคุณค่าละ วิถีประเพณี พิธีกรรม ความเชื่อได้ยุติลงพร้อมกับเม็ดเงินของคุณที่มาพร้อมกับโครงการ แล้วคนท้องถิ่นละจะทำอะไรต่อไป หรือจะเหลือให้เป็นเพียงตำนาน คุณทำเสร็จแล้วหนีปัญหาระยะยาวจะทำอย่างไร แหล่งจับปลาบึกแห่งเดียวของโลก และเป็นแห่งแรกของโลกที่เพาะพันธุ์ปลาบึกสำเร็จ(ในปีพ.ศ.2526) ไม่มีอะไรหลงเหลือให้เรียนรู้เกี่ยวกับปลาบึก มีเพียงเศษใบโพธิ์แห้งตกตามพื้นล้านหน้าวัดหาดไคร้ด้วยบรรยากาศที่เงียบเชียบ
ผมนิยามปลาบึกใหม่ ปลาบึกไม่ใช่กินแล้วฉลาดเหมือนขงเบ้ง ปลาบึกก็คือปลาทั่วไปชาวบ้านยืนยันเนื้ออร่อยสู้ปลามงแม่น้ำโขง(เทพา)ไม่ได้ พรานปลาบึกไม่ใช้นักล่า เขาแค่ทำมาหากินตามวิถีของเขาที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ใช้เครื่องมือ ทักษะตามภูมิปัญญา การอนุรักษ์ต้องให้ปลาอยู่ได้ แม่น้ำโขงอยู่ได้ พรานปลาบึกอยู่ได้ คนเชียงของอยู่ได้ “ไม่แยกคนออกจากน้ำโขง” เขื่อนไซยะบุรีกำลังสร้างขึ้นหากเสร็จปลาอพยพไม่ต่ำกว่า 60 ชนิดรวมถึงปลาบึกก็จะหมดไป แล้วทำไมคุณเป็นถึงองค์กรอนุรักษ์สากลระดับโลกไม่ไปดูแลบ้าง นี่แหละคือสาเหตุหลักทำให้ปลาบึกหายไป มากกว่าการจับของพรานปลาเสียอีก
ไกร เกรียงไกร แจ้งสว่าง
13 มิ.ย. 57
ที่ทำการหลืบผา ร้านมะเก่า ณ ริมโขง