Kok Ing Khong Operation Group

Kok Ing Khong Operation Group อนุรักษ์ ฟื้นฟู ทรัพยากรธรรมชาติ ล?

แม่น้ำโขงที่เปลี่ยนไป กับโครงการวิจัยเพาะเลี้ยงปลากระเบนน้ำจืดแห่งแรกของเชียงราย
02/07/2024

แม่น้ำโขงที่เปลี่ยนไป กับโครงการวิจัยเพาะเลี้ยงปลากระเบนน้ำจืดแห่งแรกของเชียงราย

หลายสิบปีมานี้พบว่าแม่น้ำโขงที่ไหลผ่าน อ.เชียงแสน-เชียงของ ได้มีสภาพแวดล้อม ระบบนิเวศที่เปลี่ยนไป กระทบก...

งานศิลปะ กก  อิง  โขง
05/10/2022

งานศิลปะ กก อิง โขง

"มหกรรม แม่น้ำและชุมชน"วันที่29-30กันยายน นี้ ณ สำนักงานมูลนิธิccf เชียงรายกับเครือข่ายชาวบ้านกก อิง โขง ในงานท่านจะได้พ...
05/09/2022

"มหกรรม แม่น้ำและชุมชน"
วันที่29-30กันยายน นี้ ณ สำนักงานมูลนิธิccf เชียงราย
กับเครือข่ายชาวบ้านกก อิง โขง ในงานท่านจะได้พบกับข้อมูลนิทรรศการจากชุมชน เรื่องราวปากท้องวิถีแม่น้ำในชุมชน อาหารจากลุ่มน้ำ ดนตรีวัฒนธรรม ข้อเสนอจากเวทีแลกเปลี่ยน วันที่สองเวทีร่วมกับหน่วยงานภาครัฐรับนโยบายสานต่อการอนุรักษ์อย่างยั่งยืนจะเป็นอย่างไรมาดูพลังชุมชน และน้อมรับฟังเสียงชาวบ้านจากแม่น้ำกก อิง และโขงกัน ในเรื่องราวแม่น้ำและชุมชน กับทีมพวกเรา สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต กันครับ
รายละเอียดงานสแกนคิวอาร์โคดได้ลยครับ

“ใครได้กินปลาบึก  แล้วจะฉลาดเหมือนขงเบ้ง”เรื่อง/ภาพ : เกรียงไกร แจ้งสว่าง 13 มิ.ย. 2557            เมื่อใครคิดถึงเชียงขอ...
13/07/2022

“ใครได้กินปลาบึก แล้วจะฉลาดเหมือนขงเบ้ง”
เรื่อง/ภาพ : เกรียงไกร แจ้งสว่าง 13 มิ.ย. 2557
เมื่อใครคิดถึงเชียงของมักจะนึกถึงปลาบึกและแม่น้ำโขง เพราะเป็นแหล่งสุดท้ายในแม่น้ำโขงที่มีการจับปลาบึก ปลาบึกเป็นปลาที่อพยพขึ้นมาวางไข่ทางตอนเหนือของแม่น้ำโขง ในแขวงจำปาสัก ประเทศลาวต้อนใต้จับปลาบึกได้จากหลี่บริเวณฮูสะโฮงในช่วงเดือนกันยายน ส่วนเวียงจัน ตรงข้ามจังหวัดหนองคาย จับปลาบึกในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ที่หลวงพระบาง จับช่วงวันที่ 1-8 เมษายน ส่วนที่บ้านหาดไคร้จับช่วงปลายเดือนเมษายน
ปลาบึก Mekong Giant Catfish, Pangasianodon gigas Chevey, 1930(สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดเชียงราย 2552) เป็นปลาน้ำจืดที่ไม่มีเกล็ดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ขนาดโตเต็มที่ยาวประมาณ 3 เมตร มีน้ำหนักมากกว่า 250 กิโลกรัม มีแหล่งอาศัยอยู่เฉพาะแม่น้ำโขง ชาวไทยและชาวลาวรู้จักปลาชนิดนี้มาแต่ดึกดำบรรพ์ในชื่อ “บึก” (โสม:2510) อธิบายว่า “บึก” นี้เพี้ยนมาจาก “หึก” ซึ่งเป็นคำในภาษาของกลุ่มชนสองฝั่งโขง ได้แก่ ไทยเหนือ ไทยอีสาน และลาว หมายถึง “ใหญ่” ดังนั้นจึงเรียกปลาที่มีขนาดมหึมาชนิดนี้ว่า “ปลาหึก” เมื่อนานไปเลยเพี้ยนกลายเป็น “ปลาบึก” ตราบจนทุกวันนี้
ชาวประมงมีความเชื่อว่าปลาบึกเป็นปลาศักดิ์สิทธิ์มีผีคุ้มครองอยู่ ก่อนจับจึงมีพิธีเซ่นผี ผีคุ้งน้ำหรือผีวังน้ำที่เรียกว่าเจ้าโพ้ง และผีร่องน้ำที่เรียกว่าเจ้าลวง (วิเชียร บุญมี:2541) โดยเชื่อกันว่าเป็นเทพเจ้าคุ้มครองปลาบึก จุดมุ่งหมายของพิธีกรรมเพื่ออ้อนวอนต่อเจ้าโพ้ง เจ้าลวง และแม่ย่านางเรือเพื่อให้ช่วยเหลือการจับปลาบึกประสบผลสำเร็จ พิธีกรรมการจับปลาบึกไม่สารารถระบุได้ ว่าเกิดขึ้นปีไหน ในอดีตจะมีการทำพิธีเป็นกลุ่มย่อยกลุ่มละประมาณ 4-6 คน ในปีพ.ศ. 2510 ได้มีการรวมกลุ่มใหญ่ทั้งหมู่บ้าน เพื่อทำการเซ่นผีในครั้งเดียวพร้อมกัน โดยกำหนดเอาวันที่ 17-18 เมษายนของทุกปี ในอดีตไม่มีการกำหนดวันที่ตายตัว เลือกทำพิธีวันอังคาร เพราะเชื่อวันอังคารเป็นวันแข็งเหมาะที่จะทำพิธีกรรม หรือวันอื่นๆก็ได้ยกเว้นวันพระ กำหนดให้เลยสงกรานต์ประมาณ 5-7 วันราววันที่ 18-22 เมษายน โดยการสังเกตธรรมชาติรอบข้าง เช่น ใบต้นโพธิ์หน้าวัดหาดไคร้แตกยอดอ่อนจนหมด ต้นซอมพอหรือหางนกยูงเริ่มปริบานเห็นสีของดอก ฝูงนกนางนวลเริ่มอพยพบินมายังแม่น้ำโขง ระดับเริ่มสูงขึ้นและมีสีขุ่น ชาวประมงจะจับปลาเลิมหรือปลาเทพา ที่อพยพขึ้นมาก่อนปลาบึก 2-3 วันได้ หลังจากเข้าสู่ต้นเดือนพฤษภาคม น้ำสูงขึ้นไม่สามารถจับปลาบึกได้จึงหยุด
ในปีพ.ศ.2532 ยุคชาติชาย ชุณหวัน เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า เชียงของจึงเป็นเป้าหมายของการท่องเที่ยวใหม่ ที่มีทางผ่านไปยังประเทศเพื่อนบ้านและปลาบึกเริ่มถูกการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยชูให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว จึงเริ่มมีการสร้างพิธีกรรมใหม่ขึ้นมาคือการบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึกขึ้น พร้อมกับวลี ใครกินปลาบึกแล้วจะฉลาดเหมือนขงเบ้ง ซึ่งมาจากเรื่องเล่าของชาวจีน ที่เล่ากันว่า ครั้งหนึ่งขงเบ้งได้ยกทัพมายังริมฝั่งแม่น้ำโขง ทหารไม่มีอาหารจะกิน เกิดความอดอยาก ขงเบ้งจึงนำกุนเชียงมาเสกเป่าแล้วโยนลงแม่น้ำโขง ได้กลายเป็นปลาตัวใหญ่ ทหารจึงพากันจับปลาบึกและทำอาหารรับประทานอย่างอิ่มหนำสำราญ ชาวจีนจึงเรียกปลาบึกว่าปลาขงเบ้ง ทำให้ปลาบึก(ในปีพ.ศ. 2547) มีราคาถึงกิโลกรัมละ 600 บาท
จากการชำแหละของพรานปลาบึกพบว่าปลาบึกกินพืชเป็นอาหาร ผ่าพบสาหร่ายไกในท้องปลา และความแปลกของปลาบึกคือเป็นปลาตัวใหญ่แต่มีกระเพาะที่เล็ก เป็นปลากินเจ เป็นปลาศักดิ์สิทธิ์ ปลาผี และปีหนึ่งพบเจอแค่เพียงครั้งเดียวและเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ไม่เคยจับลูกปลาหรือรุ่นได้เลยทั้งที่มีเครื่องมือจับปลาที่หลากหลาย
จากการจับเพื่อบริโภค แจกจ่ายในชุมชน ทำปลาส้มปลาแห้งไว้เป็นเสบียงก่อนทำนา กลับมามีราคาพุ่งสูงพร้อมกับการหลั่งไหลเข้ามาของนักท่องเที่ยว ข่าวปลาบึกเริ่มเป็นที่รู้จัก
ในปีพ.ศ. 2539 เขื่อนตัวแรกในแม่น้ำโขงประเทศจีน เขื่อนม่านวาน(Manwan) สร้างเสร็จและเริ่มกักเก็บน้ำทำให้แม่น้ำโขงเกิดการเปลี่ยนแปลง ปลาบึกจึงถูกนำมาต่อรองการพัฒนาบนแม่น้ำโขงที่ทำลายแม่น้ำ และเป็นช่องทางให้หน่วยงานอนุรักษ์สากล เข้ามาแย่งชิงนิยามปลาบึก ปลาบึกใกล้สูญพันธุ์และสร้างตราบาปให้พรานปลาบึกเป็นนักล่าผู้โหดเหี้ยม ในปีดังกล่าวอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศว่าด้วยชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์(CITES) ได้จัดให้ปลาบึกเป็นปลาใกล้สูญพันธุ์ อยู่ในบัญชีแดง(red list) ต่อมาในปีพ.ศ. 2546 ปลาบึกเปลี่ยนไปเป็นปลาที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งยวด(critically endangered) โดยให้เหตุผลว่า การล่าปลาบึก การสร้างเขื่อน การระเบิดเกาะแก่งและการทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยทำให้ปลาบึกลดจำนวนลง ในปีเดียวกันจึงเกิดโครงอนุรักษ์ปลาบึกแม่น้ำโขงขึ้น
พอในปีพ.ศ. 2550 เกิดโครงการ “ความร่วมมือของไทย-ลาวในการอนุรักษ์ปลาน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก และใกล้สูญพันธุ์ ปลาบึกแห่งลุ่มน้ำโขง”ด้วยความร่วมมือระหว่างองค์กรสัตว์ป่าโลกแห่งประเทศไทยและองค์กรสัตว์ป่าโลกแห่งประเทศลาว กรมประมงและปศุสัตว์ของประเทศลาว กรมประมงของประเทศไทย และมูลนิธิ Aage V. Jensen (พิพัฒน์ ธนากิจ,2552:57) ของประเทศเดนมาร์ค และได้ให้ชุมชนยุติการจับปลาบึก เข้ามาจัดการโดยใช้อำนาจรัฐ และมีการเฝ้าจับกุมพรานปลาบึกดำเนินคดี ทำการข่มขู่ด้วยกฎหมาย จนเกิดความขัดแย้งในชุมชนขึ้น
ผมในฐานะคนทำงานด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมคนหนึ่ง ทำงานด้านนี้มาเกือบจะครบสิบปี ผมไม่เห็นด้วยแนวทางการอนุรักษ์นิยม ที่ไม่มีมิติทางด้านประวัติศาสตร์นิเวศน์วัฒนธรรม และการจัดการโดยอำนาจรัฐและใช้เงินเป็นที่ตั้ง ตั้งข้อหาโดยนำความเชื่อทางศาสนาเรื่องผิดศีลมาตั้งข้อหาให้นายพราน แล้วประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันทรงคุณค่าละ วิถีประเพณี พิธีกรรม ความเชื่อได้ยุติลงพร้อมกับเม็ดเงินของคุณที่มาพร้อมกับโครงการ แล้วคนท้องถิ่นละจะทำอะไรต่อไป หรือจะเหลือให้เป็นเพียงตำนาน คุณทำเสร็จแล้วหนีปัญหาระยะยาวจะทำอย่างไร แหล่งจับปลาบึกแห่งเดียวของโลก และเป็นแห่งแรกของโลกที่เพาะพันธุ์ปลาบึกสำเร็จ(ในปีพ.ศ.2526) ไม่มีอะไรหลงเหลือให้เรียนรู้เกี่ยวกับปลาบึก มีเพียงเศษใบโพธิ์แห้งตกตามพื้นล้านหน้าวัดหาดไคร้ด้วยบรรยากาศที่เงียบเชียบ
ผมนิยามปลาบึกใหม่ ปลาบึกไม่ใช่กินแล้วฉลาดเหมือนขงเบ้ง ปลาบึกก็คือปลาทั่วไปชาวบ้านยืนยันเนื้ออร่อยสู้ปลามงแม่น้ำโขง(เทพา)ไม่ได้ พรานปลาบึกไม่ใช้นักล่า เขาแค่ทำมาหากินตามวิถีของเขาที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ใช้เครื่องมือ ทักษะตามภูมิปัญญา การอนุรักษ์ต้องให้ปลาอยู่ได้ แม่น้ำโขงอยู่ได้ พรานปลาบึกอยู่ได้ คนเชียงของอยู่ได้ “ไม่แยกคนออกจากน้ำโขง” เขื่อนไซยะบุรีกำลังสร้างขึ้นหากเสร็จปลาอพยพไม่ต่ำกว่า 60 ชนิดรวมถึงปลาบึกก็จะหมดไป แล้วทำไมคุณเป็นถึงองค์กรอนุรักษ์สากลระดับโลกไม่ไปดูแลบ้าง นี่แหละคือสาเหตุหลักทำให้ปลาบึกหายไป มากกว่าการจับของพรานปลาเสียอีก

ไกร เกรียงไกร แจ้งสว่าง
13 มิ.ย. 57
ที่ทำการหลืบผา ร้านมะเก่า ณ ริมโขง

เจอตัวแล้วเต่าปูลูเต่าปูลูหรือเต่าปากนกแก้ว(Platysternon megacephalum) สัตว์ที่มีสถานภาพความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์  ทีมสม...
04/07/2022

เจอตัวแล้วเต่าปูลู
เต่าปูลูหรือเต่าปากนกแก้ว(Platysternon megacephalum) สัตว์ที่มีสถานภาพความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ทีมสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิตได้สำรวจเต่าปูลู ภายใต้โครงการศึกษาแนวทางการอนุรักษ์แหล่งที่อยู่อาศัยเต่าปูลูโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนลุ่มน้ำอิงตอนปลาย พื้นที่เป้าหมายปีแรก10ชุมชน เพื่อสำรวจพิกัดแหล่งที่อยู่อาศัย ระบบนิเวศน์ ลักษณะทางกายภาพ องค์ความรู้ท้องถิ่นเกี่ยวกับปูลู และแนวทางการอนุรักษ์แหล่งที่อยู่อาศัยเต่าปูโดยชุมชน โดยการสำรวจพื้นที่ สัมภาษณ์ชุมชน โดยนำกระบวนการวิจัยชาวบ้านหรืองานวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมมาใช้ร่วมกับเชิงวิทยาศาสตร์โดยการตรวจหา EDNA จากตัวอย่างน้ำ จากการสำรวจของทีมงานสมาคมฯทั้ง10ชุมชน ได้แก่บ.ม่วงชุม บุญเรือง ห้วยซ้อ งามเมือง ป่าบง ห้วยสัก คะแนง ทุ่งศรีเกิด ห้วยไคร้ และบ้านชมภู ทั้ง10ลำห้วยพบว่าเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยเต่าปูลู เคยมีชุกชุมในอดีต แต่ปัจจุบันลดลง และค่อนข้างหายาก ภัยคุกคามเกิดจากการบุกรุกพื้นที่ต้นน้ำ เพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจ สารเคมีการเกษตร ป่าต้นน้ำแห้งขอด ปูปลาสัตว์น้ำขนาดเล็กหายไปจากห่วงโซ่อาหาร ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ การล่าส่งขายให้จีนนำเป็นยาบำรุง ชาวบ้านทั้ง10ชุมชนต่างให้ข้อมูลเป็นเสียงเดียวกันว่ามีชาวบ้านกลุ่มคนชาติพันธุ์จะมาล่าเป็นทีมโดยการใช้ตะขอเหล็กขูดตามท้องห้วย ซึ่งเป็นความชำนาญเฉพาะกลุ่ม จับช่วงน้ำหลากเพื่อนำไปขายได้ทีละเป็นกระสอบ แต่คนท้องถิ่นไม่นิยมจับกินเพราะตัวเล็ก เจอไม่บ่อย อีกอย่างมีความเชื่อเรื่องเต่าที่อายุยืนเลยไม่ค่อยกล้ากิน
เต่าปูลูอาศัยอยู่ต้นธารน้ำสาขา หรือป่าต้นน้ำ ที่มีหิน ผา น้ำตก กิน ปลา กุ้ง หอยเป็นอาหาร มีความเชื่องช้า การพบเจอตัวเต่าปูลูค่อนข้างยาก มักเจอตอนออกล่ากลางคืน นับว่าเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่นั้นๆ ที่ยังอุดมสมบูรณ์อยู่เมื่อเจอเต่าปูลู
วันนี้พึ่งเจอตัวเป็นๆ เป็นครั้งแรกหลังจากสำรวจมา7เดือน เจอที่ละห้วยป่าแดง 1ใน86ลำห้วยสาขาแม่น้ำอิงตอนปลาย น้ำหนักชั่งได้ 0.95 กิโลกรัม ลำตัวกว้าง 13cm ยาว 17cm หัวรูปสามเหลี่ยม กว้าง6cm ยาว7cm หนา4.5cm หางยาว 20cm รวมความยาวจากหัวถึงปลายหาง 44 cm เท้าหน้ามี 5เล็บ เท้าหลังมี 4เล็บ ท้ายโคนหางกับขาหลังมีปุ่มคล้ายหนาม ปากมีจงอยคล้ายปากนกแก้ว ไม่สามารถหดหัว หาง และเท้าเข้ากระดองได้
ติดตามแนวทางการอนุรักษ์เต่าปูลูกับเราได้ทางเพจสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต ปีที่2 จะสำรวจให้ครบทั้ง86 ลำห้วยและหาทางการอนุรักษ์แหล่งที่อยู่อาศัยเต่าปูลูโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนต่อไป นอกจากเต่าปูลู ทีมเรายังสำรวจพบ เต่าเหลือง เต่านา เต่าบัว เต่าจัก ตะพาบ ตะพาบใต้หวัน เต่าบก อีก6ชนิด

จำ ระบบนิเวศน์ย่อยแม่น้ำอิง มีความบอบบางสำคัญต่อความหลากหลายชีวภาพ คนโบราณเลยใช้ผีเป็นกุศโลบายในการรักษา ติดตามอ่านได้ใน...
03/07/2022

จำ ระบบนิเวศน์ย่อยแม่น้ำอิง มีความบอบบางสำคัญต่อความหลากหลายชีวภาพ คนโบราณเลยใช้ผีเป็นกุศโลบายในการรักษา ติดตามอ่านได้ในงานเขียน

สิงห์น้ำอิง:วิถีสุขแห่งบ้านป่า
ตอนที่ 8 เลี้ยงผีจำเก้าส้าน.......

ยามสายของฤดูว่างจากการเก็บเกี่ยว หากไม่ไปล่าสัตว์หาปลาก็อยู่บ้านหาฟืน จักสาน กลุ่มสิงห์น้ำอิงนั่งจับกลุ่มที่แคร่ไม้ใต้ต้นขนุนใหญ่ที่เดิม นั่งล้อมวงวางแผนกิจกรรมยามว่าง มีสิงห์น้ำอิงเป็นเจ้าบ้าน ชัยหน้าแง่ม เป็งหัวล้าน จิ้มหัวดง เบิ้มซอยสอง แก้วหน่อโอ่ พูดจาเฮฮาเสียงดัง
จะออกไปหางูก็หน่ายแดดร้อน จะหาปลาก็ขาดสองเฒ่าผู้เชี่ยวไปเองคงกลับมามือเปล่า จะล่าสัตว์ก็มือใหม่หัดขับทั้งทีม จะเก็บผัก หามิ้มตามห้วยก็อายแม่หญิงที่ไปแย่งอาชีพเขาและพืชผักไม่ใช่อาหารโปรดของคณะชายหนุ่มตูบมะเดื่อ
“ฮู้ว...ฮู้ว...อ้ายสิงห์อยู่ก่อ”
เสียงตะโกนของทรายผาถ่านดังมาจากหน้าบ้าน
“อยู่ อยู่หลังบ้าน”
สิงห์ขานตอบรับน้องชาย
“อ้าวพร้อมหน้าพร้อมตาเลยนะพวกพี่จะไปไหนกันหรือ ผมว่าจะชวนพวกพี่ไปเลี้ยงผีที่จำเก้าส้าน เลี้ยงให้ป้าผม แกไม่สบาย ไปหาหมอเมื่อ(หมอไสยศาสตร์)มา เขาว่าผีจำเก้าส้านทำให้ป้าไม่สบาย”
ทรายผาถ่าน ชักชวนพวกเพื่อนรุ่นพี่ไปเป็นเพื่อนเลี้ยงผีจำเก้าส้าน อยู่ทางท้ายหมู่บ้าน จำ เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดเล็ก ตั้งอยู่ทางเชิงเขาดอยห้วยเมี้ยง เป็นป่าดงทึบ มีน้ำขังตลอดทั้งปี เป็นพื้นที่ชื้นแฉะมีพืชน้ำปกคลุม และมีต้นไม้หลากหลายชนิด จำเก้าส้านอยู่ใกล้ทางผ่านไปไร่สวน ริมจำมีบ่อน้ำ เป็นแอ่งน้ำใช้ดื่มกินของผู้คน มีทางน้ำไหลไปเชื่อมยังห้วยซ้อ เป็นที่จับแมงดา หากบ เขียด ปลากั้ง และที่ใส่ตุ้มปลาเอี่ยนหรือปลาไหลนา ใส่ไซบอยตามพรมหญ้าที่ขึ้นหนา โดยการดึงหญ้าเป็นช่องน้ำ นำไซบอยดักหน้าปล่องหญ้ารอปลากระดี่ที่ขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำ
จำเก้าส้านมีต้นส้านผลไม้ป่า ต้นขนาดใหญ่ขึ้นโดดเด่นบริเวณจำ คนในหมู่บ้านห้วยซ้อจึงเรียกว่าจำเก้าส้าน หรือจำต้นส้าน ชุมชนเชื่อว่าจำเป็นที่อยู่ของผีที่เก่งกล้า รักษาคุ้มครองบริเวณจำ ห้ามบุกรุกหรือลบหลู่ทำผิดผีจะทำให้เจ็บป่วย เด็กเล็ก ผู้หญิง หรือคนที่ร่างกายไม่แข็งแรงหรือขวัญอ่อนห้ามเข้าใกล้บริเวณจำ
ป้าเอ้ย ป้าของทรายผาถ่าน ถูกผีจำทายทักเพราะการกระทำที่ผิดผี มีอาการเจ็บออดๆแอดๆ อีกอย่างตอนเกิดลูกแกเกิดอาการผิดเดือนทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง จากการที่ทราย ไปหาพ่ออาจารย์หนานคำ แกได้หาเมื่อหรือทำพิธีเพื่อตรวจสอบดูว่า สาเหตุของการเจ็บป่วยเกิดจากอะไร แล้วผีที่ไหนทำให้แก และต้องแก้ไขอย่างไร
“ดีเลยไอ้ทราย พวกพี่ไม่รู้จะไปไหนจริงๆ แล้วเอ็งเอาอะไรไปเลี้ยง พอกินรึเปล่าพวกข้าไปกันทั้งหมดนี่แหละ”
เป็งหัวล้านรับปากน้องและฝากถาม
“มึงนะไอ้เป็งเขาเลี้ยงผีไม่ได้เลี้ยงคนเราไปกินของเศษของเหลือจากผีจำ เองนี่หนักกว่าผีอีกนะโว๊ยทักได้ทักกิน เดี๋ยวก็โดนบาทาลูกพักสามัคคีปราบผีกะว่าจะกินหัวล้านอย่างมึงหรอก”
“55555555”
เบ้วขี้เสือ ปรามแกมหยอกเพื่อนรัก สอดแทรกเสียงหัวเราะดังลั่น ก่อนที่ทุกคนจะเดินทางไปยังบ้านป้าเอ้ย ป้าทรายโขงเพื่อไปช่วยเตรียมเครื่องเซ่นเลี้ยงผีจำ ส่วนทรายโขงแยกตัวไปรับพ่ออาจารย์หนานคำ มาเป็นข้าวจ้ำหรือพ่อหมอทำพิธี
เวลาสิบโมงครึ่ง ทั้งคณะได้เดินทางมาถึงบริเวณโคนต้นส้าน อากาศระหว่างทางเริ่มร้อนทุกคนเหงื่อเปียกโซกเต็มใบหน้า ก่อนที่จะนั่งพักบริเวณจำช่างร่มเย็นครึม บรรยากาศเงียบสงบ สักพักพ่อหนานคำได้ทำการจัดแต่งสถานที่และบอกทรายให้เตรียมของ
“ทราย เอาไก่สองตัวมานี่ เหล้า ดอกไม้พร้อมกรวย เทียน ขนมต้ม กล้วยผลไม้เอามาอัพบอกผีเจ้าที่ก่อน”
ไก่ตัวเป็นๆ สองตัวถูกมัดปีกและขา พร้อมเหล้าอีกหนึ่งขวด กรวยใบตองใส่ดอกไม้ ข้าวต้มมัด เหมี่ยง บุหรี่ กล้วย พร้อมกับเทียนไขอีกสองคู่ ถูกนำมาวางหิ้งไม้ที่ทำขึ้นอย่างง่าย โดยนำไม่ไผ่ตอกหลักยึดเป็นเสาสี่เสา นำไม้พาดวางเรียงปูด้วยใบตอง เป็นพื้นแคร่ชั่วคราวให้วางเครื่องเซ่นเพื่ออัพให้ผีหรือเพื่อบอกกล่าวก่อนทำการเลี้ยง
“เออ เจ้าที่ เจ้าฐาน ผีโป่ง ปีจำ ที่สิงห์สถิตอยู่บริเวณแห่งนี้ วันนี้ลูกช้างพร้อมด้วยลูกเต้าหลานเหลน ก็ได้นำเหล้าไหไก่คู่ ข้าวตอกดอกไม้พรมเทียน ก็ได้มาเลี้ยงหื้อป้าเอ้ย อันใดก็ดีที่ป้าเอ้ยได้ลบได้หลู่ ได้ขึ้นที่ต่ำย่ำที่สูง ถ่มล้ำลายคายน้ำหมาก อันใดก็ดี วันนี้ลูกช้างก็ได้มาเลี้ยงมาบอกมากล่าวมาขอสูมาคารวะ หลังจากเลี้ยงเสร็จแล้ว ภายนี้ไปหน้าสองสามวันก็ขอให้ป้าเอ้ย หื้อหายเจ็บหายป่วย ถอนพิษถอนไมไข้เจ็บออกไปจนหมดจนเสี้ยงตวยเต้อ....”
พ่ออาจารย์หนานคำได้ทำพิธีบอกกล่าวหรืออัพของเซ่นให้พี่เจ้าที่ โดยมีเนื้อหาเพื่อบอกกล่าวขออภัยต่อผีและขอให้ผีทำให้ป้าเอ้ยหายเจ็บไข้ แล้วสั่งให้ทุกคนนำไก่ไปต้ม เตรียมความพร้อมเพื่อทำพิธีเลี้ยงอีกขั้นตอนถัดไป
เป็งหัวล้านจัดการหาฟืนก่อไฟ นำก้อนหินขนาดพอเหมาะสามก้อน มาจัดแต่งเป็นก้อนเส้าตั้งเตาไฟ เบิ้มกับทรายจัดการแขวนคอไก่ ลวกน้ำร้อน ถอนขน ลนไฟซ้ำอีกที ก่อนจัดการชำแหละผ่าล้างเครื่องใน จิ้ม จัดการเครื่องต้ม เบ้วคอยตักน้ำจากบ่อมาล้างไก่ ใส่หม้อต้มและใส่กระบอกเป็นน้ำดื่ม ส่วนสิงห์เตรียมเครื่องยำไก่
เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงไก่ต้มที่ถูกพับขาและหัวยัดเข้าท้องเปื่อยได้ที่ ถูกตักมาวางบนถาดพร้อมข้าวเหนียวสุกหนึ่งจาน นำมาวางไว้บนหิ้ง พ่อหนานคำ ได้ทำพิธีเลี้ยงอีกครั้งเป็นขั้นตอนสุดท้าย
“เออ เจ้าที่เจ้าฐานผีป่าผีจำ อันเป็นที่ศักดิ์สิทธิ เหล้าไหไก่กู่ก็พร้อมแล้วตามสัจจะที่ได้บอกกล่าว ขอจงพาพร้อมกัน มาสะวะเสวยให้อิ่มหนำสำราญ.......”
พ่ออาจารย์ร่ายยาว พร้อมกับปั้นข้าวเป็นคำๆ ฉีกเนื้อไก่ บิข้าวต้มมัด กล้วย พร้อมเทเหล้าและใส่จอกไม้ไผ่ แล้วนั่งรอจนได้เวลา
“เมื่อไหร่จะกินได้พ่อหนาน”
เป็งหัวล้านถามด้วยความหิว
“ไอ้นี่เดี๋ยวผีก็บิดปากมึงหรอก เมื่อกี้ก็เกือบไม่ดีแล้วมึงแอบขโมยบิดเอาตูดไก่ มึงนี่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยอีกไม่กี่ปีก็จะสามสิบแล้วไอ้เฒ่าเอ๊ย”
เบิ้มซอยสองปรามเพื่อน ทุกคนนั่งยิ้ม เพราะเบิ้มจะเป็นคนเงียบขรึมไม่ค่อยพูดค่อยจาตอนไม่เมา แต่นี่คงทนไม่ไหวกับอาการร้อนรนของเพื่อนเป็ง ที่แอบลักกินไก่แต่เพื่อนเห็นทัน และเบิ้มเกรงกลัวต่ออำนาจของผีและเป็นกฎของการเลี้ยงผีคนห้ามกินก่อนผี แม้แต่ขณะปรุงก็ห้ามชิม
เวลาผ่านไปสิบห้านาที พ่อหนานสั่งให้ทุกคนยกไก่กับเหล้า ลงจากหิ้งแคร่ไม้
“เอาพวกเรา เอามากินได้แล้วเสร็จพิธีละ”
“พ่อรู้ได้ไงว่าผีเขาอิ่มแล้ว”
เป็งหัวล้านสงสัยถามขึ้น
“ผีเขาก็เหมือนคนนั่นแหละคนกินข้าวนานเท่าไหร่ เขาก็กินนานเท่านั้นแหละ พ่อเผื่อเวลาแล้ว ประมาณนี้แหละ”
อาจารย์หนานคำผู้ที่บวชเรียนเป็นพระร่ำเรียนวิชามาจากวัดจนเป็นหนาน เป็นหมอไสยศาสตร์ของหมู่บ้าน ทั้งการทำขวัญขึ้นบ้านใหม่ แต่งงาน หรือคนฟื้นไข้ เด็กเกิดใหม่ รวมถึงการส่งเคราะห์สะเดาะเคราะห์ เลี้ยงผี กินอ้อผญา ส่งขึด ผ่าจ้าน ไล่ผี และเป็นอาจารย์ทางศาสนาสอนเทศน์ให้พระบวชใหม่ เป็นที่นับหน้าถือตา หรือเป็นที่เคารพของคนในหมู่บ้าน ได้กล่าวกับรุ่นลูกหลาน
ไก่ถูกฉีกยำในหม้อ เหล้าเลี้ยงผี ถูกนำมาเทแบ่งปันจนหมด เนื่องจากพิธีกรรมการเลี้ยงผีห้ามนำกับข้าวหรือของเซ่นที่เหลือนำกลับบ้าน ต้องกินให้หมด
“พ่อขอตัวกลับบ้านก่อนเด้อ แล้วอย่าทำตัวให้ผิดผีละพ่อขี้เกียจมาเลี้ยง ดูป้าเอ้ยมึงไปเก็บผักกูดเดินไปเดินมาไม่บอกกล่าว ไปเดินข้ามหัวเขาเลยเป็นไข้”
พ่ออาจารย์หนานคำเตือนก่อนเดินกลับไปบ้าน
เสียงหยอกเหย้าแหย่ดังลั่นใต้ร่มต้นส้านของคณะที่ยังไม่ยอมกลับบ้าน เพราะกับข้าวยังไม่หมด อีกอย่างอากาศข้างนอกร้อนแต่บริเวณจำใต้ต้นส้านเย็นสบาย
“สาธุลูกขอหมากส้านสักลูกเถอะ”
สิงห์ยกมือขอผลลูกส้านที่อยู่บนต้น ลูกส้านใหญ่กว่ากำปั้นลูกสีเขียวปนเหลือง รสชาติเปรี้ยวปนฝาดนิดๆ หากแก่จัดจะมีรสหวานผสม ก่อนหยิบท่อนไม้ขว้างโดนลูกส้านหล่นลงพื้น
“สาธงสาธุอะไร กลางวันแสกๆ ผีที่ไหนจะออกมา ลูกส้านถ้าไม่กินมันก็เน่าเสียเปล่าๆ”
เป็งพูดออกมา พร้อมกับหยิบท่อมไม้ขว้างขึ้นบนต้น แต่พลาดไม่โดนลูกส้าน เลยหันไปเก็บลูกที่ตกข้างกอหญ้าโดยไม่ขอต่อผีเจ้าที่
“มึงอย่าเล่นไปเรื่อยเปื่อยไอ้เป็ง”
เบิ้มเตือนรอบสอง ทุกคนรู้ดีว่าผีจำเก้าส้านเก่งกล้า ปกติไม่ค่อยมีใครเข้ามาบริเวณนี้แต่วันนี้ทั้งคณะตูบมะเดื่อที่มาครบทีม
ทั้งคณะรู้สึกขนลุกวาบเมื่อลมพัดผ่านมาวูบหนึ่งซึ่งมีความเย็นจากจำ ต่างจากภายนอกซึ่งร้อนอบอ้าว สักพักต้นไม้เริ่มนิ่งไม่มีลมพัดทุกสิ่งรอบตัวเงียบ แม้แต่เสียงเฮฮาปาร์ตี้ในวงก็เงียบกริบ
ทุกคนต่างจินตนาการคิดไปต่างๆ นาๆ บรรยากาศจำที่มืดครึ้มสงบ ทั้งเรื่องราวของจำเก้าส้าน การกระทำของเป็งหัวล้าน แต่ด้วยช่วงเวลาดังกล่าวเป็นกลางวันแสกๆ สิงห์น้ำอิง เห็นบรรยากาศในวงเริ่มเงียบ รวมถึงเป็งหัวล้านที่พูดมากเริ่มนิ่ง สิงห์เลยพูดเปลี่ยนสร้างบรรยากาศใหม่
“เออ พวกเรามาดี พวกเราเป็นลูกเป็นหลานท่าน ท่านไม่ทำอะไรพวกเราหรอกอีกอย่างพวกเราก็พูดเล่น และไม่ต้องกลัวเรามีหนานทรายพึ่งสึกใหม่อยู่นี่ทั้งคนไม่ต้องกลัว”
บรรยากาศในวงยิ่งเงียบลงไปอีก ลมเริ่มพัดใบไม้ไหวส่งเสียงดังซู่ซ่าอีกครั้ง ต่าบคนต่างคิดมากครุ่นคิดจินตนาการไปต่างๆ นาๆ
ผลุ๊บ ผลั๊ว ตุ๊บ
เสียงกิ่งส้านขนาดใหญ่หักลงตกอีกฟากหนึ่งของวง หักลงจากต้นตกกระแทกกิ่งไม้แห้งด้านล่างเสียงดังสนั่นท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบงัน
เป็งหัวล้านลุกขึ้นพรวด พร้อมกับหนานทรายวิ่งนำออกจากวง คนที่เหลือกรีดร้องลั่นด้วยความกลัว จิ้ม ชัย สิงห์ แก้ว ลุกวิ่ง เบิ้มนึกสังหรณ์ใจว่างแผนล่วงหน้าคิดในใจว่าเป็งหัวล้านมันต้องวิ่งก่อนแน่ๆ เพราะรู้นิสัยเพื่อนดี
เป็งวิ่งออกตัวนำหน้าเบิ้มได้สักสามก้าว เบิ้มตามติด สะกิดขัดขาเป็งจนหกล้ม
ตุ๊บ
ทุกคนวิ่งแซงเป็ง พร้อมกับเบิ้มโดดข้ามแล้วตะโกนตาม แล้วแอบยิ้ม
“ผีดึงแข้งไอ้เป็ง”
“ว๊าย! ถ้ากูแด่”
เบิ้มตะโกน เป็นกรีดร้องตกใจมีอะไรมาสะดุดขา หน้าซีดตัวสั่นด้วยความกลัวเหลือเขาเป็นคนสุดท้ายที่ยังไม่ได้ออกจากจำต้นส้าน
“รอกูตวยกูกลัว”
ทั้งคณะวิ่งเหงื่อแตก มานั่งพักที่บ้านหนานทราย แคร่ไม้ไผ่หลังบ้านริมฝั่งห้วย ใต้ร่มกอไผ่สีสุกขนาดใหญ่ ต่างคนต่างพากันรุมประณามการกระทำของเป็งหัวล้าน เป็งหน้าหงอยยอมรับสารภาพ ก่อนที่เสียงเฮฮาจะค่อยๆ ตามมาทีหลัง
เวลาคล้อยใกล้ค่ำ ได้เวลาที่คณะเริ่มแยกย้ายกลับบ้านด้วยความอ่อนเพลีย
“กูขอตัวกลับก่อนนะวันนี้เพลียไม่ไหวพรุ่งนี้ลาบไก่กันดีไหม กูมีไก่แก่อยู่นั่นสองตัว มันชนกันตาบอด บ้านใครดีหรือบ้านกู”
เป็งนำเสนอวางแผนโปรแกรมวันต่อมา และได้รับเสียงตอบรับตกลงข้อเสนอเพื่อนโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น
“ไอ้เป็ง ไอ้เป็ง มานี่ก่อน”
เสียงลุงก้อน ผู้มีศักดิ์เป็นพี่ชายของแม่เป็งส่งเสียงเรียก หน้าตาเร่งรีบอยู่หน้าบ้านหนานทรายผาถ่าน
“อะไรลุง ใครเป็นอะไรอีกละ”
“ป้ามึงผีเข้า มึงช่วยไปตามพ่ออาจารย์หนานคำมาที่บ้านเร็วๆ ด้วย”
เป็งขนลุกซู่เรื่องผีจำเก้าส้านยังไม่จบ ผีเข้าป้าซ้อนอีกมีแต่เรื่องผีๆ วันนี้ ก่อนที่ทุกคนจะไปเป็นเพื่อนเป็งตามหาพ่อหนานคำ และอดไม่ได้ที่จะไปดูผีเข้า บรรยากาศไล่ผีตอนตะวันใกล้ตกดิน
สิงห์เดินนำหน้าขึ้นบ้าน เห็นป้าซ้อนนั่งก้มหน้าผมเผ้ายุ่งเหยิง มือหนึ่งถือขวดเหล้าขาวมือหนึ่งถือเนื้อดิบ
“กูหิว กูหิว”
เสียงป้าซ้อนพูดพร้อมกระดกขวดเหล้าเกือบครึ่งขวด พร้อมกับกัดกินเนื้อดิบที่ยังไม่ได้ลาบและปรุง สิงห์ขนลุกซู่เมื่อป้าซ้อนเงยหน้า ตาจ้องเขม็งมายังกลุ่ม สิงห์หลบหน้าด้วยความกลัว เบือนหน้ามองไปทางปากประตูบ้าน เพื่อรอพ่อหนานคำมาจัดการไล่ผี
ทันใดนั้นพ่อหนานคำมาถึงหน้าบ้านพอดี ก่อนเดินเข้าบ้านแกได้หยุดลง ก้มหน้าบริกรรมคาถาแล้วเดินเข้าบ้าน ขึ้นบันใดมาชานหลังบ้านที่ป้าซ้อนนั่งอยู่
“ไปทางไหน มาทางไหน”
พ่อหนานคำ พูดกล่าวทักทายผีที่อยู่ในตัวป้าซ้อนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แสดงถึงความมั่นใจ ช่ำชองในคาคาอาคมไล่ผี รวมถึงการตั้งหมั่นอยู่ในศีลธรรมของพ่อหนานถึงแม้จะไม่อยู่ในผ้าเหลืองก็ตาม
“ตักน้ำในหม้อมาให้พ่อสองแก้ว”
พ่อหนานสั่งให้เป็งตักน้ำก่อนแกจะกินหนึ่งแก้วเพื่อคลายร้อน อีกแก้วแกท่องคาถาและเป่าใส่แก้วน้ำ แล้วยื่นให้ป้าซ้อนกิน
“กินน้ำซะน้ำเย็นๆ จากหม้อดิน มึงมาไกล มึงหิวมากไม่ใช่เหรอ”
ก่อนหันมาบอกกับทุกคนว่า
“ผีตัวนี้มันเก่งจริงๆ ปกติถ้าเป็นผีพราย ผีตายโหงทั่วไป แค่กูเดินเข้าบ้านมันก็หนี แต่นี่มันอยากลองของ”
ทุกคนขนลุกซู่ ลุงก้อนได้พูดหลอกให้ป้าซ้อนกินน้ำเปล่าที่ตักจากหม้อ สักพักป้าซ้อนบ่นง่วงนอนขอหมอน อยากนอน พ่อหนานคำยิ้ม สักพักป้าซ้อนลุกตื่นพรวด ดิ้นทุรนทุราย ด้วยอาการร้อนท้อง
“กูร้อนใครเอาน้ำร้อนลวกไส้กู”
พ่อหนานยิ้ม ก่อนที่จะสั่งให้ลุงก้อนไปหยิบไข่ไก่มาหนึ่งฟอง
“น้ำเย็นๆ จากหม้อมาบอกว่าน้ำร้อนได้ไงฮ่าๆ ก้อนเอ็งไปหยิบไข่ไก่แม่สาว ไก่แม่สาวนะ”
พ่อหนานย้ำนักย้ำหนาต้องเป็นไก่แม่สาวที่ไข่รุ่นแรก เมื่อได้ไข่ไก่พ่อหนานเป่าคาถาใส่ไข่ ถูลงบนหลังป้าซ้อนสามครั้ง แล้วโยนไข่จากชานบ้านลงไปกลางข่วงลานดินกลางบ้าน ทีมตูบมะเดื่อตกใจ ไข่ไก่กระดอนพื้นคล้ายลูกปิงปองเด้ง ทั้งๆ ที่พื้นเป็นดินแข็งแห้ง พ่อหนานทำพิธีอยู่สองสามครั้งแต่ไข่ไม่ยอมแตก พ่อหนานพยายามถามชื่อเสียงเรียงนามว่าเป็นผีมาจากไหนแต่มันไม่ยอมบอก
“มันแน่มาก เอากระจกป้าซ้อนมาที่มันใช้ส่องหน้าทุกวัน แล้วก้อนเอ็งนึกถึงผีที่เข้าเมียเอ็งว่ามันเป็นผีที่ไหน ถ้าใช่ไข่จะตั้งบนกระจก”
พ่อหนานสั่งลุงก้อน ลุงก้อนรู้แล้วว่าเมียตนเองไปทำอะไรที่ไหนมา เมื่อก่อนหัวค่ำป้าซ้อนได้ไปหาเห็ดลมที่ห้วยเห็ดลม อยู่ๆ ป้าซอนแกก็ยืนตัวแข็ง พูดจาไม่รู้เรื่องทำตาขวาง ตรงที่ป้าซ้อนยืนนิ่งเป็นที่ปู่เต้นตายโดนตั้งไม้ทับขณะตัดเลื่อยไม้ ปู่เต้นตายโหง และเป็นคนที่มีคาถาอาคม ใช้มนต์ดำเป็นคนที่แก่กล้าจัดเจนเรื่องไสยศาสตร์ ขณะที่แกตายด้วยไม่มีญาติพี่น้องไม่มีการสูตรถอนดวงวิญญาณ และด้วยจิตใจที่สกปรกจึงทำให้ผีปู่เต้นเป็นผีที่ร้าย และมักทักทายสร้างความเดือดร้อนให้คนในหมู่บ้านเสมอ คนในหมู่บ้านรู้ดีถึงความร้ายกาจ แต่ลุงก้อนรู้อยู่แก่ใจเลยเดาผีที่อื่น ที่ไม่ใช่ผีปู่เต้นก่อนสองที่ด้วยกัน แต่ไข่ไม่ตั้งกลับล้มลงทั้งสองครั้ง และคราวนี้แกก็บอกกับทุกคนว่าเป็นผีคนนี้แน่แล้ว ลองตั้งไข่อีกครั้ง ไข่กลับตั้งบนกระจกแน่นิ่งเหมือนมือจับวาง ทุกคนขนลุกซู่อีกครั้ง ก่อนพ่อหนานคำจะสั่งให้ทุกคนช่วยเตรียมอุปกรณ์
“มันกล้าจริงๆ มันต้องเจอของหนักละ เล่นๆ กับมันไม่ได้จริงๆผีตัวนี้ ข้าเคยเจอมันครั้งหนึ่งแล้วตอนมันเข้าป้าแอ้มบ้านใต้กว่าจะออก ไอ้เป็ง ไปเอาฟืนมาก่อไฟ หาผ้าหัว(ผ้าขาวม้า)มา และมีดอีโต้”
“สิงห์ไปส่งกูเอาหลัว(ฟืน)หลังบ้านหน่อย กูกลัวผี”
สามสหายรวมทั้งหนานทรายอีกคนที่ลงไปเป็นเพื่อน เตาไฟถูกก่อขึ้นไฟแดงฉาด มีดอีโตถูกนำมาเผาไฟจนแดง เหมือนเหล็กดาบพร้อมตี ผีในตัวป้าซ้อนดิ้นรนเหมือนอยากออกเองโดยที่ไม่อยากโดนพิธีของพ่อหนานคำ เพราะเคยประมือกันมาหลายครั้งแล้ว แต่สายไปเสียแล้ว เตี่ยวหม้อนึ่ง หรือผ้าที่ใช้ปิดรอยต่อระหว่างหม้อนึ่งกับไหนึ่งข้าว ได้คล้องคอไว้แล้ว ทำให้ผีที่อยู่ตัวป้าซอนออกจากร่างไม่ได้
ร่างป้าซ้อนนอนคว่ำขยับร่างกายไม่ได้เหมือนงูโดนเชือกกล้วย หลังจากโดนเตี่ยวหม้อนึ่งคล้องคอไว้ พอหนานคำเป่าคาถาไปยังมีดเผาไฟสีแดงฉาด แล้วเอาส้นเท้าเหยียบลงบนมีดแดง เสียงไฟร้อนนาบลงบนเนื้อเท้าดังฉ่าควันคละคลุ้งเหม็นกลิ่นไหม้เนื้อไปทั่ว ทุกคนขนลุกสยิวเท้า นึกในใจว่าหากเป็นตนเองฝ่าเท้าคงพังเดินไม่ได้เป็นเดือนๆ แน่ แต่เท้าพ่อหนานคำไฟจากมีดไม่ระแคะระคายแกได้เลย ก่อนแกจะเดินมาหาป้าซ้อนที่นอนคว่ำอยู่
“ก้อนเอาผ้าหัว(ขาวม้า)มาพับปูบนหลังเมียมึง”
พ่อหนานคำใช้ส้นเท้าจ้ำลงบนหลังป้าซ้อนโดยมีผ้ารองไว้ เสียงป้าซ้อนร้องดังลั่นด้วยความทรมานปวดแสบปวดร้อน ก่อนจะลุกวิ่งไปยังหัวบันใดชานหลังบ้าน ก้มลงแล้วอาเจียนอวกออกมา แล้วนอนนิ่งสลบไปชั่วครู่ ก่อนลุกขึ้น
“อ้าว ปู่ก้อน ไอ้เป็ง ข้ามานอนอะไรที่นี่ อ้าวแล้วพวกเอ็งมาทำอะไรกัน อ้าวพ่อหนานคำอีกคนมาทำอะไรกัน”
ป้าซ้อนลุกขึ้นด้วยสีหน้าอาการปกติเหมือนคนตื่นนอน และยังมึนๆ งงๆ กับตัวเอง เกิดอะไรขึ้นและจำความไม่ได้หลังจากเข้าป่าหาเห็ด ก่อนมารู้ตัวอีกที ตอนมานอนอยู่หัวบันได
“อีกปีนี้ มันจะบ่อทำร้ายใครอีกละ มันคงบาดเจ็บปวดหลังป่วยๆ เพราะผีมันก็เหมือนคนเรา เป็นปีกว่ามันจะสะสมบารมีมีแรงมาทำร้ายคนอื่นอีก ผีกับคนมันคนละโลกต่างคนต่างอยู่ ข้าไม่อยากทำหรอกกลัวบาปแต่ว่ามันมาทำร้ายคนอื่นก่อน คนบ้านเราตายกับมันมาหลายคนแล้ว กรรมใครกรรมมันเด้อ ปู่เต้นมันมีกรรมมีเวรมัน มาทำร้ายคนจะอี้แหมคงได้ไปผุดไปเกิดยาก”
พ่อหนานคำพูด ก่อนทำขั้นตอนสุดท้ายคือเอาด้ายฝ้ายมาผูกเรียกขวัญมัดมือบริกรรมคาถาป้องกันปัดเป่ามัดแขนป้าซ้อน ก่อนทุกคนแยกย้ายกลับบ้าน
“กูขอนอนบ้านไอ้หนานทรายเน้อ กูกลับบ้านไม่ได้กูกลัวผี”
เป็งหัวล้านพูดขึ้น ด้วยความกลัวที่วันนี้มีแต่เรื่องผีๆ ก่อนที่คณะตูบมะเดื่อจะขานรับทั้งทีมไม่มีใครที่สามารถกลับบ้านได้ ห้องนอนหนานทรายและใต้หิ้งพระเป็นที่หลับนอนของคณะตูบมะเดื่อในค่ำคืนวันนี้

เรื่อง/ภาพ
ไกร เกรียงไกร

สิงห์น้ำอิง:วิถีสุขแห่งบ้านป่า ตอนที่ 4 ลาบปลาค้าวเดือนห้าหน้าแล้งตามคตินับวันทางภาคเหนือ ตรงกับปฏิทินสากลประมาณช่วงกลาง...
17/06/2022

สิงห์น้ำอิง:วิถีสุขแห่งบ้านป่า ตอนที่ 4 ลาบปลาค้าว
เดือนห้าหน้าแล้งตามคตินับวันทางภาคเหนือ ตรงกับปฏิทินสากลประมาณช่วงกลางเดือนมีนาคมถึงประมาณต้นเดือนเมษายน มะม่วงออกดอกขาวสะพรั่ง สะเดาแตกยอดผลิดอกอ่อน ผักเฮือกหรือผักเฮืยดเริ่มผลิใบ แมลงจั้วหรือจักจั่นดำ ลอกคราบออกมาโบยบินส่งเสียงจับคู่ น้ำผึ้งน้ำมิ้มมีความหวานหอมอุดมคุณค่าสรรพคุณในทางยา บวกหนองเริ่มแห้งขอด เป็นช่วงว่างงานของชุมชนบ้านป่าหลังจากฤดูเก็บเกี่ยว ผู้หญิง คนแก่มักออกหาเก็บผักตามริมห้วย ริมน้ำมาเป็นอาหารเลี้ยงครอบครัว อากาศขมุกขมัวจากควันไฟ ควันฝุ่น ต้นไม้แห้งทิ้งใบเหลือแต่กิ่งก้าน เปลวแดดแผดเผา ร้อนระอุในช่วงบ่าย วันนี้สิงห์น้ำอิง เสือน้ำของ แก้วหน่อโอ่ และผู้เฒ่าหาญ นำแห เรือ ข้องใส่ปลา แน่งลาก อุปกรณ์หาปลาครบครัน ออกหากินทางน้ำยามอากาศร้อนตอนบ่าย
สองอาทิตย์ก่อนหน้า เฒ่าหาญกับพ่อเสือได้ทำการถมโข่เอากิ่งไม้กอไม้มาวางทับถมในวังน้ำตอกหลักยึดไม่ให้ไหลไปตามน้ำ ทั้งสองได้ถมโข่บริเวณวังต้นกว๋าวเพื่อเป็นที่อยู่ของปลาห่างจากตูบมะเดื่อไปทางใต้ประมาณสองกิโลเมตร
ย่างเดือนห้าแม่น้ำอิงเริ่มแห้งลง เหลือเพียงเฉพาะบริเวณวังซึ่งเป็นโค้งน้ำ ยังคงมีความลึกและกว้างเหมาะแก่การหลบอยู่อาศัยของปลาน้อยใหญ่ การถมโข่เป็นที่กำบังล่อให้ปลาเข้ามาอยู่เพิ่มอีก
“ไอ้สิงห์ ไอ้แก้ว เอาแน่งลากล้อมโข่ไว้อย่าให้ปลาออกได้ ลากไปทางฝั่ง ตอกหลักมัดให้แน่น”
เสือน้ำของพรานปลาชั้นครู ผู้ที่เคยหากินไกลถึงแม่น้ำของ เมื่อครั้นยังเป็นหนุ่มก่อน ที่จะมาแต่งงานลงหลักปักฐานกับแม่คำปาที่บ้านห้วยซ้อ ได้สั่งการวางแผนให้พรานรุ่นลูกล้อมปลาไว้
กิ่งไม้ขนาดพอลากได้ค่อยๆถูกดึงออกจากวงล้อมของแน่งทีละอันสองอัน สิงห์นำไม้ไผ่ขนาดพอมือยาวประมาณสามเตรตรงปลายเจาะรูผูกกับพรวนเหล็ก เขย่ากระแทกพื้นน้ำเพื่อไล่ปลาออกมาจากกอไม้ในน้ำ
แก้วหน่อโอ่คัดท้ายเรือให้เฒ่าหาญซึ่งกางแหรอปลาตัวใหญ่ตกใจกระโจนออกจากแน่ง ส่วนอีกฟากเสือน้ำของก็กางแหดักรอเช่นกัน
เมื่อกิ่งไม้เล็กๆ เริ่มหมดลงเหลือแต่กิ่งไม้ใหญ่ ปลาเริ่มตกใจบางตัวว่ายชนแน่งสั่นกระตุก บางตัวว่ายเห็นหลัง เห็นคลื่นน้ำ เห็นครีบหลังบ้าง ทั้งปลาเล็กและใหญ่ว่ายปนกันดูน่าตื่นตาตื่นใจ
“พ่อ! ปลาค้าวกระโดดทางข้าง”
สิงห์ตะโกนบอกพ่อ ขณะที่เห็นปลาค้าวขนาดใหญ่ตัวเป็นๆ กระโจนขึ้นจากผิวน้ำตรงหน้าสิงห์ออกจากแน่ง ตัวปลาที่พ้นน้ำมีขนาดเกือบหนึ่งเมตร ก่อนที่จะมุดลงน้ำไป แต่ไม่ทันถึงสามวินาที แหเอ็นขนาดสิบสองศอก ถูกเหวี่ยงกางออกเป็นวงกลมขนาดกว้าง ครอบจุดที่ปลากระโจนลงได้อย่างพอเหมาะ
เสือน้ำของยิ้มตรงมุมปาก ด้วยประสบการณ์อันโชกโชน ในการทอดครั้งนี้หากวัดจากระยะ ช่วงเวลาที่ทอดแห จุดที่ปลากระโจน ประกอบกับบริเวณที่ทอดแหมีพื้นเรียบ เจ้าปลาคงรอดยาก ส่วนใหญ่นั้นจะไม่รอดมือเสือน้ำของ ก่อนที่จะเอ่ยปากบอกพรานรุ่นลูก
“รอสักครู่ไอ้แก้ว ไอ้สิงห์ มันไปไหนไม่ได้หรอก รอมันหมดแรงก่อนค่อยจับมัน ตอนนี้สู้แรงมันไม่ได้หรอก เอ็งสองคนไล่เหยียบตีนสร้อยแหให้จมดิน กันปลามุดออกทางริมแหซะ”
เฒ่าหาญค่อยๆ ปลดปลาออกจากแน่งหรือตายข่าย มีทั้งปลาตองดาวหรือปลากราย ปลาตะเพียน ปลาแข้ ปลาคัง ปลาดุกอุย ดุกด้าน ปลาเพี้ย ปลาค้าว ปลาช่อน ปลาแก้มช้ำ ปลาช้างเหยียบ ปลานวลจันทร์ ปลากดและปลานานาชนิด ออกทีละตัว ส่วนสิงห์ก็ช่วยไอ้แก้วลากกิ่งไม้ออกแล้วค่อยขยับวงแน่งให้แคบลง
เสือน้ำของหย่อนตัวลงจากเรือ หายใจเข้าเต็มปอดแล้วมุดดำลงไปในน้ำเกือบนาที พร้อมกับอุ้มแหพันตัวปลาขนาดใหญ่ขึ้นมาวางบนเรือ
“โอ้นี่มันปลาค้าวคูณ ไม่ต่ำกว่าสิบห้าโลแน่ๆละเอ๊ย!”
เสียงแหกระทบน้ำพร้อมกับเสียงเอะอะโวยวายกับการจับปลาน้อยใหญ่ในวงล้อมของแน่ง สิงห์ แก้ว เสือ เฒ่าหาญ ต่างผลัดกันมุดดำเพื่อจับปลาออกจากแหตัวแล้วตัวเล่า
“นี่ปลาอะไรลุง อ้าวแล้วที่ลุงถือละปลาอะไร ผมไม่เคยเห็นมาก่อนเลย”
แก้วถามเฒ่าหาญ
“ปลาที่เอ็งได้เขาเรียกว่าปลาหว่าหน้านอ ไม่ค่อยมีหรอกในน้ำอิงเป็นปลาหายากนานๆ ทีกว่าข้าจะเจอ ส่วนตัวนี้ปลาชะเอิน หรือปลาเสือ สีสวยลายพาดดำบนพื้นชมพูอ่อน นี่ก็อีกตัว ในแม่น้ำโขงมีเยอะ”
เฒ่าหาญพรานเฒ่าตอบคำถามพรานปลารุ่นหลาน
“กู้! กู้!”
เสียงกู่ร้องเรียกหาดังมาจากริ่มฝั่งแม่น้ำอิง ไอ้เป็งหัวล้าน จิ้มหัวดง เบ้วขี้เสือ เบิ้มซอยสอง ชัยหน้าแง่ม พร้อมหนานสึกใหม่ไม่ถึงอาทิตย์หัวยังโล้นทรายผาถ่าน ทีมงานคุณภาพตามมาสมทบหลังจากได้ยินข่าวว่าสองพรานเฒ่าออกล่าปลา งานนี้ทั้งหมู่บ้านได้อิ่มหนำแน่ หากจะมาเร็วก็ขี้เกียจลงน้ำ มาได้เวลาเหมาะเจาะเตรียมขนปลากลับบ้าน
ปลานาๆ ชนิดถูกขังในท้องเรือและกระชังปลา หากนับรวมกันเกือบห้าสิบกว่าโล ปลาถูกจัดสันปันส่วนให้เฒ่าหาญ แก้ว เสือ และสิงห์ ส่วนที่เหลือทีมงานคุณภาพช่วยกันแบกกลับบ้านให้แม่คำปาเมียพ่อเสือ หิ้วร้อยตอกไม้ไผ่ขายแจกจ่ายในหมู่บ้าน ส่วนปลาค้าวคูณหรือเค้าดำเป็นของหน้าหมู่ที่จะนำมาลาบกินด้วยกันที่บ้านพ่อเสือ
ใต้แคร่ไม้ไผ่ข้างห้องครัวหลังบ้านร่มรื่นด้วยต้นขนุน ปลาค้าวคูณ ถูกผ่าท้อง แยกเครื่องใน ส่วนหัวและเนื้อ แยกออกจากกัน แก้วทำหน้าที่ต้มยำหัวปลาโดยมี เบ้ว จิ้มเป็นลูกมือ ส่วนสิงห์เป็นมือลาบ ตัดเฉือนเนื้อออกจากกระดูกและหนัง
“เอาเส้นคาวออกด้วยนะสิงห์”
เฒ่าเสือย้ำเตือนลูกชายให้เอาเส้นคาวออก อยู่ตรงบริเวณกลางลำตัวติดหนังข้าง มีเส้นเอ็นสีขาวดึงยืดออกมาเป็นเส้น บ้างบอกว่าจะทำให้ลาบมีกลิ่นคาว เป็นพิษทำให้แพ้บ้าง ไม่อร่อยบ้าง แต่ในการลาบปลาค้าวทุกตัวทุกครั้งต้องดึงออก
เนื้อปลาค้าวสีขาวนวลอมชมพูระเรื่อสับรวมกันกับข่า เสียงมีดกระทบเขียงหลายคู่ดังไกลหลายบ้าน หนังปลา และเครื่องในถูกนำมาลวกน้ำร้อน แช่น้ำเย็นอย่างรวดเร็วเพื่อทำให้นุ่มและกรุบกรอบไม่เปื่อยยุ่ย
ส่วนเฒ่าเสือจัดการจี่พริกแห้งจนหอม มะแขว่นคั่ว ข่า ตระไคร้ หอมแดง กระเทียมเผาไฟโขลกรวมกันเป็นเครื่องลาบ ตะไคร้หั่นฝอย กระเทียบทุบ หอมแดงซอยทอดจนเหลืองหอม ผักไผ่ ต้นหอมผักชี ผักชีฝรั่งซอยละเอียด พร้อมกับน้ำต้มปลาที่ยังไม่ได้ปรุงเครื่องไว้สำหรับผสมลาบปลาค้าว
เฒ่าหาญจัดการผักแกล้มลาบรอบๆ บ้าน มีทั้งคาวตอง ผักกาดขิ่ว ผักจีอ้อ ยอดมะแขว่น มะแว้งขม เมล็ดข่าดอง สะเดาลวก ผักจ้ำ ผักเฮือด ยอดมะม่วง ใบบัวบก อุ้งกบ เล็บครุฑ ใบจะค่าน ผักปุย เก็บอย่างเล็กละน้อยเท่าที่หาได้
ชัย เบิ้ม ทราย คอยเป็นลูกมือทั่วไปให้พ่อเสือ และมีหน้าที่หลักคือขับจอกยาแก้เอวและป้อนกับแกล้ม
เมื่อทุกอย่างพร้อมเสร็จ ได้เวลาปรุงลาบ เริ่มจากเครื่องลาบถูกนำมาละลายกับน้ำต้มปลาที่เตรียมไว้ผสมลาบ ยังอุ่นแต่ไม่ร้อนเกินจนทำให้เนื้อปลาสุก ใส่พริกป่นคั่วส่งกลิ่นหอม เกลือเม็ดตำละเอียด ผงวิเศษชูรส ข้าวคั่วเล็กน้อยใส่พอหอม คนให้เข้ากัน หลังจากนั้นนำเนื้อปลาค้าวที่สับเสร็จ ลงไปคลุกกับเครื่องลาบคนผสมน้ำต้มจนเหนียวได้ที่ หากปรุงพริกกับเกลือลงตัวจะทำให้ลาบปลาค้าวมีความเหนียวนุ่ม หนังและเครื่องในลวกใส่ลงไปหลังจากปรุงได้ที่ ต่อด้วยผักซอยลงคลุก ปิดท้ายด้วยเครื่องทอดหมี่กระเทียม หอมแดงตระไคร้สร้างความหอม
“นี่พวกเอ็งลาบปลาค้าวหากปรุงได้ที่จะมีความเหนียว เนื้อหวานรสชาติดีกว่าปลาอื่นๆที่มีในแม่น้ำอิง ลาบปลาค้าวคือปลาเบอร์หนึ่งสำหรับพ่อที่นำมาลาบ โชคปากจริงพวกเอ็งวันนี้ได้กินลาบปลาค้าว”
เสือน้ำของบรรยายถึงสรรพคุณลาบปลาค้าวให้รุ่นลูกฟัง หลังจากเหล้าขาวกลั่นเองหลังบ้านที่เขาบรรจงหมักด้วยสมุนไพรพื้นบ้านเคลื่อนผ่านลงท้องไปสามสี่แก้ว
“ลาบต้องคู่กับเหล้าขาว เพราะลาบมันเป็นของดิบ เมื่อสามปีก่อนที่บ้านหนองปลาขาว มีคนได้นำควายตายห่า มาลาบ มีคนร่วมวงกินลาบดิบสิบสองคน ไม่กินเหล้าสามคน ที่เหลือเก้าคนกินเหล้า ปรากฏว่า เกิดอาการท้องร่วงอย่างหนักเพราะกินเนื้อควายป่วยตาย คนที่ไม่ดื่มเหล้าตายทั้งหมด คนที่ดื่มเหล้ารอดทั้งเก้าคน แต่ไม่ใช่ว่ากินเหล้าแล้วดีนะเว๊ย กินหาเรื่องหาราวสร้างความเดือนร้อนให้คนอื่นไม่ต้องกิน กินแล้วไม่ทำการทำงานไม่ต้องกิน ถ้าจะกิน กินเพื่อสุขภาพเป็นยาแก้หลังแก้เอว สักแก้วสองแก้วก็พอ”

ขันโตกสานด้วยหวายสองชุดพร้อมลาบปลาดิบและคั่ว ต้มยำหัวปลา ผักแกล้มนานาชนิด ข้าวเหนียวนึ่งเสร็จใหม่ยังอุ่นๆ ปลาปิ้ง ทั้งชุดถูกจัดวางลงบนชานหลังบ้าน วงขันโตกล้อมรอบด้วยชายฉกรรจ์ โอดกินลาบอย่างฮึกเหิมด้วยความหิวและเพลียแดด ส่วนหงส์ กับแม่คำปาแยกออกมากินต่างหากอีกชุดหนึ่ง
“เออ กูมีเรื่องตลกอีกเรื่องหนึ่งวะเกี่ยวกับลาบนี่แหละ กูจะเล่าให้ฟัง”
เป็งหัวล้าน จอมตลกประจำวงนำเสนอเรื่องตลกระหว่างนั่งวงกินลาบปลาค้าว ซึ่งเป็นหน้าที่ของเขาที่สร้างความสนุกสนานให้เพื่อนฝูงในวงอีกครั้ง
“มีพ่อลูกคู่หนึ่งพ่อชื่อปุ๊ดซีแลน ลูกบ่าวชื่อไอ้เกิ้ม นั่งกินลาบฟานด้วยกัน ด้วยความหิวและความอร่อยของลาบฟาน ต่างคนต่างกินเต็มที่ พอพ่อกินอิ่มก่อนก็ได้ใช้ให้ลูกชายไปตักน้ำมาให้ขันหนึ่ง ไอ้เกิ้ม ไอ้เกิ้ม คิงไปตักน้ำให้พ่อขันหนึ่งเลาะ ลูกชายมันก็ตอบทันทีว่า ไปตักคนเดียวเตอะอ้ายลุกบ่อได้อีพ่ออ้ายกั๊ดต๊อง(อิ่มท้อง) พ่อก็โกรธด้วยความหิวน้ำ มึงกินง่าว(โง่) กินจนลุกบ่อขึ้น กินฉิบกินหาย ฮื้มถ้ากูลุกได้กูจะลุกเตะมึงสักกำละ นี่กูกั๊ดต้องบ่อดาย โชคดีของมึงไปไอ้กินง่าว”
เสียงหัวเราะดังลั่นหลังจากเป็งเล่าจบ จอมสรรหาเรื่องเล่าตลกประจำวง ที่เพื่อนๆ มักแซวว่าถ้าเป็งขยันทำงานเหมือนกับค้นหาเรื่องเล่าตลกคงรวยเป็นเศรษฐีแน่ๆ
สักพักใหญ่ หลายคนเริ่มนั่งพิงขอบชานบ้านด้วยความอิ่มหนำสำราญ ขวดเหล้าถูกวางทิ้งไว้ ไม่มีพื้นที่ว่างพอในท้องที่จะใส่เหล้าลงไป หนังท้องตึงหนังตาหย่อนไม่กี่อึดใจทีมงานคุณภาพต่างพากันแยกย้ายกลับบ้านพักผ่อนนอนแต่หัวค่ำ ด้วยพิษสงของความอิ่มลาบปลาค้าว และความเหนื่อยล้าจากการทอดแห ราตรีนี้ของคณะตูบมะเดื่อช่างสั้นนัก

ที่อยู่

Chiang Rai
57100

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Kok Ing Khong Operation Groupผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์