BrandAge Online Brand & Marketing Wisdom รอบรู้ทันเกมธุรกิจ และการตลาด
ติดตามแบบเจาะลึกได้ที่ www.brandage.com

Purpose + Authenticity = Trust คาถาสร้างแบรนด์แบบยั่งยืนในยุคที่ผู้บริโภคจับโป๊ะได้เก่งเชื่อว่าหลายคนคงเคยผ่านตามาบ้างแล...
17/09/2026

Purpose + Authenticity = Trust
คาถาสร้างแบรนด์แบบยั่งยืนในยุคที่ผู้บริโภคจับโป๊ะได้เก่ง
เชื่อว่าหลายคนคงเคยผ่านตามาบ้างแล้วกับคำว่า Authenticity หรือความเป็นตัวตนที่แท้จริง – ความจริงใจ เพราะ Authenticity ถูกวางไว้ให้เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญที่สุดในการสร้างแบรนด์และการตลาดยุคปัจจุบัน
ทั้งนี้ก็เพราะผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและเบื่อหน่ายกับการโฆษณาที่เกินจริง ความจริงใจจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็น "ความอยู่รอด" ของธุรกิจในยุคดิจิทัลและ AI ที่เต็มไปด้วยคอนเทนต์จำลอง
ทำไม Authenticity ถึงจำเป็นในปัจจุบัน?
ความสำคัญในเรื่องนี้จะมีตั้งแต่ การช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในยุคข้อมูลล้นหลาม ผู้บริโภคยุคนี้โดยเฉพาะ Gen Z และ Millennials มี "เครื่องตรวจจับความปลอม" ที่ดีเยี่ยม พวกเขาเลือกแบรนด์ที่โปร่งใส เปิดเผย และทำตามสัญญาที่ให้ไว้
ขณะที่ผู้บริโภคเองก็มองหาความเป็นมนุษย์ (Humanization) ในยุคที่ AI สามารถสร้างคอนเทนต์และรูปภาพที่สมบูรณ์แบบได้อย่างง่ายดาย
สิ่งที่ขาดแคลนและมีค่ามากที่สุดคือ "ความไม่สมบูรณ์แบบที่จริงใจ" ของแบรนด์ เพราะผู้บริโภคต้องการคุยกับแบรนด์ที่มีจิตวิญญาณ มีค่านิยมชัดเจน ไม่ใช่หุ่นยนต์
หากแบรนด์ทำตัวไม่ตรงปก พูดอย่างทำอย่าง เช่น การโฆษณาว่ารักษ์โลกแต่กระบวนการผลิตทำลายสิ่งแวดล้อม (Greenwashing) จะถูกผู้บริโภคขุดคุ้ยและแชร์ต่อในโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว จนสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์อย่างรุนแรง
ในมุมของแบรนด์เอง ประโยชน์ที่แบรนด์จะได้รับเมื่อมีความจริงใจก็คือสามารถสร้าง Brand Loyalty ที่แข็งแกร่ง เพราะเมื่อลูกค้าสัมผัสได้ถึงความจริงใจ พวกเขาจะเกิดความรู้สึกผูกพันและเชื่อใจ เปลี่ยนจากแค่ "ผู้ซื้อ" กลายเป็น "แฟนพันธุ์แท้" ที่พร้อมปกป้องและบอกต่อแบรนด์
ขณะเดียวกัน ยังช่วยสร้างความแตกต่างโดยไม่ต้องแข่งลดราคา แบรนด์ที่มีตัวตนชัดเจน (Core Value) จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่คู่แข่งลอกเลียนแบบได้ยาก ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถยืนหยัดและเติบโตแข่งกับทุนใหญ่ได้เพิ่มประสิทธิภาพการตลาดผ่าน Influencer ซึ่งปัจจุบันถือเป็นการตลาดที่ได้ผลดีที่สุด
สิ่งที่เราได้เห็นตามมาก็คือเปลี่ยนจากสคริปต์โฆษณาแข็งๆ ไปสู่การให้ KOLs / KOC หรือ Creator รีวิวตามความรู้สึกจริง แบรนด์ที่กล้าให้คนอื่นพูดถึงตัวเองในมุมมองที่แท้จริงจะได้ใจผู้บริโภคมากกว่า
ส่วนองค์ประกอบของการเป็น "แบรนด์ที่แท้จริง" ตัวตนสม่ำเสมอ (Consistency) นั้นจะต้องไม่เปลี่ยนทัศนคติหรือวิธีการสื่อสารไปตามกระแสรายวันเพื่อเอาใจคนทุกกลุ่ม จนทำให้ลูกค้าสับสนและหมดความเชื่อใจความโปร่งใส
เช่นเดียวกับการที่ต้องกล้าเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงกล้ายอมรับและขอโทษอย่างจริงใจเมื่อทำผิดพลาดขับเคลื่อนด้วยคุณค่า (Purpose-Driven) คือรู้ว่าแบรนด์ตัวเองมีอยู่เพื่ออะไรนอกเหนือจากการทำกำไร และทำให้คำพูดกับพฤติกรรมขององค์กรสอดคล้องกันจริงๆ
ขณะที่ในมุมของผู้บริโภค ความจริงใจ (Authenticity) ไม่ใช่แค่เรื่องของความรู้สึก แต่เป็น "กลไกป้องกันตัวเอง" และ "เครื่องมือเลือกสิ่งที่ดีที่สุด" ในยุคที่เต็มไปด้วยการหลอกลวง ข้อมูลล้นหลาม และวิกฤตความเชื่อมั่นครับสาเหตุหลักที่ผู้บริโภคยุคนี้ต้องยกให้ Authenticity เป็นปัจจัยต้นๆ ในการเลือกซื้อสินค้า

สามารถอ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ https://www.brandage.com/article/47694

ไวนะเรา
17/09/2026

ไวนะเรา

ทรูไอดี (TrueID) แพลตฟอร์มความบันเทิงชั้นนำของไทย ประกาศขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญภายใต้แนวคิด “CO CREATE THE SERIES...
17/09/2026

ทรูไอดี (TrueID) แพลตฟอร์มความบันเทิงชั้นนำของไทย ประกาศขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญภายใต้แนวคิด “CO CREATE THE SERIES” เดินหน้าเปิดตัว “DOODi by TrueID” ศูนย์รวมคอนเทนต์ที่ผ่านการคัดสรรและคอมมูนิตี้ครีเอเตอร์ ควบคู่กับการตอกย้ำความสำเร็จของ “ตาตั้ง” แบรนด์ซีรีส์แนวตั้งสั้น มุ่งสู่เป้าหมายการเป็น Sovereign Social Platform หรือแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เป็นอธิปไตยของคนไทย
วินท์รดิศ กลศาสตร์เสนี กรรมการผู้จัดการ ทรูไอดี กล่าวว่า เป้าหมายคือการสร้างแพลตฟอร์มของคนไทยที่มีความปลอดภัย น่าเชื่อถือ และให้อิสระในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ โดยมีระบบนิเวศของเครือ CP สนับสนุน
TrueID สร้างจุดขายผ่าน 2 แบรนด์หลัก ได้แก่ “ตาตั้ง” ที่มุ่งเน้นซีรีส์แนวตั้งสั้น ดูง่าย รวดเร็ว และ “DOODi by TrueID” ศูนย์รวมคอนเทนต์คัดสรรคุณภาพหลากหลาย เชื่อมต่อ Creator กับแฟนคลับ พร้อมแนวคิด “ยิ่งดูยิ่งได้” ผ่านระบบ Reward และสิทธิประโยชน์
ด้าน Commercial Solution ทาง TrueID นำเสนอ TrueID Total Solution และ Short Drama Solutions ผสาน In-content Integration กับ AI Targeted TV Advertising เพื่อให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงขึ้นในรูปแบบที่กลมกลืนและวัดผลได้ พร้อมดึงศักยภาพของ Ecosystem เครือ CP ทั้ง 7-Eleven, Makro, Lotus’s และระบบ Affiliate Marketing มาช่วยขับเคลื่อนให้ Creator สร้างรายได้ และแบรนด์สร้างยอดขาย
ขณะเดียวกัน TrueID เดินหน้า Creator Economy ผ่านการร่วมมือกับ 7-Eleven นำวิดีโอรีวิวสินค้าจาก Creator แสดงบนหน้าแรกของแอปฯ พร้อมระบบ Affiliate Marketing เปิดโอกาสให้ Creator สร้างรายได้จาก Commission เมื่อเกิดการซื้อจริง เชื่อมโยงคอนเทนต์ความบันเทิงเข้ากับ E-commerce
บทสรุปของการเปิดตัว “DOODi by TrueID” และการตอกย้ำความสำเร็จของ “ตาตั้ง” ในแคมเปญ “CO CREATE THE SERIES” จึงเป็นก้าวสำคัญของ TrueID ในการเปลี่ยนผ่านสู่ Digital Ecosystem Hub และ Sovereign Social Platform ที่เชื่อมความบันเทิง ครีเอเตอร์ แบรนด์ และโอกาสทางธุรกิจเข้าด้วยกัน

ในงานสัมมนา The Secretsauce Summit 2026 หัวข้อ “The Minds of Top Chefs : ทำไมคนยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อกิน” มีคำถามหนึ่งที่ถู...
17/09/2026

ในงานสัมมนา The Secretsauce Summit 2026 หัวข้อ “The Minds of Top Chefs : ทำไมคนยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อกิน” มีคำถามหนึ่งที่ถูกถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดการสนทนา

“ทำไมร้านที่วัตถุดิบดีที่สุด ถึงไม่ใช่ร้านที่ลูกค้าอยากกลับไปซ้ำ?”

คำตอบจาก 3 เชฟที่ขึ้นเวทีวันนั้น ได้แก่ เชฟชาลี กาเดอร์ Executive Chef and Proprietor วรรณยุค, เชฟตาม ชุดารี เทพาคำ Owner and Head Chef บ้านเทพา และ เชฟก้อง ก้องวุฒิ ชัยวงศ์ขจร Chef and Sommelier, Locus Native Food Lab เชียงราย ตรงกันแบบไม่ได้นัดหมาย คือ วัตถุดิบดีมันหาได้ทั่วไปแล้ว สิ่งที่ทำให้ร้านหนึ่งอยู่รอดและอีกร้านหายไป ไม่ใช่ของในครัว หากแต่เป็น “วิธีคิด” ที่อยู่เบื้องหลังจานนั้น

นี่คือ 6 ประเด็นที่กลั่นออกมาจากประสบการณ์จริงของทั้งสามคน ตั้งแต่ความสำเร็จไปจนถึงวันที่เกือบเจ๊ง

1. วัตถุดิบไม่ใช่ต้นทุน แต่คือเรื่องที่ยังไม่มีใครเล่า
จุดเริ่มต้นของทั้ง 3 ร้านไม่ได้เริ่มจาก “อยากทำเมนูอะไร” แต่เริ่มจาก “รู้อะไรที่คนอื่นไม่รู้”

หลักคิดง่ายๆ ที่ทั้ง 3 คนใช้เหมือนกัน คือ ถ้าอยากให้อาหารมีมูลค่ามากกว่าราคาต้นทุนวัตถุดิบ ต้องรู้ในสิ่งที่คนอื่นไม่รู้ก่อน แล้วค่อยหาวิธีเล่ามันออกมาให้น่าสนใจ

เชฟตาม ยกตัวอย่างให้ฟังว่า ตนเองเคยพาทีมงานลงพื้นที่ขอนแก่นจนไปเจอ “ข้าวฮาง” ข้าวอ่อนที่ชาวบ้านเกี่ยวก่อนน้ำท่วมเพื่อไม่ให้เสียผลผลิตทั้งหมด เป็นเรื่องเล่าที่ซ่อนอยู่ในความยากลำบากของเกษตรกร และมีการนำเอาข้าวฮางมาแปลงเป็นเมนูข้าวต้มกุ้งแม่น้ำที่ทดลองเทคนิคปรุงกุ้งถึง 18 วิธี เพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสที่เด้งที่สุด
เชฟก้อง ใช้วิธีตั้งคำถามกับเมนูที่คนคุ้นเคยอยู่แล้วอย่าง “แกงฮังเล” แล้วขุดย้อนกลับไปถึงประวัติศาสตร์ล้านนาที่ถูกพม่าปกครองกว่าสองร้อยปี เส้นทางการค้าเครื่องแกงกับอินเดีย ไปจนถึงค่าเงินรูปีที่เคยใช้ในภาคเหนือ ก่อนจะย่อยกลับมาเป็นจานอาหารที่เสิร์ฟคู่กับขนมปังข้าวแทนข้าวสวย

2. ออกแบบอารมณ์ ไม่ใช่แค่ออกแบบจาน
ความคิดสร้างสรรค์ในความหมายของทั้ง 3 คนไม่ใช่การทำให้อาหารแปลกที่สุด แต่คือการควบคุมจังหวะความรู้สึกของคนกิน

เชฟตามอธิบายว่าคอร์สอาหาร Fine Dining ต้องมีทั้ง “Surprise” และ “Comfort” สลับกัน ถ้าตื่นเต้นตลอดมื้อ คนกินจะอึดอัด เขาจึงจงใจสร้างความสับสนในบางจาน แล้วดึงกลับมาสู่ความคุ้นเคยด้วยเมนูอย่างข้าวต้มกุ้งในจังหวะถัดไป เพื่อให้แขกได้พักและกลับมาเชื่อมโยงกับอาหารอีกครั้ง

ขณะที่เชฟชาลีมองอีกมุม เขาสังเกตพฤติกรรมจริงว่าเวลาคนกินข้าวแกง คำสุดท้ายมักจะตักกับข้าวสามอย่างรวมกันในช้อนเดียวโดยไม่รู้ตัว เขาจึงดึงทีมงาน 30 คนมาระดมความทรงจำเรื่องข้าวแกง แล้วแปลงพฤติกรรมเล็กๆ นี้ให้กลายเป็นเมนูคำเล็กที่จับคู่รสชาติแบบคาดไม่ถึง เช่น กุ้งทอดซอสมะขาม กับต้มข่าและน้ำพริกในคำเดียว

3. กล้าเป็นคนแรก แม้จะเสี่ยงที่สุด
เชฟก้อง อธิบายแนวคิดไว้ระหว่างการสนทนาว่า คนส่วนใหญ่ไม่อยากเป็นคนแรกที่ลองทำอะไรใหม่ เพราะคนแรกเสี่ยงที่สุด ส่วนคนที่สองที่ตามมาเสี่ยงน้อยกว่าเยอะ แต่นั่นก็หมายความว่าคนที่สองตัดโอกาสสร้างนวัตกรรมออกไปตั้งแต่ต้น เพราะไม่ได้สร้างสิ่งใหม่จริงๆ ซึ่งตนเองก็นำแนวคิดนี้มาปฏิบัติจริงผ่านพื้นฐานความเป็นนักดนตรีและซอมเมอลิเยร์ของตัวเอง โดยตั้งต้นคิดเมนูจาก “อารมณ์” ที่อยากสื่อสารก่อน เหมือนการแต่งเพลงสักเพลง ไม่ใช่เริ่มจากวัตถุดิบหรือเทคนิค

4. Hospitality คือสิ่งเดียวที่ก็อปปี้กันไม่ได้
เชฟชาลี พูดชัดว่าโปรดักต์ดีอย่างเดียวไม่พอแล้ว สิ่งที่ตัดสินว่าลูกค้าจะกลับมาซ้ำหรือไม่ คือ ความรู้สึกดีตอนเดินออกจากร้าน ซึ่งเกิดจากรายละเอียดเล็กๆ อย่างการสังเกตว่าแขกถนัดมือซ้าย แล้วสลับตำแหน่งช้อนส้อมให้ทันทีในคอร์สถัดไป

เชฟก้อง เสริมว่า เขามองว่าในยุคที่คนเสพข้อมูลจากโซเชียลมีเดียจนล้า สิ่งที่คนโหยหาจริงๆ ไม่ใช่อาหารล้ำยุค แต่คือปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ที่จริงใจตรงหน้า ร้านอาหารจึงมีโอกาสกลายเป็นพื้นที่พักจากโลกดิจิทัลได้ ถ้าเจ้าของร้านให้ความสำคัญกับเรื่องนี้จริงจัง

5. โฟกัสให้ชัด ก่อนธุรกิจจะพาไปหลงทาง
บทเรียนหนึ่งที่เชฟชาลี เล่าถึงคือช่วงที่เคยทำร้านซึ่งพยายามเป็นทุกอย่างในที่เดียว ทั้งขายอาหารเช้า เปิดเป็นบาร์กลางคืน ไปจนถึงมีสินค้าอื่นแทรกอยู่ในร้าน จนสุดท้ายสื่อสารกับลูกค้าไม่ได้ว่าร้านนี้คืออะไรกันแน่ ผลที่ตามมาก็คือ ลูกค้าไม่เข้าใจจนต้องกลับมาตั้งหลักใหม่ทั้งหมด

6. สัญญาณที่กำลังจะมา Fine Dining vs Casual Dining
แม้จะไม่วิ่งตามเทรนด์ แต่ทั้ง 3 คนก็จับสัญญาณของอุตสาหกรรมอยู่เสมอ

เชฟชาลีมองว่าร้านอาหารระดับหรูมีวงจรชีวิตของมันเอง และตอนนี้อาจกำลังอยู่ในช่วงขาลงเล็กน้อย ขณะที่ Casual Dining ที่มีคุณภาพระดับสูงกำลังเติบโตแรง เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป คนมีสมาธิสั้นลง ไม่อยากใช้เวลานั่งฟังเชฟเล่าเรื่องราวยาวสองชั่วโมงต่อมื้อเหมือนเดิม

ช่วงท้ายของงานเสวนา ผู้ดำเนินรายการถามว่า จะรู้ได้อย่างไรว่า “ความคิดสร้างสรรค์” สมดุลกับคำว่า “ธุรกิจ”

เชฟก้อง ตอบคำถามนี้ทันทีว่า “เราไม่รู้หรอก เราแค่ลองมา 100 ครั้ง แล้วเราโยน 99 ครั้งที่ห่วยแตกทิ้งแม่น้ำไป แล้วโชว์แค่ 1 ครั้งที่สำเร็จให้คุณดู”

อ่านเพิ่มเติม
https://www.brandage.com/article/47770

เปิดรับทีม Account Executive รุ่นใหม่ ไฟแรงโอกาสดีๆ ไม่ได้มีบ่อย ถ้าพร้อมโตไปด้วยกันคลิกลิงก์มาได้เลยhttps://forms.gle/3...
17/09/2026

เปิดรับทีม Account Executive รุ่นใหม่ ไฟแรง
โอกาสดีๆ ไม่ได้มีบ่อย ถ้าพร้อมโตไปด้วยกัน

คลิกลิงก์มาได้เลย

https://forms.gle/3MSN9Fre7RSJNRhK6

หรือส่งเมลมาที่ [email protected]


หลังเปิดให้บริการมาเกือบ 2 ปี One Bangkok มีผู้เข้ามาใช้บริการมากกว่า 40 ล้านคน เติบโตจากปีแรกประมาณ 30% ขณะที่อัตราการเ...
16/09/2026

หลังเปิดให้บริการมาเกือบ 2 ปี One Bangkok มีผู้เข้ามาใช้บริการมากกว่า 40 ล้านคน เติบโตจากปีแรกประมาณ 30% ขณะที่อัตราการเช่าพื้นที่ Retail อยู่ที่ 96% และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 98% ภายในสิ้นปี 2569 ด้านยอดขายรวมของ Retail เติบโตกว่า 50% จากปีก่อน ขณะที่ฐานสมาชิก One Bangkok ขยับขึ้นมาอยู่ที่มากกว่า 300,000 คน
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า One Bangkok เริ่มสร้าง Traffic และฐานลูกค้าของตัวเองได้มากขึ้น แต่โจทย์ของรีเทลในวันนี้ไม่ได้จบแค่การทำให้คน “มา” เพราะในวันที่คนสามารถซื้อสินค้าออนไลน์ได้แทบทุกอย่าง จะทำอย่างไรให้คนที่เคยมาแล้วอยากกลับมาอีก
พลินี คงชาญศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายรีเทล โครงการ วัน แบงค็อก กล่าวว่า พฤติกรรมของคนที่เข้ามาใช้พื้นที่เปลี่ยนไป การมาศูนย์การค้าไม่ได้มีวัตถุประสงค์แค่ซื้อสินค้า แต่รวมถึงการกินข้าว พบปะเพื่อน ทำงาน ออกกำลังกาย ทำกิจกรรม หรือใช้เวลาร่วมกับครอบครัว
โดยปัจจุบันสัดส่วนผู้ใช้บริการของโครงการอยู่ที่ประมาณ 50:50 ครึ่งหนึ่งเป็นคนที่ทำงานหรืออาศัยอยู่ภายในโครงการ และอีกครึ่งหนึ่งเป็นลูกค้าจากภายนอก ขณะที่ Traffic ช่วงเสาร์อาทิตย์ก็เติบโตขึ้นจนใกล้เคียงกับวันธรรมดา
จากฐานคนที่เข้ามาใช้พื้นที่อยู่แล้ว One Bangkok จึงมองไปที่การสร้าง “Reason to Come Back” หรือเหตุผลใหม่ๆ ให้คนกลับมาอีกครั้ง ผ่านทั้งร้านใหม่ ร้านอาหารใหม่ กิจกรรม และ Community ที่คนสนใจ รวมถึงการจัดกิจกรรมตลอดทั้งปี ตั้งแต่เทศกาล คอนเสิร์ต ไปจนถึงกิจกรรมอย่าง City Runner, Creative Market และงานที่ทำร่วมกับแบรนด์และ Fandom ต่างๆ
.
โจทย์สำคัญของ One Bangkok คือการทำให้ Traffic ไม่ได้พึ่งพาแค่ลูกค้าที่ตั้งใจมาช้อปปิ้ง แต่เกิดจากคนหลายกลุ่มที่เข้ามาใช้ชีวิตในพื้นที่ ปัจจุบันโครงการมีทั้งพื้นที่ Retail อาคารสำนักงาน ที่พักอาศัย และโรงแรม ขณะที่ยังมีแผนเปิดอาคารสำนักงานเพิ่มอีก 2 แห่ง รวมถึงการเชื่อมต่อกับ MRT โดยตรง และโรงแรมเพิ่มเติมในปีหน้า
เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ทยอยเข้ามา ทำให้ One Bangkok มีคนเข้ามาในโครงการจากหลายเหตุผลมากขึ้น ทั้งคนทำงาน คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ลูกค้ารีเทล นักท่องเที่ยว นักเดินทางธุรกิจ รวมถึงกลุ่มที่เข้ามาร่วมกิจกรรม พูดง่ายๆ คือ จากเดิมที่มาที่นี่เพื่อซื้อของ ก็จะค่อยๆ กลายเป็นมีธุระอะไรสักอย่างก็แวะมา หรือไม่มีธุระก็มีอะไรให้ทำ
เหตุผลเหล่านี้ทำให้ Ecosystem ของโครงการมีผลโดยตรงต่อ Retail เพราะยิ่งมีคนอยู่และใช้ชีวิตในพื้นที่มากขึ้น ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้คนเหล่านั้นเข้ามาใช้บริการร้านค้าในพื้นที่มากขึ้น

ไอเดียสื่อสารการตลาดนี้น่าสนใจ...ทำไม MJ Master Journey ถึงยอมทุ่มเงินหลายล้านบาท เพื่อให้ผู้บริหารแค่ 9 คนเห็น เชื่อว่า...
16/09/2026

ไอเดียสื่อสารการตลาดนี้น่าสนใจ...

ทำไม MJ Master Journey ถึงยอมทุ่มเงินหลายล้านบาท เพื่อให้ผู้บริหารแค่ 9 คนเห็น

เชื่อว่าวันนี้หลายคนที่เดินทางในกรุงเทพฯ น่าจะเห็นโฆษณากลางแจ้งทั้งบิลบอร์ด, LED Board ที่ใช้ภาษาเหมือนกำลังคุยกับ “ใครบางคน” กระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ กันบ้าง

แคมเปญที่ว่านี้คือ “One Eyeball Billboard” ของ MJ Master Journey ที่ต้องการอธิบายความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนสื่อนอกบ้านของตัวเองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Journey-based OOH ได้อย่างแยบยล

Brief

“ผมขายป้ายมา 20 กว่าปีแล้ว วางแผนมาอย่างดี ศึกษาทาร์เก็ต ศึกษาเส้นทาง ต่อรองราคา ทุกอย่างมาอย่างดี แต่สุดท้ายจบตรงที่ว่า เลือกทำเลที่เจ้านายเห็นทุกวัน”

ประโยคจากปาก วิชิต คุณคงคาพันธ์ Managing Director MJ Master Journey นี้เป็นคำพูดสั้นๆ ที่สรุปปัญหาที่วงการ OOH เจอมาตลอดได้ชัดเจนที่สุด และมันคือจุดเริ่มต้นของแคมเปญที่ทำให้ MJ ทุ่มงบเช่าป้ายในหลายโลเคชั่นทั่วกรุงเทพฯ เพื่อกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงมีอยู่แค่ 9 คน

ฟังดูเหมือนขาดทุนแน่ ๆ ในเกมที่วัดกันด้วย Millions of Impressions แต่นี่คือหมากที่ MJ ผู้เชี่ยวชาญด้าน OOH เลือกเดินในการเปิดตัวแคมเปญแรกของตัวเอง

วิชิต อธิบายเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาธุรกิจป้ายโฆษณาบ้านเราแข่งกันมานานด้วยตรรกะซ้ำ คือ ป้ายไหนคนเห็นเยอะที่สุด?

แต่สุดท้ายลูกค้าทุกคนแอบอยากได้ป้ายที่ “เจ้านาย” เห็นเสมอ ต่อให้ Reach จะสวยแค่ไหนก็ยังไม่นับว่าสำเร็จ ถ้าคนที่นั่งอยู่ชั้นบนสุดของตึกยังไม่เห็น

MJ เลยพลิกคำถามใหม่ทั้งกระดาน และนี่คือจุดยืนที่ชัดที่สุดของแคมเปญนี้

ดังนั้นแนวคิดของไอเดียนี้ คือ การเลือกผู้บริหารระดับ CEO, Founder และ CMO จากแบรนด์ดังๆ มาเป็นเป้าหมายในการสื่อสาร เพราะคนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นคนไฟนอลสุดท้ายว่า “Yes” หรือ “No” กับทุกกลยุทธ์ทางธุรกิจ

โดยทีมงานมีการวางกลยุทธ์ด้วยการเลือกโลเคชั่นที่จะยิงโฆษณา OOH ในกรุงเทพฯ โดยกระจายไปตามสถานที่ที่กลุ่มเป้าหมายเดินทางบ่อยๆ เช่น เส้นทางที่เดินทางจากบ้านมาที่ทำงาน เพื่อให้เป้าหมายเห็น หรือให้คนรู้จักของเป้าหมายเห็นแล้วเกิด Engagement อะไรบางอย่างกลับมา

ที่สำคัญคือ การใช้ข้อความที่ระบุตัวตนชนิดที่ว่าคนทั่วไปอาจจะไม่เข้าใจว่าโฆษณานี้กำลังสื่อสารอะไร เพราะไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย

ทีมงาน MJ กับ Wolf BKK มีการคัดเลือกผู้บริหารมาหลายสิบคน ก่อนจะตัดเหลือ 9 คน จากนั้นก็ใช้ข้อมูล Business Location และ Public Working Base วิเคราะห์เส้นทางขับรถไป-กลับออฟฟิศประจำวันของแต่ละคน แล้วไปปักป้ายดักรอตรงนั้นเป๊ะ ๆ

โดยป้ายเหล่านี้ไม่มีโลโก้ MJ หรือโลโก้แบรนด์เป้าหมายเลยสักป้าย มีแต่คำฮินต์ผสมกับตำแหน่งที่ตั้ง เพื่อสร้างโมเมนต์ “เอ๊ะ... ป้ายนี้กำลังพูดกับฉันอยู่หรือเปล่า”

ซึ่งผู้บริหารที่ทีมงาน MJ ร่วมกับ Wolf BKK คัดสรรมา 9 ท่าน อาทิ

- สะพานรัชโยธินขาเข้า, เซ็นทรัลลาดพร้าว: “พงศ์ อยากลงโฆษณาที่ป้ายนี้มั้ย?” สื่อสารกับ ดร.พงศ์ นพ. ยุวพงศ์ สุทธินันท์ แบรนด​์ Dr.PONG

-ทางด่วนแยกมักกะสัน : “แป้ง เรื่องป้ายเชื่อเรานะ” หยิบสโลแกนดัง “เชื่อแป้ง” มาปรับใช้ สื่อสารกับ คุณแป้ง นวลพรรณ ล่ำซำ แบรนด์เมืองไทยประกันภัย

-ทางด่วนแยกมักกะสัน : “พีช กลับทางนี้ทุกวัน... ไม่สนใจกันบ้างเหรอ” สื่อสารกับคุณพีช พชร จิราธิวัฒน์ แบรนด์ Rocks Group / Potato Corner Thailand / F&B businesses

-Lido, BTS Siam : “แป๋ม ป้ายนี้เด่นสุดในสยาม” สื่อสารกับ คุณแป๋ม ชฎาทิพ จูตระกูล แบรนด์ Siam Piwat / Siam Paragon / ICONSIAM / ONESIAM

อ่านเพิ่มเติม
https://www.brandage.com/article/47775

เปิดสูตรลับ 5 กลุ่มผู้บริโภค ตัวแปรสำคัญที่จะทำให้นวัตกรรมที่คิด “เวิร์ค” หรือ “วูบ” ว่ากันว่า “นวัตกรรม” หรือ Innovatio...
16/09/2026

เปิดสูตรลับ 5 กลุ่มผู้บริโภค
ตัวแปรสำคัญที่จะทำให้นวัตกรรมที่คิด “เวิร์ค” หรือ “วูบ”
ว่ากันว่า “นวัตกรรม” หรือ Innovation ไม่ใช่เพียงแค่การคิดค้นสิ่งใหม่ แต่คือ "หัวใจหลักในการอยู่รอดและการเติบโต" ขององค์กรในยุคปัจจุบัน
นวัตกรรมส่งผลกระทบและมีความสำคัญต่อองค์กรและแบรนด์ในมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการอยู่รอดและการเติบโตขององค์กร รวมถึงการป้องกันการล้มหายตายจาก โดยแบรนด์ที่หยุดนวัตกรรมมักถูกกลืนหายไปจากตลาด อาทิ เคสของ Kodak หรือ Nokia ที่ปรับตัวไม่ทันเทคโนโลยีใหม่ๆ
ขณะเดียวกัน ยังเป็นตัวสร้างแหล่งรายได้ใหม่ ที่ช่วยให้องค์กรสามารถขยายธุรกิจไปสู่ตลาดใหม่ (New Markets) หรือสร้างผลิตภัณฑ์หมวดหมู่ใหม่ที่ตอบโจทย์อนาคต
รวมถึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน อย่างนวัตกรรมด้านกระบวนการ (Process Innovation) เช่น การนำ AI หรือระบบอัตโนมัติมาใช้ ช่วยลดความผิดพลาด ประหยัดเวลา และลดต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างมหาศาล
ไม่เพียงเท่านั้น ยังช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยเฉพาะในมุมของการช่วยให้สามารถหนีจากสงครามราคาเมื่อองค์กรมีนวัตกรรมที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยาก จะสามารถตั้งราคาแบบ Value-Based Pricing (ตามคุณค่า) ได้ โดยไม่ต้องลงไปแข่งตัดราคาในตลาดล่าง
เช่นเดียวกันกับการช่วยสร้างกำแพงกั้นคู่แข่ง (Barrier to Entry) นวัตกรรมที่จดสิทธิบัตรหรือมีความซับซ้อนจะกลายเป็นข้อได้เปรียบที่ทำให้คู่แข่งรายใหม่เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดได้ยาก เพราะช่วยสร้างคุณค่าและการรับรู้ต่อแบรนด์ได้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม มีหลายครั้งที่การคิดค้นนวัตกรรม แล้วส่งเข้าตลาด กลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ซึ่งอาจจะมาจากการไม่เข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง
ตามทฤษฎี The Chasm ของ G.A. Moore อธิบายถึงผู้บริโภคกับนวัตกรรมไว้อย่างน่าสนใจ โดยแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลักๆ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://www.brandage.com/article/47688

เมื่อสัญลักษณ์แห่งเทศกาลระดับโลก ถูกตีความใหม่ด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่นไทยเทศกาลปลายปีไม่ใช่แค่เรื่องของการจัดไฟประดับ แต่คื...
16/09/2026

เมื่อสัญลักษณ์แห่งเทศกาลระดับโลก ถูกตีความใหม่ด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่นไทย

เทศกาลปลายปีไม่ใช่แค่เรื่องของการจัดไฟประดับ แต่คือการนำอัตลักษณ์ไทยไปสร้างความหมายสู่สายตาคนทั้งโลก!
เซ็นทรัลพัฒนา เปลี่ยนสนามรบสายแมสด้วยแคมเปญ Local Pride Christmas Trees ดึงชุมชนและศิลปิน 11 จังหวัดมาร่วมเนรมิตต้นคริสต์มาสสุดสร้างสรรค์
พลิกสัญลักษณ์สากลให้เป็นพื้นที่เล่าเรื่องราวท้องถิ่น ชวนคนไทยและนักท่องเที่ยวร่วมเฉลิมฉลองและสัมผัสเสน่ห์ไทยอย่างเป็นเอกลักษณ์
พร้อมสร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ด้วยการคว้าชัยบนเวทีระดับโลก 2026 ICSC GLOBAL MAXI AWARDS ที่ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา ในหมวด Community
นับเป็นบริษัทแรกของไทยที่คว้า “ออสการ์แห่งวงการรีเทล” มาครองแบบสมมง
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://www.brandage.com/article/47757

#เซ็นทรัลพัฒนา

เคยสงสัยหรือไม่ว่า ทำไม ซีเจ ถึงถูกวางเป็นคู่ชิง ที่เข้ามาท้าทายเซเว่น อีเลฟเว่น แม้ในเชิงโครงสร้าง ตัวเลข และขนาดธุรกิจ...
16/09/2026

เคยสงสัยหรือไม่ว่า ทำไม ซีเจ ถึงถูกวางเป็นคู่ชิง ที่เข้ามาท้าทายเซเว่น อีเลฟเว่น
แม้ในเชิงโครงสร้าง ตัวเลข และขนาดธุรกิจ ทั้งสองแบรนด์จะมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในของเครือข่ายสาขา ที่วันนี้เซเว่น อีเลฟเว่น มีสาขาทะลุหลัก 15,000 สาขาไปแล้ว
โดยสาขาแต่ละสาขา เน้นเปิดในทำเลทอง เน้นความไว และครองเค้กส่วนใหญ่ของตลาดค้าปลีกไซส์เล็ก โดยเน้นในเรื่องของความเป็น “ออล คอนวีเนียน” ที่ตอบโจทย์เรื่องของความสะดวก สบายใกล้บ้าน
ขณะที่ ซีเจ มอร์ มีเครือข่ายราว 2,100 สาขา เน้นพื้นที่เจาะเข้าไปชุมชน และวาง Positioning เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตชุมชน/ศูนย์การค้าขนาดเล็ก ที่เน้น “ถูก ดี ครบ” คือขายสินค้าราคาถูก มีสินค้าคุณภาพ ที่ครบตามความต้องการ โดยเฉพาะกับการขายสินค้าแพ็กใหญ่ที่เจาะเข้าไปในครัวเรือนของคนนุมชนนั้นๆ
ถ้ามองในเรื่องของ Positioning แล้ว แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่เหตุผลที่ภาคการตลาด นักวิเคราะห์ และคนทั่วไปยกให้คู่นี้เป็น "คู่ชกเทียบชั้น" เกิดจาก 4 ปัจจัยหลักทางกลยุทธ์

จะมีอะไรบ้าง สามารถอ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ https://www.brandage.com/article/47766

ที่อยู่

3/1 ซอย ประชาสงเคราะห์ 31 ดินแดง
Bangkok
10400

เบอร์โทรศัพท์

+6622749197

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ BrandAge Onlineผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง BrandAge Online:

ทางลัด

แชร์