Salika Global Shifts, Human Impact. Mapping the Future with Wisdom.
อ่านเกมโลก ถอดรหัสอนาคต. For Advertising: [email protected]

เวที Circular Economy Forum 2026 ย้ำชัด 'เศรษฐกิจหมุนเวียน' คืออาวุธสำคัญในการแข่งขันภาพจำของการทำธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม...
10/09/2026

เวที Circular Economy Forum 2026 ย้ำชัด 'เศรษฐกิจหมุนเวียน' คืออาวุธสำคัญในการแข่งขัน

ภาพจำของการทำธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมที่จบลงแค่การปลูกป่าหรือบริจาคเงินกำลังจะหมดไป เมื่อเวที Circular Economy Forum 2026 (จัดโดย The Story Thailand, หอการค้าไทย และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย) ได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่า วันนี้ความยั่งยืนคือ "อาวุธในการแข่งขัน" และ "ตั๋วผ่านทาง" สู่เวทีการค้าโลก

กติกาการค้าระหว่างประเทศกำลังเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นกำแพงภาษีคาร์บอน (CBAM) ของยุโรป หรือกฎหมายจัดการบรรจุภัณฑ์ใหม่ๆ (PPWR) ที่บีบให้ภาคธุรกิจต้องคิดใหม่ทำใหม่ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ใครที่ปรับตัวลดคาร์บอนและจัดการทรัพยากรได้ดีกว่า คือผู้ที่จะคว้าความได้เปรียบด้านต้นทุนในอนาคตไปครอง

เพื่อไม่ให้เป็นเพียงแค่ทฤษฎี องค์กรชั้นนำของไทยและระดับโลกได้เปิดเผยเบื้องหลังการปรับตัวที่น่าสนใจและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง:

Thai Union (รีดมูลค่าจากทุกชิ้นส่วน): ลบภาพการทิ้งเศษอาหาร ด้วยการนำ "ปลาทูน่า" มาใช้แบบ 100% เนื้อไปทำอาหาร กระดูกทำแคลเซียม หนังทำคอลลาเจน และหัวปลาสกัดเป็นโอเมก้า-3 เปลี่ยนของเหลือทิ้งให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่

SCGP & DEZPAX ปฏิวัติวงการบรรจุภัณฑ์: SCGP ออกแบบกล่องกระดาษให้บางลงแต่แข็งแรงเท่าเดิม และปรับพลาสติกให้เป็นวัสดุประเภทเดียว เพื่อให้รีไซเคิลได้จริง ในขณะที่ DEZPAX เข้ามาช่วยติวเข้ม SME ไทยให้พร้อมรับมือกับกฎระเบียบบรรจุภัณฑ์ของยุโรปที่ซับซ้อนถึงขั้นต้องใช้เครื่องสแกนแยกประเภทวัสดุ

TEGH (จับของเสียมาหมุนเวียนเป็นพลังงาน): นำโมเดลพึ่งพาอาศัย (Symbiosis) มาใช้ในอุตสาหกรรมยางพาราและปาล์มน้ำมัน โดยนำของเสียจากกระบวนการหนึ่งไปเป็นวัตถุดิบให้อีกกระบวนการ จนสามารถผลิตก๊าซชีวภาพ วัสดุปรับปรุงดิน และอิฐบล็อก เกิดเป็นระบบ Zero Waste อย่างแท้จริง

SC Grand ชุบชีวิตขยะแฟชั่น: เปลี่ยนเศษผ้าและยูนิฟอร์มเก่า (เช่น ของการบินไทย) ให้กลับมาเป็นเส้นด้ายและทอเป็นผ้าใหม่ โดยตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางการจัดการขยะสิ่งทอของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Unilever ความจริงของการรีไซเคิล: จุดประกายความคิดที่ว่า "ออกแบบให้รีไซเคิลได้ ไม่ได้แปลว่าจะถูกรีไซเคิล" หากไม่มีระบบจัดเก็บและคัดแยกที่ดีพอ การแก้ปัญหาจึงต้องเดินหน้าพร้อมกันทั้ง 3 ขา คือ นโยบายรัฐ โครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือจากประชาชน

เมื่อความยั่งยืนต้องวัดผลได้

นอกจากการลงมือทำแล้ว การวัดผลก็สำคัญไม่แพ้กัน ในงานมีการพูดถึงเครื่องมือใหม่อย่าง Global Circularity Protocol ที่จะเข้ามาช่วยประเมินการหมุนเวียนทรัพยากรของธุรกิจ คล้ายกับการวัดก๊าซเรือนกระจก แต่เปลี่ยนมาเน้นที่ "วัสดุ" แทน ซึ่งในอนาคตนักลงทุนจะสามารถดูตัวเลขผลตอบแทนจากความยั่งยืน (Return on Circularity - ROC) เพื่อใช้ตัดสินใจลงทุนได้เลย

พลังของคนรุ่นใหม่และผู้บริโภค

การขับเคลื่อนเรื่องนี้ไม่อาจพึ่งพาแค่บริษัทใหญ่ ไฮไลต์เล็กๆ แต่ทรงพลังในงานนี้คือการประกวดคลิปวิดีโอ “Say No to Single Use Packaging” ที่เยาวชนอย่าง น.ส. สุพิชญา แสนปัญญา จากโรงเรียนคลองบางกระทึก คว้ารางวัลชนะเลิศไปครอง สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคและคนรุ่นใหม่มีความตื่นตัวและพร้อมจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเปลี่ยนพฤติกรรมสังคม

เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการแยกขยะ แต่คือการ "คิดใหม่" ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การใช้วัสดุ และการจัดการหลังหมดอายุขัย ธุรกิจที่เริ่มขยับตัวตั้งแต่วันนี้ คือธุรกิจที่จะรอดและเติบโตอย่างมีคุณภาพ (Quality of Growth) ในโลกยุคกติกาใหม่

ไทยจะไปถึง "Aviation Hub" ได้จริงหรือไม่โจทย์คงไม่ใช่เพียงการสร้างสนามบินระดับโลกและเป็นจุดเชื่อมต่อที่ได้เปรียบ แต่ "สร...
10/09/2026

ไทยจะไปถึง "Aviation Hub" ได้จริงหรือไม่โจทย์คงไม่ใช่เพียงการสร้างสนามบินระดับโลกและเป็นจุดเชื่อมต่อที่ได้เปรียบ แต่ "สร้างบุคลากรที่มีความพร้อมในอุตสาหกรรมอากาศยาน" คือหัวใจสำคัญ เมื่อ 4 บริษัทการบินจับมือสถาบันการศึกษา ปั้นโมเดล "Train with Industry - Work with Industry"

หนึ่งในยุทศาสตรสำคัญที่พูดกันมาหลายรัฐบาลคือการมุ่งผลักดันไทยให้เป็น ศูนย์กลางการบินของภูมิภาค และการยกระดับอุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ให้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) ของประเทศ แต่นอกจากการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานหรือสนามบินระดับโลก ความท้าทายที่แท้จริงคือกับคือการ "สร้างคนทักษะสูง" เพื่อมารองรับระบบนิเวศขนาดใหญ่นี้

เป้าหมายสำคัญของการสร้างบุคลากรยุคใหม่ จึงไม่ใช่เพียงการผลิตผู้สำเร็จการศึกษาป้อนเข้าสู่ตลาด แต่คือการก้าวสู่การสร้างระบบที่ภาคอุตสาหกรรมเข้ามาร่วมออกแบบ ร่วมสร้าง และร่วมรับรองกำลังคน เพื่อให้ผู้เรียนและผู้ฝึกอบรมพัฒนาทักษะจนได้มาตรฐานสูง พร้อมทำงานจริงตามแนวทาง Demand-Driven โดยมุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 7 ด้าน:

Aviation Education Network: เครือข่ายการศึกษาด้านการบินที่เชื่อมโยงทุกระดับ

Common Competency Standards: เกณฑ์มาตรฐานสมรรถนะที่ภาคอุตสาหกรรมใช้ร่วมกัน

Industry Certification: การรับรองคุณวุฒิและทักษะโดยตรงจากผู้ประกอบการ

Work-based Learning: การเรียนรู้ผ่านการฝึกปฏิบัติจริงในสถานประกอบการ

Employment: การการันตีโอกาสในการเข้าสู่อาชีพอย่างมั่นคง

Upskill / Reskill: การยกระดับและปรับเปลี่ยนทักษะบุคลากรเดิมให้ทันเทคโนโลยี

Thailand Aviation Talent Pool: คลังรวมศูนย์บุคลากรทักษะสูงของประเทศเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ

เพื่อตอบโจทย์ภาพใหญ่ของประเทศ เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา 4 บริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมการบินของไทย ได้แก่ Pattaya Aviation, S.A.M. Engineering, Bangkok Airways และ Thai Lion Air ได้ร่วมลงนามความร่วมมือกับศูนย์เครือข่ายความเชี่ยวชาญด้านอากาศยาน (EEC Nets AVIATION) ณ สถาบันการบิน มทร.ธัญบุรี เพื่อพลิกโฉมการผลิตบุคลากรทักษะสูงให้พร้อมขับเคลื่อนระบบนิเวศอุตสาหกรรมอากาศยานยุคใหม่ (Aviation & Aerospace Ecosystem)

จากศูนย์ซ่อมบำรุง สู่ 5 เสาหลักระบบนิเวศอากาศยานเต็มรูปแบบ

ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ความร่วมมือระหว่าง EEC, สถาบันการบิน มทร.ธัญบุรี และ Thai Lion Air ได้เริ่มวางรากฐานเพื่อความแข็งแกร่งในการสร้างช่างเทคนิคและวิศวกรด้านการซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) เพื่อรองรับกับเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางซ่อมบำรุงอากาศยานของภูมิภาค

ทว่าเมื่อโลกก้าวสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ ขอบเขตของอุตสาหกรรมไม่ได้จำกัดแค่เครื่องบินพาณิชย์ แต่ขยายรวมไปถึงอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) โลจิสติกส์อัจฉริยะ และเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง การผนึกกำลังครั้งใหม่นี้จึงขยายเป้าหมายการพัฒนาบุคลากรให้ครอบคลุม 5 เสาหลัก เพื่ออุดช่องโหว่การขาดแคลนแรงงานทักษะสูงในทุกมิติ ได้แก่:

Aircraft Maintenance & MRO: การบำรุงรักษาและการซ่อมบำรุงอากาศยานและชิ้นส่วน (หัวใจสำคัญของ MRO Hub)

Aerospace Manufacturing & Precision Engineering: การผลิตชิ้นส่วนและวิศวกรรมความแม่นยำสูง (ยกระดับไทยจากผู้ใช้ สู่ผู้ผลิตชิ้นส่วน)

Air Cargo & Smart Logistics: การจัดการขนส่งสินค้าทางอากาศและโลจิสติกส์อัจฉริยะ (ดึงความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์มาสร้างมูลค่า)

Avionics, Electronic & Digital Aviation: ระบบอิเล็กทรอนิกส์ อาณัติสัญญาณ และเทคโนโลยีดิจิทัลการบิน

Airport/Ground Operations & Aviation Safety: การบริหารจัดการภาคพื้นดินและระบบความปลอดภัย (รองรับปริมาณเที่ยวบินและผู้โดยสารที่พุ่งสูงขึ้น)

โมเดลการพัฒนานี้จะช่วยเชื่อมโยงระบบการศึกษาตั้งแต่ระดับอาชีวะ (ปวช.-ปวส.) มหาวิทยาลัย ไปจนถึงการ Upskill/Reskill คนในอุตสาหกรรม ให้เดินหน้าไปบนเส้นทางเดียวกันตามแนวทาง EEC Model

เจตจำนงที่แน่วแน่จาก 4 บริษัทชั้นนำและสถาบันการศึกษา ได้สร้างพิมพ์เขียวในการผลิต "คน" ที่ชัดเจน แต่การจะเปลี่ยนภาพนี้ให้เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ผลักดันเป้าหมายระดับชาติให้เกิดขึ้นจริง ย่อมขึ้นอยู่กับการลงมือทำร่วมกันของทุกภาคส่วนในกาสนับสนุนและการทำงานอย่างต่อเนื่องและเข้มข้น คำถามสำคัญคือ... ในเมื่อภาคเอกชนและภาคการศึกษาพร้อมติดเครื่องยนต์แล้ว นโยบายภาครัฐและองค์กรที่เกี่ยวข้อง พร้อมหรือยังที่จะทุ่มเทงบประมาณและการสนับสนุนอย่างจริงจัง เพื่อเป็นแรงลมใต้ปีกให้ไทยผงาดขึ้นเป็น "Aviation Hub" ในเวทีโลกได้อย่างแท้จริง?

ในยุคที่เทคโนโลยี AI เข้ามาเปลี่ยนโฉมวิถีชีวิตและการทำงานอย่างรวดเร็ว การปกปักรักษา “อธิปไตยของชาติ” ในวันนี้ไม่ได้จำกัด...
08/09/2026

ในยุคที่เทคโนโลยี AI เข้ามาเปลี่ยนโฉมวิถีชีวิตและการทำงานอย่างรวดเร็ว การปกปักรักษา “อธิปไตยของชาติ” ในวันนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่แนวรั้วทางกายภาพ แผ่นดิน ผืนน้ำ หรือท้องฟ้าอีกต่อไป แต่ได้ขยายขอบเขตเข้าสู่ “พรมแดนดิจิทัล” อย่างเต็มรูปแบบแล้ว เพราะแน่นอนว่าเราทุกคนต่างต้องเผชิญหน้าภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่แฝงตัวมาอย่างเงียบเชียบและทวีความน่ากลัวขึ้นทุกวัน

และนี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ กระทรวงกลาโหม ต้องเร่งวางรากฐานการป้องกันประเทศในมิติดิจิทัล (Digital Defense) ผ่านการผนึกกำลังครั้งสำคัญกับสององค์กรเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง เอไอเอส (AIS) และ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA เพื่อติดอาวุธทักษะดิจิทัลและสร้าง “เกราะป้องกันภัยไซเบอร์” ให้กับกำลังพลไทยยุคใหม่ที่ไม่เพียงแต่ต้องสู้รบบนภาคพื้นดิน แต่ต้องยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งบนโลกไซเบอร์ได้อย่างปลอดภัย

ความร่วมมือพัฒนาศักยภาพกำลังพลและครอบครัวให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในยุค AI นี้ ดำเนินการผ่าน โครงการสร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์และเสริมศักยภาพด้านปัญญาประดิษฐ์ให้แก่กำลังพลและครอบครัว มุ่งเสริมทักษะความฉลาดรู้ด้านดิจิทัล (Digital Literacy) และความฉลาดรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Literacy) เพื่อวางรากฐานการพัฒนา “กำลังพลดิจิทัล” และยกระดับความพร้อมด้านการป้องกันประเทศในมิติดิจิทัล (Digital Defense) อย่างเป็นรูปธรรม

โดยกำลังพลและบุคลากรภาครัฐจะสามารถเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มของ DGA ซึ่งนำหลักสูตร อุ่นใจไซเบอร์ : AI Literacy ของเอไอเอสมาผสานกับแนวทางการพัฒนาบุคลากรภาครัฐ ขณะที่ครอบครัวกำลังพลและประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงหลักสูตรผ่านอุ่นใจไซเบอร์ของเอไอเอส พร้อมเตรียมขยายผลผ่านกิจกรรม Roadshow ไปยังหน่วยทหารในพื้นที่ทั้ง 4 ภาค ครอบคลุมกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ เพื่อให้กำลังพลสามารถใช้ AI เป็น รู้เท่าทันภัยไซเบอร์ และนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งวางรากฐานกำลังพลดิจิทัลและยกระดับความพร้อมด้าน AI ของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงโครงการที่เกิดความร่วมมือครั้งสำคัญกับ AIS และ DGA เพื่อติดตั้งทักษะ AI ให้กับบุคลากรในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยว่า

“โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค AI อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งส่งผลต่อการทำงาน การบริหารจัดการข้อมูล การตัดสินใจ และความมั่นคงของประเทศในทุกระบบ เพราะสมรภูมิและความมั่นคงในโลกยุคใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่บนบก ใต้น้ำ หรือในอากาศอีกต่อไป แต่ได้ขยายขอบเขตเข้าสู่โลกไซเบอร์และพื้นที่ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งมาพร้อมกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ตรวจจับยาก เช่น การโจรกรรมข้อมูล การบิดเบือนข้อมูลข่าสาร หรือการสร้างภาพและเสียงปลอม (Deepfake) เพื่อสร้างความปั่นป่วน กองทัพจึงต้องเร่งวางรากฐานการป้องกันประเทศในมิติดิจิทัล (Digital Defense) อย่างเร่งด่วน”

“โดยเป้าหมายหลักของโครงการนี้ไม่ใช่แค่การทำให้กำลังพลและครอบครัวรู้จัก AI แต่ต้องการให้ทุกคนใช้ AI เป็น รู้เท่าทันภัยไซเบอร์ และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงเพื่อต่อยอดกำลังพลไปสู่การเป็น “กำลังพลดิจิทัล” โดย อาวุธทางปัญญา คือสิ่งที่กองทัพต้องการสร้างให้แก่กำลังพลเพื่อใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจ และรับมือความเปลี่ยนแปลงเพราะในอนาคต ประเทศที่เข้มแข็งอาจไม่ใช่ประเทศที่มีอาวุธมากที่สุดอีกต่อไป แต่คือประเทศที่สามารถสร้างและพัฒนาคนให้รู้เท่าทันเทคโนโลยีและสามารถปรับตัวได้มากกว่า”

“ในยุคนี้ แม้เราจะมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในโลก แต่เทคโนโลยีเหล่านั้นก็จะไม่สามารถป้องกันความเสียหายได้เลย หากผู้ใช้งานขาดความฉลาดรู้ ดังนั้น บุคลากรทุกคนจึงต้องเป็นเกราะป้องกันตนเองด้วยการ “รู้จักตรวจสอบ รู้จักป้องกัน และรู้จักรับมือ” นอกจากนี้ การพัฒนาและนำเทคโนโลยีมาใช้จะต้องดำเนินควบคู่ไปกับคุณธรรมและจริยธรรมเสมอเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการนำเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่ผิดหรือสร้างความเดือดร้อน”

ด้าน คุณกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร เอไอเอส ได้กล่าวถึงความสำคัญและคุณค่าของโครงการความร่วมมือในครั้งนี้โดยเน้นย้ำว่า หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ไม่ใช่เพียงแค่การมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่คือ “ความพร้อมของคน” ที่เป็นรากฐานที่แท้จริงของประเทศ

“ความพร้อมในยุค AI ของประเทศไทยไม่ได้วัดกันที่การมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความพร้อมของคนในการเข้าใจ เรียนรู้การใช้งาน และนำ AI ไปสร้างประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม การพัฒนา Digital Literacy และ AI Literacy จึงเป็นการวางรากฐานกำลังคนเพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว”

“โดยในการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลนั้น ภาครัฐและกองทัพอาจจะมีการลงทุนในเครื่องมือหรือยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ แต่หากทรัพยากรบุคคลซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักขาดความเข้าใจและใช้งานไม่เป็น การลงทุนมหาศาลนั้นจะสูญเปล่าทันที และการมีเทคโนโลยีโดยไม่มีกำลังคนที่พร้อมใช้งานก็อาจก่อให้เกิดความเสียหายเชิงการลงทุนด้วย”

“นอกจากนั้น ในยุคนี้เทคโนโลยีที่ก้าวไปอย่างรวดเร็วเป็นเหมือนเหรียญสองด้าน หากผู้คนใช้งานโดยปราศจากความเข้าใจที่แท้จริง ก็อาจกลายเป็นช่องโหว่ที่ทำให้เกิดอันตรายและภัยคุกคามความปลอดภัยทางไซเบอร์แทรกแซงเข้ามาได้ง่าย ภาคส่วนต่าง ๆ จึงต้องเร่งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว”

“ในการยกระดับทักษะ AI ครั้งนี้ นอกเหนือจากกำลังพลของกองทัพคือทรัพยากรที่สำคัญยิ่งต่อความมั่นคงของประเทศ แต่ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ได้จำกัดวงอยู่เฉพาะตัวกำลังพลเท่านั้น ทว่าตั้งใจส่งมอบความรู้และทักษะความฉลาดรู้ด้าน AI ไปสู่ครอบครัว บุตรหลาน และคนรอบตัวของกำลังพล เพื่อสร้างความเข้มแข็งและสร้างพลเมืองดิจิทัลที่มีคุณภาพควบคู่กันไปด้วย”

“เอไอเอส เชื่อว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพของคน ภายใต้ภารกิจ "คิดเผื่อ เพื่อคนไทย" ผ่าน AIS Academy ที่พร้อมนำองค์ความรู้และประสบการณ์มาช่วย Upskill และ Reskill ให้คนไทยใช้ AI เป็น รู้เท่าทันความเสี่ยง และใช้งานได้อย่างปลอดภัย เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุค AI อย่างมั่นคงและยั่งยืน”

มาถึงอีกหนึ่งหน่วยงานสำคัญ ที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในความร่วมมือติดอาวุธด้าน AI ให้กับ “กำลังพลดิจิทัล” ของไทย นั่นคือ DGA โดยในโอกาสนี้ คุณไอรดา เหลืองวิไล รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ DGA ได้กล่าวถึงความสำคัญของโครงการนี้ในฐานะหน่วยงานที่เป็นกลไก สนับสนุน เชื่อมโยง การขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล ว่า

“แม้ว่าเทคโนโลยี AI จะเข้ามามีบทบาทอย่างมากต่อการทำงาน การเรียนรู้ และการพัฒนาประเทศ แต่หัวใจที่แท้จริงของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลไม่ใช่เรื่องของตัวเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “คน” ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อ AI กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาประเทศและหน่วยงานต่าง ๆ AI ก็สามารถกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังสำหรับกลุ่มมิจฉาชีพและผู้ที่ไม่หวังดีได้เช่นเดียวกัน ทักษะด้าน AI จึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเร่งพัฒนาเพื่อสร้างความมั่นคงด้านดิจิทัลให้แก่ทุกภาคส่วน”

“โดยในครั้งนี้ ความร่วมมือของทั้ง 3 หน่วยงานจะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถของกองทัพและกำลังพล โดยเป็นการติดอาวุธทางปัญญา เพื่อให้พร้อมนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาใช้ปฏิบัติภารกิจของประเทศในยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทันความเสี่ยง และช่วยขับเคลื่อนกระทรวงกลาโหมไปสู่การเป็น AI-Ready Defense ได้อย่างแท้จริง”

“และความร่วมมือนี้ยังเป็นมากกว่าการส่งต่อองค์ความรู้ แต่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยDGA ขอชื่นชมกระทรวงกลาโหมที่เล็งเห็นความสำคัญและยกระดับทักษะดิจิทัลขยายผลไปสู่ระดับครอบครัวของกำลังพล ซึ่งถือเป็นบุคคลรอบตัวที่จำเป็นต้องได้รับการสร้างภูมิคุ้มกันและความเข้มแข็งด้านดิจิทัลไปพร้อม ๆ กัน”

“จุดแข็งของโครงการนี้ ยังอยู่ที่การนำหลักสูตรที่ทันสมัยของ AIS มาบูรณาการร่วมกับหลักสูตรทักษะดิจิทัลและหลักสูตร AI ที่ทางสถาบันพัฒนาบุคลากรภาครัฐด้านดิจิทัล (TDGA) มีอยู่แล้ว ส่งผลให้กระทรวงกลาโหมสามารถเริ่มโครงการเรียนรู้ได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาและประหยัดงบประมาณภาครัฐในการสร้างแพลตฟอร์มหรือคิดหลักสูตรใหม่ขึ้นเอง ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของรัฐที่มีอยู่เดิมอย่างคุ้มค่าสูงสุด”

ความร่วมมือในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การส่งต่อองค์ความรู้ด้าน AI แต่เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการพัฒนากำลังพลดิจิทัล ที่สามารถใช้เทคโนโลยีเป็น รู้เท่าทันความเสี่ยง และพร้อมรับมือกับภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ โดยทั้ง 3 หน่วยงานมุ่งนำจุดแข็งและความเชี่ยวชาญของแต่ละฝ่ายมาร่วมวางรากฐานกำลังคนดิจิทัล เพื่อเสริมขีดความสามารถของกองทัพ ยกระดับความมั่นคงของประเทศ และขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่ยุค AI ได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืน

ตัวเลข 2.37 ล้านล้านบาท คือมูลค่าของเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทย นี่คือขนาดของตลาดส่งออกของไทยสู่สหรัฐอเมริกา ถ...
06/09/2026

ตัวเลข 2.37 ล้านล้านบาท คือมูลค่าของเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทย นี่คือขนาดของตลาดส่งออกของไทยสู่สหรัฐอเมริกา ถือเป็นตลาดอันดับหนึ่งที่ค้ำจุนการจ้างงานในประเทศกว่า 400,000 ตำแหน่ง

แต่ในโลกการค้าที่เต็มไปด้วยแรงกดดันทางการเมือง ตัวเลขนี้อาจไม่ได้สะท้อนเพียงความสำเร็จ แต่ยังสะท้อนถึงจุดที่มีความเสี่ยงของโครงสร้างการส่งออกไทย การเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน หรือ ART (Agreement on Reciprocal Trade) ที่เพิ่งบรรลุข้อสรุปในสาระสำคัญไปเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 จึงไม่ใช่เพียงข่าวดี แต่คือปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์เพื่อป้องกันความเสี่ยงระดับโครงสร้างของประเทศ

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการเจรจาครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้เงาของแรงกดดันมหาศาล ในอดีต ประเทศไทยเคยเผชิญกับการใช้มาตรการภาษีต่างตอบแทนจากสหรัฐฯ ภายใต้กฎหมาย IEEPA มาแล้วในอัตราสูงถึง 36% ตัวเลขดังกล่าวคือระดับที่สามารถทำลายความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ได้อย่างสิ้นเชิง การเจรจาที่ผ่านมาเป็นเพียงการบรรเทาความเสียหายชั่วคราวให้ลดลงมาอยู่ที่ 19% สถานการณ์นี้ชี้ชัดว่าสมรภูมิการค้ากับสหรัฐฯ ไม่ใช่พื้นที่สำหรับการเติบโตแบบไร้กังวล แต่คือการบริหารจัดการความเสี่ยงที่พร้อมจะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ

ความคืบหน้าล่าสุดของการเจรจาจึงเปรียบเสมือนการเดินหมากที่ต้องแข่งกับเวลา เมื่อรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สามารถหารือกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) จนได้ข้อสรุปในสาระสำคัญของความตกลง ART ได้สำเร็จ เป้าหมายเร่งด่วนคือการปิดดีลให้ทันก่อนที่สหรัฐฯ จะประกาศผลการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการค้าที่ทรงอานุภาพของสหรัฐฯ การเคลื่อนไหวนี้วิเคราะห์ได้ว่าไม่ใช่การเจรจาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์เพิ่มเติม แต่เป็นการสร้าง "เกราะกำบัง" ทางการทูตเพื่อจำกัดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นให้แคบที่สุด

ผลลัพธ์ที่คาดการณ์จากเกมตั้งรับครั้งนี้ คือการตรึงอัตราภาษีนำเข้าไว้ในระดับที่ไม่เกิน 19% นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ภาพที่ชัดเจนว่า "การที่ไทยสามารถจบการเจรจา ART ได้ก่อนประกาศผลไต่สวนมาตรา 301 ประเด็นมีกำลังการผลิตส่วนเกิน น่าจะทำให้ไทยถูกเก็บภาษีนำเข้ารวม 2 ประเด็น...ไม่เกิน 19% ซึ่งจะช่วยให้ไทยสามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค" คำพูดนี้สะท้อนสัจธรรมทางธุรกิจอย่างตรงไปตรงมา เป้าหมายของดีลนี้ไม่ใช่การเอาชนะคู่แข่งทั้งหมด แต่คือการ "รักษาความสามารถในการแข่งขัน" เพื่อให้สินค้าไทยยังคงยืนอยู่ในตลาดได้ ไม่ถูกผลักออกไปโดยกำแพงภาษี

เดิมพันของการเจรจาครั้งนี้ใหญ่หลวงกว่าตัวเลขการจ้างงาน 400,000 ตำแหน่งโดยตรง เพราะความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ สามารถส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปยังธุรกิจส่งออกของไทยราว 26,000 แห่ง และส่งแรงกระเพื่อมถึงแรงงานเกือบ 3 ล้านคนทั้งทางตรงและทางอ้อม การล่มสลายของตลาดส่งออกอันดับหนึ่งจึงหมายถึงความเสี่ยงเชิงระบบต่อทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผู้ผลิตชิ้นส่วนรายย่อยไปจนถึงบริษัทโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ ความสำเร็จในการบรรลุข้อตกลง ART จึงเป็นการรักษาเสถียรภาพของระบบนิเวศทางเศรษฐกิจนี้ไว้

แม้การเจรจาจะมีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม แต่หนทางข้างหน้ายังคงต้องเดินหน้าอย่างรอบคอบ ดังที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวย้ำว่า "ทีมเจรจามุ่งมั่นที่จะดำเนินการเจรจาอย่างรอบคอบในทุกมิติ...เพื่อให้ประเทศไทยและทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์สูงสุด" ข้อสรุปในสาระสำคัญเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการลงรายละเอียดทางเทคนิคที่ซับซ้อน ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดเงื่อนไขและข้อผูกพันที่จะส่งผลต่ออุตสาหกรรมในประเทศระยะยาว

ท้ายที่สุดแล้ว ความตกลง ART ไทย-สหรัฐฯ คือบทพิสูจน์ของการทูตเชิงเศรษฐกิจในการปกป้องฐานที่มั่นเดิมที่สำคัญที่สุด ข้อตกลงนี้สะท้อนให้เห็นถึงความทุ่มเทและการทำงานเชิงรุกของทีมเศรษฐกิจตลอดจนคณะผู้เจรจาของไทย ที่ต้องประเมินสถานการณ์และบริหารจัดการความเสี่ยงภายใต้แรงกดดันมหาศาลด้วยความเป็นมืออาชีพ ท่ามกลางสมรภูมิการค้าโลกที่นับวันจะยิ่งซับซ้อนและคาดเดายากขึ้น

เพื่อความสำเร็จในการรักษาลมหายใจของภาคการส่งออกมูลค่า 2.37 ล้านล้านบาทให้สามารถดำเนินต่อไปได้ซึ่งจะถือเป็นหมุดหมายที่มีความสำคัญยิ่ง ทว่าภารกิจในระยะต่อไปหรือเรียกว่ากำลังทำควบคู่กันนั้นก็สำคัญไม่แพ้กัน คือการเร่งกระจายความเสี่ยงและเดินหน้าสร้างความร่วมมือเชิงรุกกับตลาดใหม่ๆ เพื่อลดการพึ่งพาและสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งให้กับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ขอเอาใจช่วยทีมงานและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายให้สามารถขับเคลื่อนภารกิจนี้เพื่อพาเศรษฐกิจไทยก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง

#การค้าไทยสหรัฐ #ส่งออกไทย #เศรษฐกิจไทย

“สายการผลิตในโรงงานที่เคยใช้แรงงานคน 90 ถึง 100 คน วันนี้เมื่อนำระบบอัตโนมัติและ Physical AI เข้ามาปรับใช้ อาจเหลือผู้คว...
06/09/2026

“สายการผลิตในโรงงานที่เคยใช้แรงงานคน 90 ถึง 100 คน วันนี้เมื่อนำระบบอัตโนมัติและ Physical AI เข้ามาปรับใช้ อาจเหลือผู้ควบคุมงานจริงเพียงแค่ 4 คนเท่านั้น” นี่คือความจริงที่น่าตกใจ ซึ่งยืนยันด้วยตัวเลขทางสถิติว่าระบบอัตโนมัติและ AI กำลังค่อยๆแทนที่งานของมนุษย์ในภาคการผลิตสูงถึง 90% ซึ่งความจริงนี้มาจากปากของ คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ที่หยิบยกมาบอกเล่าอย่างตรงไปตรงมาในกิจกรรม Farewell นักศึกษาฝึกงานไทยและจีนจำนวน 9 คน จากโครงการ China Excellent Internship Program (CEIP) 2026 หรือ โครงการ CEIP 2026 ณ ห้อง Common Room ชั้น 21 อาคารเอสซีจี 100 ปี

ทว่า ท่ามกลางความกังวลใจของคนรุ่นใหม่ที่ต้องเผชิญกับ “พายุการแทนที่ของเทคโนโลยี” CEO เอสซีจี กลับชี้ให้ทุกคนเห็นเหรียญอีกด้านว่านี่คือโอกาสทองของการถือกำเนิดงานสายพันธุ์ใหม่ ที่จะสร้างงานทดแทนกลับมาอีกราว 20% ถึง 30% โดยเฉพาะบทบาทสำคัญอย่าง “AI Transformer” งานใหม่ที่ไม่ต้องอาศัยการเขียนโค้ดเชิงลึก แต่ใช้การจินตนาการกระบวนการธุรกิจใหม่เพื่อเปลี่ยนความสามารถของ AI ให้เป็นผลลัพธ์จริง ซึ่งเอสซีจีคาดว่าจะมีความต้องการสูงถึง 2,000 อัตราในอนาคตอันใกล้

“ถ้าเปรียบ AI เป็นเหรียญสองด้าน เหรียญด้านหนึ่ง ต้องยอมรับว่า AI กำลังจะเข้ามา Disrupt โลกของการทำงานจริง แต่เหรียญอีกด้าน AI ก็กำลังสร้างงานใหม่ขึ้นมาทดแทนราว 20–30% ดังนั้นถ้าประสิทธิภาพและผลิตผล ที่ได้จาก AI สูงขึ้น องค์กรก็สามารถชดเชยและดูแลผลกระทบด้านการจ้างงานของคนรุ่นใหม่ได้ภายใต้หลักการ Responsible AI”

“แต่ความเร็วที่น่ากลัวกว่าการแย่งงาน คือ “ปรากฎการณ์ความล้าสมัยใน 1 เดือน” โดย ระบบ AI และ Automation มีจังหวะการเปลี่ยนแปลงที่เร็วมาก สิ่งที่ลงทุนติดตั้งในวันนี้จะเก่าทันทีในเดือนถัดไป และหากปล่อยไว้เพียง 3 เดือนระบบจะล้าสมัยดังนั้น มนุษย์จึงไม่ได้มีหน้าที่แค่ “ใช้” แต่ต้อง “พัฒนาและอัปเกรด” เทคโนโลยีนี้อยู่ตลอดเวลา”

จากนั้น คุณธรรมศักดิ์ ได้แสดงให้น้องๆนักศึกษาฝึกงานไทย-จีน เห็นถึง 3 เลเยอร์ทักษะยุคใหม่ เพื่อวิเคราะห์ว่าเราอยู่ตรงไหนในห่วงโซ่ AI? ซึ่งเอสซีจีแบ่งบทบาทการทำงานและโอกาสของคนรุ่นใหม่ในอนาคตออกเป็น 3 ระดับอย่างเข้าใจง่าย

AI Deep Cap (10–15% ของงานใหม่) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีขั้นลึก เช่น นักเขียนโปรแกรม (Programming) นักวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) และคณิตศาสตร์เชิงลึก
AI Transformer (40–50% ของงานใหม่) นี่คือโอกาสทองครั้งใหญ่และเป็นตำแหน่งที่เอสซีจีต้องการตัวกว่า 2,000 อัตราในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า คนกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดลึกซึ้ง แต่ต้องเข้าใจธุรกิจ เข้าใจกระบวนการทำงาน แล้วนำเทคโนโลยี AI มาปรับปรุงกระบวนการทำงานใหม่ (Reimagine) เพื่อเปลี่ยนความสามารถของ AI ให้กลายเป็นมูลค่าธุรกิจจริง
Day-to-day Users (พนักงานส่วนใหญ่) กลุ่มผู้ใช้งานทั่วไปที่นำ AI มาเป็นเครื่องมือช่วยทำงานประจำวันให้เกิดความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด

“และในเมื่อยุคนี้เป็นยุคที่เราต้องทำงานร่วมกับ AI Agent อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยพนักงานหนึ่งคนอาจต้องสวมบทบาทเป็นผู้ควบคุม AI Agent 5–10 ตัวที่ทำงานแทนเราตลอด 24 ชั่วโมงแบบไม่มีวันหยุด และมีความเร็วมากกว่ามนุษย์ 10 ถึง 100 เท่า เปรียบเสมือนเรามี Superman หรือ Superwoman คอยรับใช้” คุณธรรมศักดิ์ กล่าวถึงความจริงของโลกการทำงานยุค AI ต่อ

“และเมื่อ AI ทำงานแทนเราได้เกือบทั้งหมด แน่นอนว่าบทบาทของมนุษย์จะเปลี่ยนจาก “การลงมือทำเอง” ไปสู่ การประเมินผลงาน ฝึกฝน อัปเกรด และตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ นอกจากนี้ จะเกิดตำแหน่งใหม่อย่าง AI Facilitator คอยช่วยเหลือและดูแลระบบหลังบ้านเมื่อ AI เก่งขึ้นและล้าสมัยรายเดือน เพื่อไม่ให้กระบวนการธุรกิจต้องหยุดชะงัก”

ดังนั้น นอกเหนือจากทักษะด้าน AI ที่จะทำให้ทุกคนสามารถทำงานในโลกยุค AI ได้แล้ว CEO SCG ยังเน้นย้ำว่าทุกคนควรต้องติดอาวุธทักษะสำคัญที่จะช่วยเอาชนะทุกการเปลี่ยนแปลงได้ นั่นคือ “วินัยในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง” และคุณธรรมศักดิ์เตือนคนรุ่นใหม่อย่างตรงไปตรงมาว่า บริบทโลกเมื่อ 30 ปีก่อนในยุคที่เขาเริ่มทำงานกับวันนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิง ในอดีตเศรษฐกิจไทยเติบโตสูงถึงปีละ 6% แต่ปัจจุบันเติบโตเฉลี่ยเพียง 2% เท่านั้น เส้นทางเดิมจึงใช้ไม่ได้อีกต่อไป ดังนั้นไม่มีความจำเป็นต้องเดินตามรอยทางของคนรุ่นก่อนอีกต่อไป

ต่อมา กลุ่มนักศึกษาฝึกงานไทย-จีน จาก โครงการ CEIP 2026 ได้แชร์มุมมองและสิ่งที่ได้เรียนรู้ตลอดระยะเวลา 2 เดือนของการฝึกงาน ในหลากหลายประเด็นที่น่าสนใจ

“Before & After” ภาพจำที่เปลี่ยนไปต่อเอสซีจี

นักศึกษาทั้งไทยและจีน ต่างแชร์มุมมองที่คล้ายกันว่าภาพจำก่อนมาฝึกงานที่เอสซีจี มองว่าเอสซีจีคือยักษ์ใหญ่ในธุรกิจอุตสาหกรรมดั้งเดิม (Traditional heavy industry) ที่โฟกัสเฉพาะปูนซีเมนต์ วัสดุก่อสร้าง หรือเคมีภัณฑ์ จนบางคนแอบคิดกังวลด้วยซ้ำว่าเรียนด้านคอมพิวเตอร์และ AI มา จะต้องมาคิดสูตรปูนซีเมนต์ใหม่ให้บริษัทหรือเปล่า ขณะที่หลายคนสงสัยว่าทำไมคนเอสซีจีส่วนใหญ่ถึงทำงานที่นี่อย่างเหนียวแน่นจนถึงเกษียณอายุ

จนกระทั่ง ได้มีโอกาสมาฝึกงานที่เอสซีจี ก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจที่พบว่าเอสซีจีเป็นองค์กรที่มีความเป็นนวัตกรรมสูงมาก มีธุรกิจล้ำสมัยอย่าง Clean Energy, New Energy (โซลาร์เซลล์, แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า), โลจิสติกส์ และเทคโนโลยี AI ส่วนเรื่องการทำงานจนเกษียณนั้น น้อง ๆ ทุกคนก็ได้รับคำตอบด้วยตัวเองว่าเป็นเพราะวัฒนธรรมที่สนับสนุนความก้าวหน้า มีการโยกย้ายตำแหน่งให้ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลาโดยไม่ติดอยู่กับบทบาทเดิม

ได้เรียนรู้จากโจทย์ธุรกิจจริงและทำงานท่ามกลางมุมมองข้ามวัฒนธรรม

นอกจากความรู้เฉพาะทางแล้ว นักศึกษาฝึกงานยังได้รับทักษะสำคัญที่หาไม่ได้จากห้องเรียน โดยนักศึกษาหลักสูตร MBA แชร์ว่าในตำราอาจจะบอกว่าไอเดียหรือแผนการเงินนี้สมบูรณ์แบบ แต่ในการทำงานจริงทางธุรกิจ มีเรื่องของข้อจำกัด ความขัดแย้ง และความเป็นมนุษย์ (Humanity) ที่ต้องนำมาคำนวณร่วมด้วยเสมอ ดังนั้น การได้มาฝึกงานในฏครงการ CEIP 2026 จึงเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มาประสานพลังความต่างทางวัฒนธรรม (สไตล์ไทย VS สไตล์จีน) เพื่อมาทำงานร่วมกันอย่างลงตัว

คนไทย (สไตล์ประณีต) ทำงานละเอียด รอบคอบ ทว่าอาจใช้เวลามากกว่าเพราะต้องการเตรียมข้อมูลทุกอย่างให้พร้อม ครบถ้วน เรียบร้อย และสมบูรณ์แบบก่อนจะเข้าไปติดต่อคู่ค้า ส่วนคนจีน (สไตล์ติดสปีด) ทำงานรวดเร็วฉับไว (High Speed) ให้ความสำคัญกับจังหวะเวลา (Timing) และความต่อเนื่องในการติดต่อลูกค้ามาก แต่ความละเอียดในดีเทลเชิงลึกอาจน้อยกว่า

โดยการทำงานร่วมกันทำให้น้อง ๆ เข้าใจว่า การทำงานที่มีประสิทธิภาพในระดับสากลต้องผสานจุดเด่นของทั้งสองชาติ คือ ต้องทำงานเร็วด้วยและต้องเปี่ยมด้วยคุณภาพด้วย

หนึ่งล้านล้านบาท ตัวเลขนี้ไม่ใช่งบประมาณแผ่นดินหรือโปรเจกต์กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่มันคือแรงสั่นสะเทือนของ "ห่วงโซ่เท...
05/09/2026

หนึ่งล้านล้านบาท ตัวเลขนี้ไม่ใช่งบประมาณแผ่นดินหรือโปรเจกต์กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่มันคือแรงสั่นสะเทือนของ "ห่วงโซ่เทคโนโลยีโลก" ที่กำลังเคลื่อนตัวอย่างรุนแรง สู่ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกำลังปักหมุดลงในประเทศไทยโดยที่หลายคนอาจไม่ทันสังเกต มูลค่าการลงทุนกว่า 3.05 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐที่ไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศนับตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่การหวนคืนของยุค 'เสือตัวที่ห้า' ที่เคยรุ่งเรืองด้วยโรงงานประกอบชิ้นส่วน หากแต่เป็นบทเริ่มต้นของเกมใหม่ที่เดิมพันด้วยอนาคต

กระแสธารของตัวเลขการลงทุนครั้งประวัติศาสตร์นี้ไม่ได้เกิดขึ้น มีผลลัพธ์จากการแตกร้าวของห่วงโซ่อุปทานโลกที่ต้องคำนึงถึงเรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ในการกระจายความเสี่ยง รวมถึงความต้องการที่ไม่มีสิ้นสุดของยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ต้องการฮาร์ดแวร์ประสิทธิภาพสูงเป็นเชื้อเพลิง เมื่อมหาอำนาจทางเทคโนโลยีเริ่มกระจายความเสี่ยงออกจากฐานการผลิตเดิม เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ได้กลายเป็นสมรภูมิแห่งใหม่ และไทยคือหนึ่งในผู้เล่นคนสำคัญที่ถูกจับตา การที่หนึ่งในสามของเม็ดเงินลงทุนมหาศาลนี้ หรือกว่า 3.31 แสนล้านบาท มุ่งเป้าไปที่โครงการแผงวงจรพิมพ์ (PCB) และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง คือสัญญาณที่ชัดเจนว่านี่ไม่ใช่แค่การย้ายฐานการประกอบ แต่คือการฝังรากของเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนและมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวย้ำถึงความแตกต่างนี้ไว้อย่างเฉียบคมว่า "The investments flowing into Thailand's electronics sector today are fundamentally different from those of three decades ago. They are driven by frontier technologies, proprietary knowledge, and highly skilled labor." คำพูดนี้คือหัวใจของเรื่องราวทั้งหมด มันชี้ให้เห็นถึงโอกาสอันยิ่งใหญ่ และในขณะเดียวกันก็เปิดเปลือยให้เห็นถึงความท้าทายที่ใหญ่หลวงที่สุด โรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์และชิปขั้นสูงที่กำลังผุดขึ้นจากนิคมอุตสาหกรรมนั้น ไม่ได้ต้องการแรงงานในสายพานการผลิตแบบเดิมอีกต่อไป แต่ต้องการ 'นักบวชแห่งเทคโนโลยี' กลุ่มใหม่ ที่รู้ภาษาของการพิมพ์วงจรด้วยแสง (Lithography) และการประกอบชิ้นส่วนระดับจุลภาค

รัฐบาลตระหนักถึงความท้าทายนี้ดี ดังที่นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ว่า "รัฐบาลมุ่งมั่นใช้โอกาสจากการเติบโตของ AI และเศรษฐกิจดิจิทัล ในการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ จากการเป็นเพียงฐานประกอบสินค้า สู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างงานที่มีคุณภาพ ทำให้คนไทยได้ยกระดับทักษะ มีรายได้เพิ่มขึ้น เสริมขีดความสามารถการแข่งขันอย่างยั่งยืน" วิสัยทัศน์นี้ถูกขานรับด้วยเป้าหมายที่ทะเยอทะยานในการพัฒนาบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องให้ได้กว่า 100,000 คนภายใน 5 ปี แต่คำถามสำคัญที่ก้องอยู่ในห้องประชุมของเหล่าผู้กำหนดนโยบายและผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีคือ เราจะสร้างกองทัพบุคลากรทักษะสูงนี้ได้ทันต่อความเร็วของเม็ดเงินลงทุนที่ไหลบ่าเข้ามาหรือไม่?

การเดิมพันครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงการตั้งรับ BOI กำลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 4 ด้านอย่างแข็งขัน ตั้งแต่การส่งเสริมอุตสาหกรรมมูลค่าสูงไปจนถึงการเสริมสร้างซัพพลายเชนในประเทศ และที่น่าสนใจคือการมองการณ์ไกลไปสู่เทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่าง Photonics หรือ 'ชิปแสง' ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญสำหรับ AI และ Data Center ยุคถัดไป โดยมีโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมแล้วกว่า 82,700 ล้านบาท นี่คือความพยายามที่จะไม่ใช่แค่การ 'รับ' การลงทุน แต่เป็นการ 'สร้าง' ระบบนิเวศให้พร้อมสำหรับคลื่นลูกต่อไปของเทคโนโลยี ความสำเร็จของการจัดงาน Thailand Electronics Circuit Asia (THECA) 2026 ที่ดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีกว่า 300 แห่งจาก 40 ประเทศ เป็นภาพสะท้อนของแรงกระเพื่อมที่เกิดขึ้นจริง

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางข่าวดีและตัวเลขการลงทุนที่น่าประทับใจ ซึ่งในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีเม็ดเงินลงทุนจริงที่ได้รับการส่งเสริมแล้วกว่า 535,800 ล้านบาท โดยเป็นส่วนของ AI และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงถึง 127,000 ล้านบาท เราต้องไม่ลืมว่าทั้งมาเลเซียและเวียดนามต่างก็กำลังเร่งเครื่องเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งในเค้กชิ้นเดียวกันนี้อย่างดุเดือด จุดแข็งของไทยในด้านโครงสร้างพื้นฐานและฐานอุตสาหกรรมเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไปในสนามแข่งขันที่วัดกันด้วยความเร็วในการปรับตัวและคุณภาพของทุนมนุษย์

คลื่นยักษ์มูลค่าหนึ่งล้านล้านบาทได้ซัดมาถึงชายฝั่งของสยามประเทศแล้ว คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเราจะสามารถดึงดูดกระแสธารนี้ได้หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าเราจะสามารถสร้าง 'เรือ' ที่แข็งแกร่งและซับซ้อนพอ ทั้งในแง่ของบุคลากร นวัตกรรมที่เกิดจากคนในชาติ และห่วงโซ่อุปทานท้องถิ่น เพื่อที่จะโต้คลื่นลูกนี้ไปสู่น่านน้ำใหม่ได้สำเร็จ หรือเราจะเป็นเพียงท่าเรือที่สะดวกสบายและสวยงาม ที่คลื่นยักษ์ลูกนี้แวะพักเพียงชั่วคราว ก่อนจะเคลื่อนตัวต่อไปยังดินแดนอื่นที่พร้อมกว่า

กรุงเทพฯ มีพื้นที่สีเขียวแค่ 5.4 ตร.ม. ต่อคน จริงหรือ? เมื่อเมืองที่เต็มไปด้วยคอนกรีตและสัญญาณเตือนจากปัญหาน้ำท่วม-PM2.5...
05/09/2026

กรุงเทพฯ มีพื้นที่สีเขียวแค่ 5.4 ตร.ม. ต่อคน จริงหรือ? เมื่อเมืองที่เต็มไปด้วยคอนกรีตและสัญญาณเตือนจากปัญหาน้ำท่วม-PM2.5 กรุงเทพฯ กำลังพยยามพลิกโฉมด้วย 'สวน 15 นาที' และกลยุทธ์ Green Bangkok 2030
ที่มากกว่าแค่ปลูกต้นไม้ แต่คือการสร้าง 'ปอด' และ 'ปราการ' สู้ภัยพิบัติ
มาดูกันว่าโมเดลนี้จะทำให้เมืองหลวงของเราน่าอยู่ขึ้นแค่ไหน

ยุทธศาสตร์ Green Bangkok 2030: พลิกโฉมมหานครสีเขียว สู่เมืองน่าอยู่แห่งความหวัง

ในเมืองที่ตึกสูงเสียดฟ้าและความวุ่นวายคือภาพจำประจำวัน การได้เห็นพื้นที่สีเขียวเล็กๆ ผุดขึ้นกลางชุมชนเปรียบเสมือนโอเอซิสที่หลายคนโหยหา สำหรับชาวกรุงเทพฯ จำนวนมาก ความฝันที่จะมีสวนสาธารณะร่มรื่นอยู่ใกล้บ้านในระยะที่เดินถึงได้ภายใน 15 นาที กำลังกลายเป็นความจริงที่จับต้องได้มากขึ้น แต่นี่ไม่ใช่แค่การสร้างสวนเพื่อความสวยงามเพียงผิวเผิน ทว่าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ใหญ่ที่กำลังเปลี่ยนโฉมเมืองหลวงแห่งนี้ให้พร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต ยกระดับคุณภาพชีวิต และก้าวสู่การเป็นเมืองที่น่าใช้ชีวิตและเป็นมหานครแห่งความหวังอย่างแท้จริง

ปอดของเมืองกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง

กรุงเทพมหานครเผชิญกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมมาอย่างยาวนาน หนึ่งในนั้นคือการขาดแคลนพื้นที่สีเขียวเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร ตามเกณฑ์มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) เมืองควรมีพื้นที่สีเขียวในอัตราส่วน 9 ตารางเมตรต่อคน แม้ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 30 เมษายน 2569 จะระบุว่าอัตราส่วนของกรุงเทพฯ อยู่ที่ 8.47 ตารางเมตรต่อคน แต่หากนับรวมประชากรแฝงที่เข้ามาใช้ชีวิตและทำงานในเมืองหลวง ตัวเลขดังกล่าวอาจลดลงเหลือเพียงประมาณ 5.4 ตารางเมตรต่อคนเท่านั้น

สถานการณ์นี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพจิต แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับปัญหาน้ำท่วมขังรอการระบาย เพราะเมื่อเมืองเต็มไปด้วยพื้นผิวคอนกรีต ฝนที่ตกลงมาจึงไม่มีพื้นที่ซึมซับ การแก้ปัญหาเหล่านี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ได้ชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาเมืองอย่างก้าวกระโดดต้องมองให้ลึกถึงโครงสร้าง เพราะความเหลื่อมล้ำในสังคมมักมาจากวงจร "โง่ จน เจ็บ" การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ดี ทั้งระบบสาธารณสุข การศึกษา และสภาพแวดล้อมของเมือง จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้วิถีชีวิตของคนเมืองดีขึ้นได้อย่างยั่งยืน

Green Bangkok 2030: ยกระดับจาก "เส้นเลือดฝอย" สู่ "เส้นเลือดใหญ่"

เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว กทม. ได้ขับเคลื่อนโครงการ "Green Bangkok 2030" โดยมีเป้าหมายหลักคือการเพิ่มพื้นที่สีเขียวที่มีคุณภาพและยั่งยืน ซึ่งถือเป็นการยกระดับนโยบายจากการแก้ปัญหาจุดเล็กๆ ไปสู่การสร้าง "เส้นเลือดใหญ่" เพื่อพลิกโฉมเมืองอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่:

การตั้งเป้าหมายที่วัดผลได้: กทม. ตั้งเป้าหมายท้าทาย 3 ประการภายในปี 2573 คือ เพิ่มอัตราส่วนพื้นที่สีเขียวให้ถึง 10 ตารางเมตรต่อคน ทำให้ 50% ของพื้นที่กรุงเทพฯ สามารถเข้าถึงสวนได้ในระยะเดิน 400 เมตร และเพิ่มพื้นที่ร่มไม้ในเมืองให้ได้ 30%

สวนสาธารณะสองบทบาท (Dual-Purpose Parks): การออกแบบสวนให้ทำหน้าที่เป็น "ฟองน้ำ" ของเมือง ช่วยหน่วงน้ำและลดปัญหาน้ำท่วม เช่น อุทยานเบญจกิติ ที่กักเก็บน้ำได้ถึง 87 ล้านลิตร และอุทยานจุฬาฯ 100 ปี ที่กักเก็บน้ำได้เกือบ 3.78 ล้านลิตร สวนเหล่านี้จึงเป็นทั้งปอดและปราการป้องกันน้ำท่วมไปพร้อมกัน

นโยบาย "สวน 15 นาที" (Pocket Parks): การผลักดันสวนขนาดเล็กแทรกซึมไปตามชุมชนต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินจากบ้านไปสวนได้ภายใน 15 นาที หรือประมาณ 800 เมตร เป็นการนำพื้นที่สีเขียวเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันและสร้างพื้นที่ปฏิสัมพันธ์ของชุมชน

โครงการปลูกต้นไม้ล้านต้น: ข้อมูล ณ วันที่ 7 มิถุนายน 2567 มีการปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 953,845 ต้น ซึ่งไม่เพียงให้ร่มเงา แต่ยังช่วยลดฝุ่นมลพิษ ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี

เติมสุนทรียภาพและคืนความเชื่อมั่นให้มหานคร

นอกเหนือจากการใช้งานจริงในมิติของการป้องกันภัยพิบัติ ดร.ชัชชาติ ยังเน้นย้ำถึงมิติทางสุนทรียภาพที่เมืองควรมี โดยระบุว่า "กรุงเทพฯ ต้องการของที่มันโรแมนติก" การพัฒนาเมืองไม่ควรหยุดอยู่แค่การสร้างสิ่งก่อสร้าง หรือแก้ปัญหาจราจร แต่ยังหมายรวมถึงโปรเจกต์ที่สร้างแรงบันดาลใจและยกระดับจิตใจผู้คน เช่น แนวคิดการทำสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่เป็นทางสำหรับคนเดินโดยเฉพาะ การเปลี่ยนพื้นที่รกร้างให้กลายเป็นสวนสาธารณะที่สวยงามและเข้าถึงง่าย จึงเป็นการมอบความผ่อนคลายและทำให้กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองที่น่าใช้ชีวิตในทุกๆ วัน

มหานครแห่งโอกาส: ดึงดูดศักยภาพและลดความเหลื่อมล้ำ

เมืองที่น่าอยู่ย่อมเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้คนที่มีศักยภาพ (Talent) ทั้งจากในและนอกประเทศให้เข้ามาใช้ชีวิตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดร.ชัชชาติ ชี้ให้เห็นว่า หัวใจสำคัญของการพัฒนาเมืองให้เป็นพื้นที่แห่งโอกาส คือการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขและการศึกษา เช่น การตั้งเป้าพัฒนาโรงเรียนสังกัด กทม. ให้มีคุณภาพทัดเทียมกับโรงเรียนเอกชน เพราะเมื่อผู้คนมีรากฐานการศึกษาที่แข็งแกร่ง และมีสุขภาพกายใจที่ดีจากสภาพแวดล้อมและพื้นที่สีเขียวที่เข้าถึงง่าย ย่อมส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจของเมืองเติบโตอย่างก้าวกระโดด การสร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นมหานครสีเขียว จึงเป็นการลงทุนใน "คน" อย่างแท้จริง เพื่อสร้างเมืองที่เต็มไปด้วยโอกาสและพร้อมเปิดรับศักยภาพใหม่ๆ อย่างไร้ขีดจำกัด

การพลิกฟื้นพื้นที่เหล่านี้ย่อมต้องอาศัยความร่วมมือ กทม. ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐเจ้าของที่ดินแปลงใหญ่และภาคเอกชน เพื่อปลดล็อกศักยภาพที่ดินให้กลายเป็นสมบัติสาธารณะ ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการทำงานในฐานะผู้ว่าฯ ไม่ใช่แค่การสร้างโปรเจกต์ที่ตื่นตาตื่นใจ แต่คือการทำให้ผู้คนกลับมาเชื่อมั่น ว่าระบบประชาธิปไตยและการบริหารจัดการเมืองสามารถตอบโจทย์ชีวิตพวกเขาได้จริง การเดินหน้าสร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองสีเขียวที่ร่มรื่นและปลอดภัย จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญในการเปลี่ยนผ่านเมืองหลวงแห่งนี้ สู่การเป็นมหานครแห่งความหวังที่ทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของและพร้อมจะก้าวไปสู่อนาคตด้วยกัน

#สวน15นาที #กรุงเทพน่าอยู่

ที่อยู่

Dusit

เบอร์โทรศัพท์

+66610123210

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Salikaผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Salika:

ทางลัด

แชร์