Hatyai Connext Creative Publisher
มองหาดใหญ่ในมุมมองใหม่
รู้จักเมืองนี้ให้มากขึ้น
เชื่อเถอะว่า... หาดใหญ่กำลังมา !

Hatyai Connext... (หาดใหญ่คอนเน็กซ์)
คำที่ปรับนิดแต่งหน่อยจาก Connect + Next
สลับอักษรตัวเดียวก็ได้ความหมายที่มากขึ้น
เราคือ Creative Publisher ที่มองหาดใหญ่ในมุมมองใหม่ๆ
ชวนทุกคนมา ‘เชื่อมโยง’ ผ่านคอนเทนต์ รู้จักเมืองนี้ให้มากขึ้น ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ถึงเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในเมือง ไม่ว่าจะเป็น ผู้คน วัฒนธรรม อาหาร วิถีชีวิต อีเวนท์น่าสนใจ เชื่อเถอะว่า... หาดใหญ่กำลังมา !

ป่วยพักลดใกล้ชิด สถานการณ์โควิด 19 และอาการสุขภาพเมืองหาดใหญ่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในประเทศไทยยังคงมีรายงา...
02/09/2026

ป่วยพักลดใกล้ชิด สถานการณ์โควิด 19 และอาการสุขภาพเมืองหาดใหญ่
สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในประเทศไทยยังคงมีรายงานผู้ป่วยใหม่อย่างต่อเนื่องตามรอบฤดูกาลของกลุ่มโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ จากการแถลงข่าวของแพทย์หญิงจุไร วงศ์สวัสดิ์ และนายแพทย์วีรวัฒน์ มโนสุทธิ โฆษกกรมควบคุมโรค เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ระบุข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 สิงหาคม 2569 พบผู้ป่วยสะสมรวม 99,691 ราย และมีผู้เสียชีวิต 15 ราย แม้จะพบผู้ติดเชื้อกระจายอยู่ในทุกช่วงวัย แต่อัตราการป่วยสูงสุดกลับกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเด็กเล็กอายุ 0–4 ปี รองลงมาคือกลุ่มวัยทำงานช่วงอายุ 30–39 ปี และ 20–29 ปี ตามลำดับ ประกอบกับในปัจจุบันโรคทางเดินหายใจชนิดอื่น เช่น ไข้หวัดใหญ่ และ RSV มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นควบคู่กัน กรมควบคุมโรคจึงเน้นย้ำให้ประชาชนตระหนักถึงการป้องกันตนเองและยึดหลักการ “ป่วยพัก ลดใกล้ชิด” เพื่อตัดตอนการแพร่กระจายเชื้อสู่สังคม
#เน้นป้องกันไม่ตื่นตระหนก
สำหรับการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสนั้น สายพันธุ์หลักที่กำลังเฝ้าระวังในประเทศไทยขณะนี้คือ โอมิครอนสายพันธุ์ย่อย NB.1.8.1 ซึ่งพบสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 50.14 (จำนวน 524 ราย) ต่อเนื่องมาตั้งแต่กลางปี 2568 แต่ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ชี้ชัดว่าก่อให้เกิดความรุนแรงของโรคเพิ่มขึ้น โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังคงแสดงอาการทั่วไปคล้ายไข้หวัด เช่น มีไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตัว และอ่อนเพลีย ประชาชนจึงไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกกับรหัสสายพันธุ์ หากแต่ต้องให้ความสำคัญกับมาตรการป้องกัน โดยเฉพาะการปกป้องกลุ่มเปราะบางอย่างกลุ่ม 608 และทารกแรกเกิดอายุต่ำกว่า 1 ปี หากเริ่มมีอาการป่วยควรหยุดพักผ่อน สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หลีกเลี่ยงการเข้าพื้นที่แออัด พร้อมปฏิบัติตามหลัก DMH อย่างเคร่งครัด ทั้งการเว้นระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัย และล้างมือบ่อยครั้ง หากอาการไม่ทุเลาลงภายใน 1–2 วัน หรือเริ่มมีสัญญาณอันตราย เช่น หายใจลำบาก แน่นหน้าอก หรืออ่อนเพลียลงอย่างเห็นได้ชัด ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
#โควิดซ้อนฝุ่นควัน
เมื่อหันกลับมามองบริบทของเมืองหาดใหญ่ ศูนย์กลางเศรษฐกิจและการเดินทางของภาคใต้ตอนล่าง การระบาดตามฤดูกาลของโรคทางเดินหายใจกำลังซ้อนทับกับวิกฤตมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดนจากควันไฟป่าในภูมิภาคเพื่อนบ้านที่ถูกกระแสลมพัดพาเข้ามาปกคลุมเมืองเป็นระลอก ส่งผลให้ปอดของชาวหาดใหญ่ต้องแบกรับศึกสองด้านไปพร้อมกัน ทั้งการระคายเคืองจากการสูดดมฝุ่นควันและละอองสารพิษในบรรยากาศ กับความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจ สภาวการณ์นี้สะท้อนภาพเชิงสังคมที่น่าขบคิด เมื่อภาระในการประคับประคองสุขอนามัยตกอยู่บนบ่าของคนเมืองที่ต้องดูแลตัวเอง ทั้งการจัดสรรค่าใช้จ่ายซื้ออุปกรณ์ป้องกันตนเอง และการต้องปรับตัวท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจ็บป่วย ทั้งที่การได้สูดอากาศบริสุทธิ์และการอยู่อาศัยในเมืองที่ปลอดภัยควรเป็นสวัสดิการขั้นพื้นฐานของทุกคน
#โจทย์ใหญ่ท้องถิ่น
ยิ่งไปกว่านั้น วิกฤตสุขภาพที่ตีขนาบทั้งสองด้านยังส่งผลสะเทือนเศรษฐกิจปากท้อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย พ่อค้าแม่ค้าในตลาดนัดกลางแจ้ง เมื่อประชาชนหลีกเลี่ยงการรวมกลุ่มและลดกิจกรรมนอกบ้านเพื่อป้องกันตนเองจากไวรัสและมลพิษ กำลังซื้อและบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยย่อมซบเซาลงตามลำดับ สถานการณ์เช่นนี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญของกลไกการบริหารส่วนท้องถิ่นและภาคธุรกิจ ในการเร่งออกแบบโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตวิถีใหม่ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอากาศสะอาดและพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้คนสามารถออกมาใช้ชีวิตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมืองต่อไปได้ท่ามกลางความท้าทายทางสิ่งแวดล้อม
ภาพรวมของทั้งสองสถานการณ์จึงสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสุขภาพของเมืองและสุขภาพของคนหาดใหญ่ ล้วนเป็นเรื่องที่ไม่อาจตัดขาดออกจากกันได้ การรณรงค์ “ป่วยพัก ลดใกล้ชิด” พร้อมกับวินัยในการสวมหน้ากากอนามัย จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่สกัดกั้นการแพร่ระบาดของโควิด 19 และไวรัสทางเดินหายใจเท่านั้น แต่ยังเป็นเกราะกำบังทางกายภาพจากมลพิษทางอากาศที่ลอยข้ามพรมแดนเข้ามา การก้าวผ่านวิกฤตสุขภาพที่ทับซ้อนนี้จึงจำเป็นต้องอาศัยทั้งความรับผิดชอบร่วมกันของชุมชนในการดูแลกลุ่มเสี่ยง และการมีระบบเฝ้าระวังที่เท่าทัน เพื่อให้เมืองหาดใหญ่สามารถเดินหน้าขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อไปได้ โดยมีลมหายใจที่ปลอดภัยของคนในเมืองเป็นรากฐานสำคัญ
อ้างอิง
- แถลงการณ์โควิด19. (2569). กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข.
__
#โควิด19 #หมอกควันข้ามพรมแดน #หาดใหญ่

190 ปีมิตรภาพข้ามซีกโลก จากประวัติศาสตร์สู่วัฒนธรรมร่วม American Fair 2026ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาดำเ...
01/09/2026

190 ปีมิตรภาพข้ามซีกโลก จากประวัติศาสตร์สู่วัฒนธรรมร่วม American Fair 2026
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาดำเนินมาอย่างยาวนานถึง 190 ปี นับตั้งแต่การลงนามสนธิสัญญาไมตรีและพาณิชย์ ค.ศ. 1833 มิตรภาพนี้ได้พัฒนาข้ามผ่านมิติทางการเมืองและการทูต กลายเป็นการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการถ่ายทอดองค์ความรู้ในสังคมไทยและเมืองหาดใหญ่จนเกิดจุดร่วมหลายมิติ
#จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์
จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการเกิดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ซึ่งทรงใช้ยุทธศาสตร์การทูตเพื่อถ่วงดุลอำนาจชาติตะวันตก นำไปสู่การลงนามสนธิสัญญาไมตรีและพาณิชย์ ทำให้ไทยเป็นชาติแรกในเอเชียที่เปิดสัมพันธ์กับสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ ช่องว่างแห่งมิตรภาพนี้ขยับใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้นผ่านสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ผู้ทรงเสด็จไปศึกษาด้านสาธารณสุขและแพทยศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา พระองค์ทรงเป็นผู้แทนเจรจากับมูลนิธิ Rockefeller Foundation เพื่อนำงบประมาณและผู้เชี่ยวชาญชาวอเมริกันมาพัฒนาระบบการแพทย์ของไทยให้ทัดเทียมสากล ซึ่งต่อมาพระนามของพระองค์ได้ถูกนำมาเป็นชื่อมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
#องค์ความรู้ระหว่างสองชาติ
การถ่ายทอดองค์ความรู้ระหว่างสองชาติผ่านความร่วมมือทางการศึกษา โดยองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกา (USAID) ได้เข้ามามีบทบาทในการทำข้อตกลงกับรัฐบาลไทย เพื่อสนับสนุนการก่อตั้งและพัฒนาคณะวิชาต่าง ๆ นอกจากนี้ กลไกอย่างหน่วยสันติภาพสหรัฐฯ ที่เริ่มเข้ามาในไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 และทุนการศึกษา Fulbright ยังได้ส่งอาสาสมัครรวมถึงนักวิชาการระดับสูง ชาวอเมริกันลงพื้นที่จังหวัดสงขลาและภาคใต้ตอนล่าง เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ด้านภาษาและสาธารณสุขชุมชน การทำงานแบบคลุกคลีนี้ช่วยสร้างความผูกพันและการถ่ายทอดวัฒนธรรมที่ทำให้ชาวใต้และชาวอเมริกันใกล้ชิดกันมากขึ้น
#แจ๊สที่เราฟัง
อิทธิพลของซอฟต์พาวเวอร์อเมริกันที่โดดเด่นอีกประการหนึ่งคือดนตรีแจ๊ส ซึ่งมีต้นกำเนิดในช่วงทศวรรษที่ 1910 จากเมืองนิวออร์ลีนส์ สหรัฐอเมริกา โดยผสมผสานจังหวะบลูส์ แร็กไทม์ และดนตรีพื้นบ้านเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพในการแสดงออก ดนตรีแจ๊สเริ่มเข้ามาในประเทศไทยในช่วงปลายรัชกาลที่ 6 และกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน ปัจจุบันดนตรีแจ๊สมีความยืดหยุ่นและหลอมรวมเข้ากับวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ในไทย รวมถึงการปรับให้เข้ากับบริบทภาคใต้อย่างเทศกาลแจ๊สแหลงใต้ที่จัดขึ้นในเมืองหาดใหญ่ที่ผ่านมา การนำเสนอดนตรีสดในงานแฟร์ต่าง ๆ จึงเป็นการสะท้อนถึงการแบ่งปันสุนทรียภาพทางศิลปะ และจิตวิญญาณแห่งเสรีภาพที่ทั้งสองวัฒนธรรมมีร่วมกัน

วิถีชีวิตและวัฒนธรรมการกินแบบอเมริกันได้เข้ามามีบทบาทในสังคมไทย โดยเฉพาะวัฒนธรรม Food Truck ที่ถือกำเนิดในสหรัฐฯ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบและรักอิสระ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นเทรนด์ยอดนิยมในหมู่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่และวัยรุ่นในเมืองหาดใหญ่ ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ก็เป็นพันธมิตรที่สำคัญในด้านความมั่นคงทางอาหาร โดยเป็นตลาดนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารรายใหญ่ของไทย เช่น ข้าว ปลาทูน่ากระป๋อง และอาหารสัตว์เลี้ยง ความสัมพันธ์ด้านอาหารนี้จึงเป็นการแลกเปลี่ยนที่เชื่อมโยงทั้งในระดับไลฟ์สไตล์การบริโภคและระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ
เพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา ในวาระครบรอบ 190 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูต และ 250 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ จึงเกิดงาน American Fair 2026 ขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 กันยายน พ.ศ. 2569 ณ ลานโรงช้าง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ภายในงานจัดเต็มด้วยกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสบรรยากาศสไตล์อเมริกันอย่างใกล้ชิด ทั้งโซนอาหาร นิทรรศการด้านวัฒนธรรม บูธให้ข้อมูลการศึกษาต่อสหรัฐฯ การออกร้านสินค้าแบรนด์ดัง เพลิดเพลินกับดนตรีสดจาก Queen on Street และร่วมสนุกกับกิจกรรมลุ้นรับของรางวัลอีกมากมาย
อ้างอิง
-สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน. (2567). เศรษฐกิจ. กระทรวงการต่างประเทศ.
-Office of the United States Trade Representative. (2026). Thailand. United States Trade Representative.
__
#หาดใหญ่

พลังของการมีส่วนร่วมเพียง 2% จุดประกายผู้อยู่อาศัยธรรมดาสู่การเป็นหุ้นส่วนเมืองเพื่อร่วมกำหนดอนาคตหาดใหญ่ทิศทางการพัฒนาเ...
31/08/2026

พลังของการมีส่วนร่วมเพียง 2% จุดประกายผู้อยู่อาศัยธรรมดาสู่การเป็นหุ้นส่วนเมืองเพื่อร่วมกำหนดอนาคตหาดใหญ่
ทิศทางการพัฒนาเมืองยุคใหม่กำลังก้าวพ้นรูปแบบการบริหารจากบนลงล่างไปสู่การกระจายอำนาจให้ภาคประชาชน การขับเคลื่อนหาดใหญ่ให้เติบโตอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยการมองพลเมืองทุกคนในฐานะ หุ้นส่วนเมือง (Urban Stakeholders) การเริ่มต้นรวมตัวของภาคประชาสังคมจากคนเพียง 2% ของประชากรทั้งหมดคือจุดเริ่มต้นของเสียงที่ทรงพลัง กลุ่มคนจำนวนนี้ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการร่วมกำหนดทิศทางเชิงนโยบายและผังเมืองเคียงข้างภาครัฐและเอกชน
#ผู้ถือหุ้นเชิงยุทธศาสตร์ของเมือง
หากเปรียบเมืองเป็นบริษัทมหาชน การมีประชากรเพียงสองเปอร์เซ็นต์ลุกขึ้นมาขับเคลื่อนเมืองย่อมเทียบได้กับ ผู้ถือหุ้นเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Shareholder) ในองค์กร แม้สัดส่วนตัวเลขอาจดูไม่มากพอที่จะครองสิทธิ์ขาดในการบริหารงานทั้งหมด อำนาจที่แท้จริงของหุ้นส่วนกลุ่มนี้คือการมีสิทธิ์ส่งเสียงทักท้วง เสนอวาระใหม่เข้าสู่ที่ประชุม และตรวจสอบทิศทางการทำงานของฝ่ายบริหาร การขยับตัวของผู้ถือหุ้นกลุ่มเล็กสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนให้เกิดการปรับตัวภายในองค์กรได้อย่างมีนัยสำคัญ พลเมืองสองเปอร์เซ็นต์จึงเป็นเสมือนเข็มทิศที่ช่วยชี้แนะและพยุงทิศทางของเมืองให้เดินหน้าไปอย่างตอบโจทย์ผู้ใช้งานจริง
#ยกระดับพลเมืองสู่เจ้าของร่วม
การดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจสอดคล้องกับแนวคิด บันไดแห่งการมีส่วนร่วมของพลเมือง การพัฒนาเมืองอย่างแท้จริงต้องก้าวข้ามการเป็นเพียงผู้รับฟังข้อมูล ไปสู่ขั้นของการเป็นหุ้นส่วนที่มีอำนาจร่วมในการวางแผนและจัดสรรงบประมาณ การเปิดพื้นที่ให้คนหาดใหญ่ได้แสดงความคิดเห็น ออกแบบย่านที่อยู่อาศัย และร่วมตัดสินใจในโครงการสาธารณะ จะช่วยเปลี่ยนสถานะของชาวเมืองจากผู้ใช้งานทั่วไปให้กลายเป็นผู้ถือหุ้นที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง
#ทุนทางสังคมกับการบริหารจัดการร่วม
การรวมตัวของกลุ่มคนรุ่นใหม่ ภาคประชาสังคม และผู้ประกอบการท้องถิ่นในสัดส่วน 2% ก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ทุนทางสังคมที่แข็งแกร่ง ทฤษฎีการร่วมผลิต (Co-production) ชี้ให้เห็นว่าการบริการสาธารณะและการพัฒนาพื้นที่เมืองจะมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อรัฐทำงานเคียงข้างไปกับประชาชน ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของชาวเมืองและการลงพื้นที่ทำงานจริงจะช่วยอุดช่องว่างที่ระบบราชการอาจมองข้าม ทำให้การแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานหรือการฟื้นฟูย่านเศรษฐกิจตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริงอย่างตรงจุด
#ความรู้สึกเป็นเจ้าของที่แท้จริง
ผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดของการสร้างความเป็นหุ้นส่วนคือการบ่มเพาะความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วม เมื่อประชาชนได้ลงแรง ร่วมคิด และร่วมรับผิดชอบต่อเมืองของตนเอง ความหวงแหนและใส่ใจต่อพื้นที่สาธารณะจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ การผนึกกำลังของหุ้นส่วนเมือง 2% แรกนี้จะกลายเป็นฟันเฟืองทรงพลังที่ผลักดันให้หาดใหญ่เป็นเมืองที่มีความหวัง มีความยืดหยุ่น และพร้อมรับมือกับทุกความท้าทายในวันข้างหน้า
อ้างอิง
- Arnstein, S. R. (1969). A ladder of citizen participation. Journal of the American Institute of Planners
- Ostrom, E. (1996). Crossing the great divide: Coproduction, synergy, and development. World Development
- Pierce, J. L., Kostova, T., & Dirks, K. T. (2001). Toward a theory of psychological ownership in organizations. Academy of Management Review
- Putnam, R. D. (2000). Bowling alone: The collapse and revival of American community. Simon & Schuster
__
#หุ้นส่วนเมือง #การมีส่วนร่วมของพลเมือง #การพัฒนาเมือง #พลเมืองหาดใหญ่ #โหนกระแส

หมอกควันข้ามพรมแดน PM2.5 Alert Level 3 ภัยคุกคามลมหายใจชาวหาดใหญ่หมอกควันจากการเผาพื้นที่ป่าและป่าพรุในอินโดนีเซียกำลังก...
29/08/2026

หมอกควันข้ามพรมแดน PM2.5 Alert Level 3 ภัยคุกคามลมหายใจชาวหาดใหญ่
หมอกควันจากการเผาพื้นที่ป่าและป่าพรุในอินโดนีเซียกำลังกลายเป็นปัญหาที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงในประเทศต้นทาง โดยเฉพาะเกาะสุมาตราและกาลิมันตันซึ่งเป็นพื้นที่ที่พบจุดความร้อนจำนวนมากในช่วงฤดูแล้ง การเผาพื้นที่พรุที่แห้งจากการระบายน้ำเพื่อการเกษตรสามารถทำให้เกิดไฟคุกรุ่นใต้ดินและปล่อยควันจากการเผาไหม้ชีวมวลออกมาเป็นเวลานาน ฝุ่นและควันเหล่านี้สามารถเคลื่อนตัวไปตามกระแสลม เมื่อทิศทางลมและสภาพอากาศเอื้ออำนวย จึงเดินทางข้ามช่องแคบมะละกาเข้าสู่มาเลเซียและภาคใต้ของไทยได้
ัญญาณเตือนหมอกควันภูมิภาค
ศูนย์อุตุนิยมวิทยาเฉพาะทางอาเซียน (ASMC) ยกระดับการเตือนภัยหมอกควันข้ามพรมแดนในภูมิภาคอาเซียนตอนล่างสู่ Alert Level 3 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด หลังพบจุดความร้อนหนาแน่นในเกาะสุมาตราและกาลิมันตัน ประเทศอินโดนีเซีย ท่ามกลางสภาพอากาศแห้งแล้งและเอลนีโญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟและการสะสมของหมอกควัน ขณะที่กระแสลมพัดพากลุ่มควันเคลื่อนตัวขึ้นทางทิศเหนือ ทำให้หลายพื้นที่ของอาเซียนตอนล่าง รวมถึงภาคใต้ของไทย ต้องเฝ้าระวังผลกระทบจากหมอกควันข้ามพรมแดนอย่างใกล้ชิด
โดยมีรายงานสถานการณ์เพิ่มเติมจากสถานวิจัยมลพิษทางอากาศและผลกระทบต่อสุขภาพวันที่ 29 สิงหาคม ในช่วงเวลา 06:00 น. อำเภอหาดใหญ่ ตรวจพบ PM2.5 รายชั่วโมงอยู่ที่ 105 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่แบบจำลองการเคลื่อนตัวของมวลอากาศคาดว่าในช่วงวันที่ 28–30 สิงหาคม กระแสลมยังมีโอกาสพัดพาฝุ่นควันจากจุดความร้อนในประเทศเพื่อนบ้านเข้าสู่ภาคใต้ตอนล่างและสะสมในพื้นที่ ก่อนมีแนวโน้มดีขึ้นในวันที่ 31 สิงหาคมจากการเปลี่ยนทิศและความเร็วลม อย่างไรก็ตาม วันที่ 1 กันยายนยังต้องกลับมาเฝ้าระวังอีกครั้ง เนื่องจากกลุ่มฝุ่นควันอาจเคลื่อนกลับเข้ามาสะสมได้ตามทิศทางลม
#กฎหมายกับการรับมืออากาศที่ไม่มีพรมแดน
แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายสิ่งแวดล้อมสำหรับควบคุมมลพิษภายในประเทศ แต่ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนต้องอาศัยความร่วมมือระดับอาเซียนผ่าน ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution ที่มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2558 แต่วิกฤตยังคงเกิดขึ้นซ้ำซาก เพราะวิถีอาเซียนที่ยึดมั่นอย่างเคร่งครัดในหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของรัฐสมาชิกและการตัดสินใจบนพื้นฐานของฉันทามติ แนวทางนี้ทำให้ AATHP เป็นเพียงสนธิสัญญาที่ขาดสภาพบังคับ ไม่มีกลไกการระงับข้อพิพาททางกฎหมายต่อรัฐที่ละเลยให้เกิดไฟป่า ส่งผลให้ข้อตกลงนี้อ่อนแอในทางปฏิบัติและไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของอุตสาหกรรมเกษตรข้ามชาติได้
และต่อให้ประเทศไทยมีร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ซึ่งมุ่งสร้างระบบบริหารจัดการมลพิษทางอากาศที่เป็นเอกภาพ ตั้งแต่การวางนโยบาย การติดตามสถานการณ์ ไปจนถึงการจัดการแหล่งกำเนิด แต่ ณ ปัจจุบันยังเป็นร่างกฎหมายไม่ใช่กฎหมายที่มีผลบังคับใช้แล้ว ปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดนจึงสะท้อนว่าการปกป้องอากาศของหาดใหญ่ไม่อาจทำได้ด้วยมาตรการปลายทางเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเชื่อมตั้งแต่การเฝ้าระวังในพื้นที่ไปจนถึงความร่วมมือจัดการต้นเหตุในระดับภูมิภาค
็กที่ผลกระทบไม่เล็ก
PM2.5 คือฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนที่สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจส่วนลึกและกระตุ้นการอักเสบของร่างกาย โดยเฉพาะเมื่อได้รับในปริมาณสูงหรือเป็นเวลานาน ขณะที่ฝุ่นจากการเผาชีวมวลอาจมีสารจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ติดมากับอนุภาค เพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพ โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้มีโรคหัวใจหรือระบบทางเดินหายใจ เมื่อค่าฝุ่นสูง ประชาชนจึงควรลดกิจกรรมกลางแจ้งและการออกกำลังกาย ติดตามค่าฝุ่นก่อนออกจากบ้าน และสวมหน้ากาก N95 เมื่อต้องออกนอกอาคาร ส่วนภายในบ้านควรปิดประตูหน้าต่างและจัดห้องปลอดฝุ่น ด้วยเครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรองประสิทธิภาพสูง เพื่อลดการรับสัมผัส โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง
วิกฤตดังกล่าวนี้จึงต้องอาศัยการบูรณาการทั้งระดับปฏิบัติการในพื้นที่ซึ่งควรจัดตั้งห้องปลอดฝุ่นระบบแรงดันบวกเพื่อปกป้องกลุ่มเปราะบาง กระทั่งระดับประเทศด้วยการเร่งผลักดัน พ.ร.บ. อากาศสะอาดที่สามารถบังคับใช้กฎหมายข้ามแดนและตรวจสอบย้อนกลับห่วงโซ่อุปทานกลุ่มทุนข้ามชาติได้ และระดับภูมิภาคที่ต้องร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อยกระดับข้อตกลงอาเซียน (AATHP) ให้มีผลผูกพันทางกฎหมาย ซึ่งทั้งหมดต้องการความกล้าหาญทางการเมืองเพื่อคืนสิทธิในการหายใจอากาศที่สะอาดให้แก่ประชาชนมากกว่าการผลักภาระป้องกันตัวเองที่ปลายเหตุมายังพลเมือง

อ้างอิง
- Haze Watch for Southern Thailand. (2026). อัปเดตสถานการณ์หมอกควันข้ามพรมแดนและคุณภาพอากาศภาคใต้วันที่ 28/29 สิงหาคม 2569.
- ASEAN Specialised Meteorological Centre (ASMC). (2026). Activation of Alert Level 3 for the Southern ASEAN Region.
- กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข. (2569). แนวทางการป้องกันตนเองจากฝุ่น PM2.5.
- วุฒิสภา. (2569). ทิศทางร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาดเมื่อมีรัฐบาลใหม่.
- Fongissara, N., & Buddharaksa, W. (2022). ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution: Management in Mainland Southeast Asia.
__
#หมอกควันข้ามพรมแดน #ฝุ่นPM25 #หมอกควันอินโด #หาดใหญ่

วิกฤตน้ำท่วมเนปาลบอกอะไรหาดใหญ่ สัญญาณเตือนภัยทางภูมิอากาศสู่บทเรียนรับมือความเปราะบางของเมืองเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันที่...
28/08/2026

วิกฤตน้ำท่วมเนปาลบอกอะไรหาดใหญ่ สัญญาณเตือนภัยทางภูมิอากาศสู่บทเรียนรับมือความเปราะบางของเมือง
เหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันที่สร้างความสูญเสียครั้งใหญ่บริเวณพรมแดนเนปาลและจีนเมื่อช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนสิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา เกิดจากการพังทลายของธารน้ำแข็งที่ส่งมวลน้ำมหาศาลทะลักเข้าสู่แม่น้ำ Bhote Koshi อย่างรุนแรง ปรากฏการณ์นี้กวาดทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งโรงไฟฟ้าพลังน้ำ สะพาน และที่อยู่อาศัยของประชาชนพังพินาศในพริบตา ความรุนแรงระดับนี้สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะสุดขั้วของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ก้าวข้ามขีดความสามารถของโครงสร้างวิศวกรรมที่มนุษย์เคยออกแบบไว้
#อัปเดตสถานการณ์ล่าสุดกับมวลน้ำระลอกใหม่
ข้อมูลล่าสุดจากทีมนักวิจัยและหน่วยงานติดตามภัยพิบัติยืนยันว่าวิกฤตครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นจากการพังทลายของธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนรุนแรงจนเครื่องวัดแผ่นดินไหวตรวจจับได้ในระดับ 5.2 สถานการณ์ปัจจุบันยังคงน่ากังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากทางการประเมินว่ามวลน้ำหลากระลอกใหม่ปริมาณมหาศาลกำลังเดินทางไหลลงสู่พื้นที่ลุ่มต่ำตอนล่าง โดยเฉพาะบริเวณเขื่อนกั้นน้ำ Gandak Barrage ที่ต้องเตรียมรับมวลน้ำสูงถึง 250,000 ลูกบาศก์ฟุตต่อวินาที ส่งผลให้ต้องเร่งอพยพผู้คนหลายพันชีวิตออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยด่วน ปรากฏการณ์นี้สะท้อนภาพชัดเจนว่าเมื่อระบบนิเวศต้นน้ำเสียสมดุล ผลกระทบจะไม่จบลงเพียงความเสียหายในพื้นที่เกิดเหตุ มวลน้ำระลอกถัดไปจะเดินทางนำพาวิกฤตลูกโซ่มาสู่ชุมชนเมืองที่อยู่ปลายน้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
#ความเปราะบางของโครงสร้างเมื่อเผชิญภัยพิบัติ
สิ่งที่เกิดขึ้นที่เนปาลคือตัวอย่างชัดเจนของแนวคิด Cascading Disasters (ภัยพิบัติแบบต่อเนื่อง) การพังทลายของระบบนิเวศเพียงจุดเดียวส่งผลกระทบลูกโซ่ไปสู่โครงระบบสาธารณูปโภคทั้งหมดของเมือง เมื่อมวลน้ำและดินโคลนไหลบ่าเกินกว่าที่ระบบระบายน้ำหรือเขื่อนจะรองรับได้ โครงสร้างที่สร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันภัยกลับกลายเป็นจุดเปราะบางที่พังทลายลงมาเสียเอง สิ่งนี้ยืนยันว่าการพึ่งพาวิธีคิดแบบโครงสร้างแข็ง (Hard Engineering) เพียงอย่างเดียวไม่อาจรับประกันความปลอดภัยสูงสุดได้อีกต่อไปเมื่อธรรมชาติตอบโต้ด้วยความรุนแรงรูปแบบใหม่
#ถอดบทเรียนจากยอดเขาสู่ที่ราบลุ่มเมือง
รูปแบบความเสียหายจากน้ำท่วมหลากฉับพลัน (Flash Flood) ในพื้นที่ภูเขาสูงสามารถนำมาย้อนทบทวนบริบทของเมืองแอ่งกระทะที่มีภูเขาขนาบข้างทางตอนใต้ของไทยได้อย่างลึกซึ้ง ปริมาณฝนที่ตกหนักสะสมบนพื้นที่ลาดชันทำหน้าที่ไม่ต่างจากมวลน้ำแข็งที่พังทลายลงมา มันสามารถสร้างมวลน้ำหลากทะลักลงสู่ตัวเมืองตอนล่างอย่างรวดเร็ว แนวคิดเรื่อง Urban Resilience (ความยืดหยุ่นของเมือง) จึงกลายเป็นวาระเร่งด่วนในการบริหารจัดการความเสี่ยง เมืองในยุคโลกเดือดจำเป็นต้องถูกออกแบบให้มีคุณสมบัติ 'ล้มให้เป็นและฟื้นให้ไว' แทนที่จะยึดติดกับการพยายามสร้างระบบที่ไม่มีวันพังทลายซึ่งไม่อาจเป็นจริงได้ในยุคปัจจุบัน
#ระบบนิเวศวิทยากับการออกแบบเมืองแห่งอนาคต
การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติในระยะยาวต้องผสานแนวทาง Nature-based Solutions การใช้ธรรมชาติเป็นฐานในการแก้ไขปัญหาเข้าไปในโครงสร้างผังเมือง การปกป้องพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติ การขยายขอบเขตพื้นที่สีเขียวเพื่อชะลออัตราการไหลของน้ำ และการวางระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลความเสี่ยงทางนิเวศวิทยาภาพรวม ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยลดทอนความรุนแรงของภัยพิบัติ การตระหนักรู้จากเหตุการณ์ความสูญเสียในระดับโลกคือโอกาสสำคัญในการปรับทิศทางการพัฒนาพื้นที่ของเราให้พร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนของสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ
Image Courtesy of Navesh Chitrakar/Reuters
อ้างอิง
- The Times of India. (2026). Ice avalanche, glacial lake or earthquake? What triggered Nepal’s deadly floods
- Ahern, J. (2011). From fail-safe to safe-to-fail: Sustainability and resilience in the new urban world. Landscape and Urban Planning
- Shugar, D. H., et al. (2020). Rapid worldwide growth of glacial lakes since 1990. Nature Climate Change
#น้ำท่วมเนปาล #หาดใหญ่

Lighting of Songkhla Lagoon เปลี่ยนแสงไฟเป็นมูลค่าปลุกเศรษฐกิจยามค่ำคืนเมืองเก่าสงขลา 28-31 สิงหาคมนี้การขับเคลื่อนเศรษฐ...
28/08/2026

Lighting of Songkhla Lagoon เปลี่ยนแสงไฟเป็นมูลค่าปลุกเศรษฐกิจยามค่ำคืนเมืองเก่าสงขลา 28-31 สิงหาคมนี้
การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมืองในปัจจุบันก้าวข้ามการท่องเที่ยวช่วงกลางวันสู่การพัฒนาเศรษฐกิจยามค่ำคืน (Night-Time Economy) อย่างมีทิศทาง เทศกาล 'Lighting of Songkhla Lagoon' ณ ย่านเมืองเก่าสงขลา ได้นำเอาศิลปะแสงไฟและดิจิทัลอาร์ตเข้ามาเป็นเครื่องมือในการชุบชีวิตพื้นที่ประวัติศาสตร์ริมทะเลสาบ การจัดแสดงชิ้นงานสร้างสรรค์ในช่วงพลบค่ำช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของเม็ดเงินสู่ชุมชนฐานราก พร้อมปรับเปลี่ยนการรับรู้ของผู้คนที่มีต่อพื้นที่สาธารณะริมน้ำ
#ศิลปะแสงไฟและการสร้างความหมายใหม่ให้พื้นที่
ภายในงานจัดแสดงสถาปัตยกรรมแสงไฟและผลงานศิลปะดิจิทัลมากกว่า 10 จุดตลอดแนวถนนนครนอก การจัดวางแสงเงาที่สอดรับกับสถาปัตยกรรมดั้งเดิมช่วยสร้างมุมมองใหม่ริมทะเลสาบสงขลาที่เปลี่ยนบรรยากาศเมืองเก่าให้กลายเป็นพื้นที่ร่วมสมัย ดึงดูดให้ผู้คนออกมาใช้เวลาเดินชม ถ่ายรูป และสัมผัสความงามของเมืองในมิติที่ต่างไปจากเดิม
#พื้นที่เรียนรู้และระบบนิเวศสร้างสรรค์
เทศกาลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความตระการตาทางสายตา ยังเสริมสร้างระบบนิเวศทางวัฒนธรรมผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย ผู้เข้าร่วมงานสามารถร่วมวงเสวนาว่าด้วยแนวทางการใช้เทศกาลแสงไฟขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมือง เพื่อต่อยอดองค์ความรู้สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งมีการจัด 'สองทะเลสงขลาฟิล์มเฟสติวัล 2569' เทศกาลภาพยนตร์สั้นและงานประกาศรางวัลที่เปิดพื้นที่ให้คนทำหนังได้นำเสนอเรื่องเล่าท้องถิ่น ควบคู่ไปกับกิจกรรมเวิร์กชอปสร้างสรรค์สำหรับคนรุ่นใหม่เพื่อบ่มเพาะไอเดียสดใหม่ในบรรยากาศเมืองเก่า
ผู้ที่สนใจสัมผัสประสบการณ์ศิลปะแสงไฟและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเมือง สามารถเดินทางไปร่วมกิจกรรมได้ตลอดช่วงสุดสัปดาห์ วันที่จัดงาน 28-31 สิงหาคม 2569
สถานที่จัดงาน ถนนนครนอก ย่านเมืองเก่าสงขลา
.
#ย่านเมืองเก่าสงขลา #เศรษฐกิจยามค่ำคืน

26/08/2026

เปิดโลกจินตนาการให้เด็ก ๆ ด้วยของเล่นไม้จากเฌอปินสตูดิโอ พื้นที่สร้างสรรค์ที่หน้าจอสี่เหลี่ยมไหน ๆ ก็เลียนแบบไม่ได้
📍พิกัด : เฌอปิน https://share.google/c8nmgP2yYfCYzXuzq
⏰ วันเวลาเปิดปิด : 09:00-18:00 น.
__
#เฌอปินสตูดิโอ #ของเล่นไม้เสริมพัฒนาการ #โฮมสคูล #รีวิวหาดใหญ่

‘Back to warm’ รสชาติแห่งการเริ่มต้นใหม่ของ Sept.เบื้องหลังความหอมหวานของร้านไอศกรีมโฮมเมด ‘เซปท์’ (Sept) ที่เปิดทำการมา...
24/08/2026

‘Back to warm’ รสชาติแห่งการเริ่มต้นใหม่ของ Sept.
เบื้องหลังความหอมหวานของร้านไอศกรีมโฮมเมด ‘เซปท์’ (Sept) ที่เปิดทำการมาล่วงเข้าปีที่ 3 คือสายใยความผูกพันของครอบครัว ‘พี่มิกกี้ - อภิรติ สุวรรณคดี’ เล่าว่า จุดเริ่มต้นของร้านมาจากความฝันของน้องชายผู้หลงใหลในการทำอาหาร โดยมีเธอเป็นคู่คิดคอยซัพพอร์ตด้านไอเดีย แม้เวลาต่อมาน้องชายจะจากไปอย่างกะทันหัน แต่ความตั้งใจนั้นไม่ได้เลือนหาย ครอบครัวเลือกที่จะสานต่อเจตนารมณ์โดยใช้ชื่อคุณแม่มาเป็นชื่อร้าน พี่มิกกี้ตัดสินใจเรียนรู้เรื่องศาสตร์ของกลิ่นและตระเวนชิมเจลาโต้อย่างจริงจัง เพื่อผสานตัวตนของน้องชายและตัวเธอเข้าด้วยกัน จนเซปท์เติบโตขึ้น
แต่แล้วบททดสอบครั้งใหญ่ก็ซัดเข้ามาพร้อมกับอุทกภัย มวลน้ำทะลักท่วมชั้น 1 ของร้านจนมิด ทำลายสต็อกวัตถุดิบที่เตรียมไว้สำหรับช่วงสิ้นปีทั้งหมด คุณพ่อของพี่มิกกี้ติดอยู่บนชั้น 2 นานถึง 7 วัน กุญแจร้านจมหายไปจนเจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องเข้ามาช่วยเหลือ ความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งที่ร้านและคอนโดส่วนตัวหนักหนาจนเธอถึงกับเอ่ยปากกับคุณพ่อว่า “ขอเวลาก่อน ยังไม่อยากไปดู” เพราะบาดแผลครั้งนี้ลึกเกินกว่าจะทำใจมองเห็นร่องรอยความเสียหายในทันที
ท่ามกลางความสิ้นหวัง พลังที่ช่วยฉุดให้พี่มิกกี้ลุกขึ้นสู้ต่อมาจากครอบครัวและลูกค้า ภาพของคุณพ่อที่ลงมือล้างโคลนเคลียร์พื้นที่อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อแบ่งเบาภาระ ประกอบกับข้อความไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบจากลูกค้าประจำที่ห่วงใยไปถึงคุณพ่อ คุณแม่ และสุนัขที่ร้าน กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เธอกัดฟันใช้เงินเก็บมาฟื้นฟูซ่อมแซมร้านให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งให้เร็วที่สุด
กลางเดือนมกราคม ทันทีที่เซปท์กลับมาเปิดประตูต้อนรับ แม้สภาพร้านจะยังไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ภาพที่ปรากฏคือลูกค้าที่หลั่งไหลเข้ามาส่งกำลังใจอย่างล้นหลาม หลายคนเอ่ยปากว่าจะแวะมาอุดหนุนให้บ่อยขึ้น เพื่อสนับสนุนให้ร้านแห่งนี้ยังคงอยู่คู่เมืองต่อไป
เพื่อเป็นการขอบคุณและโอบกอดชาวหาดใหญ่ที่บอบช้ำจากเหตุการณ์เดียวกัน พี่มิกกี้ได้รังสรรค์ไอศกรีมรสชาติพิเศษที่ชื่อว่า ‘Back to warm’ โดยหยิบเอารสชาติในวันวานอย่าง Maple Almond มาตีความใหม่
“เราเลือกใช้เมเปิลแทนความหวานหอมของการเริ่มต้นใหม่หลังความเหนื่อยล้า จับคู่กับอัลมอนด์ที่สื่อถึงความแข็งแกร่ง ภายนอกดูเปลือกแข็งแต่ภายในกลับเข้มข้นละมุน และเหยาะความอบอุ่นด้วยซินนามอนเปรียบเสมือนไฟดวงเล็ก ๆ ในใจที่คอยขับเคลื่อนให้เราก้าวเดินต่อในวันที่อาจจะยังไม่พร้อมวิ่งเร็ว ๆ ”
การกลับมาอย่างหอมหวาน กลมกล่อม แข็งแรง และมั่นคงกว่าเดิมของไอศกรีมถ้วยนี้ จึงเป็นมากกว่าของหวาน เพราะเป็นตัวแทนจิตวิญญาณของคนหาดใหญ่ ที่ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับวิกฤตหนักหนาแค่ไหน ก็ยังพร้อมที่จะปัดฝุ่นโคลน กุมมือกัน แล้วหยัดยืนขึ้นใหม่ได้เสมอ
📍พิกัด: Sept Craft Ice cream https://share.google/gvuIUK1yDHU5UZZTV
⏰วันเวลาเปิด/ปิด: ทุกวัน 11:30 น.-21:30 น.
__

#หาดใหญ่ #คนหาดใหญ่

รู้จักภาคใต้ผ่านศิลปะละครเวทีร่วมสมัย ขยับพื้นที่เมืองให้กลายเป็นโรงละครการพัฒนาเมืองในศตวรรษที่ 21 ได้ก้าวข้ามกรอบความค...
23/08/2026

รู้จักภาคใต้ผ่านศิลปะละครเวทีร่วมสมัย ขยับพื้นที่เมืองให้กลายเป็นโรงละคร
การพัฒนาเมืองในศตวรรษที่ 21 ได้ก้าวข้ามกรอบความคิดการมองเมืองเป็นเพียงศูนย์กลางการสะสมทุน โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ หรือพื้นที่สำหรับกิจกรรมเชิงพาณิชย์เพียงมิติเดียว ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายในการสร้างอัตลักษณ์และยกระดับคุณภาพชีวิตของพลเมือง กระบวนทัศน์ใหม่ในการพัฒนาเมืองจึงหันมาให้ความสำคัญกับสุนทรียภาพ ประสบการณ์เชิงพื้นที่ และทุนทางวัฒนธรรมในฐานะเครื่องมือขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจ ผสานระหว่างนโยบายสาธารณะ สถาปัตยกรรมผังเมือง และศิลปะการแสดงร่วมสมัย จึงก่อให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่าการสร้างสรรค์สถานที่และเมืองแห่งเทศกาล ซึ่งทำหน้าที่ฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรมหรือถูกละเลย และประกอบสร้างความหมายใหม่ให้กับพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้เป็นพื้นที่แห่งการต่อรองทางสังคม การเรียนรู้ และการเฉลิมฉลองของความหลากหลายทางวัฒนธรรม
#การทำลายขอบเขตพื้นที่สาธารณะ
เมื่อพิจารณาในมิติของรูปแบบทางศิลปะ การแสดงร่วมสมัยโดยเฉพาะศิลปะเฉพาะที่ หรือ Site-Specific Theatre กลายมาเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการสร้างสรรค์สถานที่ เป็นการนำศิลปะการแสดงออกจากโรงละครไปสู่พื้นที่สาธารณะ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์และบริบทของสถานที่นั้น ๆ ซึ่งทำให้เมืองไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงฉากหลังที่หยุดนิ่ง แต่ถูกทำความเข้าใจในฐานะเมืองแห่งการแสดง ที่ซึ่งพื้นที่สาธารณะมีสถานะเป็นสิ่งที่มีความเคลื่อนไหว สัมพันธ์กัน และก่อตัวขึ้นใหม่อยู่ตลอดเวลา โครงสร้างทางกายภาพและผู้คนต่างร่วมกันสร้างคุณสมบัติและวิถีการดำรงอยู่ในเมืองอย่างต่อเนื่อง การแปรให้พื้นที่เปลี่ยนหน้าที่เดิมชั่วคราว จึงเป็นการเปิดโอกาสให้พลเมืองและศิลปินได้ตีความหมายการใช้งานพื้นที่เมืองขึ้นใหม่ได้อย่างอิสระ
#เศรษฐกิจสร้างสรรค์กับชุมชน
การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในปัจจุบันเปลี่ยนจากการบริโภคอดีตไปสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ที่เน้นการสร้างประสบการณ์ร่วมและการโต้ตอบระหว่างนักท่องเที่ยวกับชุมชน เมืองต่าง ๆ ทั่วโลกจึงนำยุทธศาสตร์เมืองแห่งเทศกาลมาใช้เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง กระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความผูกพันกับสถานที่ นอกจากนี้การท่องเที่ยวระดับใกล้ชิดที่เปิดโอกาสให้คนท้องถิ่นร่วมประเมินมูลค่ามรดกทางเมืองผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ยังเป็นกลไกสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ แนวทางนี้ช่วยส่งเสริมการมีส่วนร่วมและลดข้อวิจารณ์ว่าเทศกาลมุ่งเน้นแต่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจนหลงลืมวิถีชีวิตของคนในท้อง
#ศิลปะปักษ์ใต้ร่วมสมัย
ภาคใต้ของประเทศไทยมีทุนทางวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งอย่างโนราและหนังตะลุง ซึ่งปัจจุบันมรดกเหล่านี้ได้ถูกนำมาปะทะสังสรรค์กับศาสตร์ของศิลปะการแสดงร่วมสมัย เกิดเป็นการประยุกต์ใช้วิธีการละครรูปแบบใหม่ ๆ ทั้งการสร้างละครที่เน้นประสาทสัมผัส และการใช้ละครเพื่อสื่อสารประเด็นทางสังคมกับกลุ่มคนชายขอบ การเติบโตของศิลปะการแสดงร่วมสมัยในภาคใต้เปิดพื้นที่สะท้อนความหลากหลายและซับซ้อนของผู้คน เมื่อทุนทางวัฒนธรรมของศิลปินท้องถิ่นมาบรรจบกับยุทธศาสตร์เมืองที่ต้องการสร้างพื้นที่สาธารณะจึงเป็นโอกาสสำหรับการรังสรรค์สุนทรียศาสตร์เพื่อผู้คนในเมือง
จากศักยภาพของพื้นที่และพลวัตทางศิลปะ จึงเป็นที่มาของ “เทศกาลละครปักษ์ใต้ ครั้งที่ 1” ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนทั้งหาดใหญ่ให้กลายเป็นโรงละคร!” เทศกาลนี้ดึงดูดศิลปินจากทั่วภาคใต้มาสร้างสรรค์ผลงานเพื่อทลายขีดจำกัดของพื้นที่จัดแสดง โดยมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 สิงหาคม ถึง 20 กันยายน 2569 ครอบคลุมพื้นที่ 17 แห่งทั่วเมือง ด้วยจำนวนรอบการแสดงกว่า 110 รอบ พร้อมกิจกรรมเวิร์กชอป และวงเสวนา เทศกาลนี้จึงเป็นการใช้ศิลปะเพื่อเยียวยา ฟื้นฟู และสร้างสรรค์พื้นที่สาธารณะ ปรากฏการณ์นี้คือการรวมพลังที่จะเปลี่ยนหาดใหญ่ให้ก้าวสู่การเป็นเมืองแห่งเทศกาลและเมืองแห่งความสร้างสรรค์
อ้างอิง
- Halligey, A. (2017). Of place and playmaking (Doctoral dissertation, Department of Drama, Faculty of Humanities, University of Cape Town).
- Đurašinović, R., & Zeković, M. (2025). The creative potential of indeterminate urban space.
- Richards, G. (2022). Urban tourism as a special type of cultural tourism. In A Research Agenda for Urban Tourism. Edward Elgar Publishing.
__
#เทศกาลละครปักษ์ใต้ #หาดใหญ่ #เศรษฐกิจสร้างสรรค์

ทำไมเมืองใหญ่ทั่วโลก ถึงมีไชน่าทาวน์เป็นของตัวเองย่านไชน่าทาวน์ในเมืองใหญ่ทั่วโลกไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงแหล่งพำนักของชา...
21/08/2026

ทำไมเมืองใหญ่ทั่วโลก ถึงมีไชน่าทาวน์เป็นของตัวเอง
ย่านไชน่าทาวน์ในเมืองใหญ่ทั่วโลกไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงแหล่งพำนักของชาวจีนโพ้นทะเลในอดีต แต่ยังวิวัฒตนเองจนกลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สำคัญ ซึ่งมีส่วนช่วยในการสร้างแบรนด์และดึงดูดผู้คนจากทั่วโลก เช่นเดียวกับเมืองหาดใหญ่ที่เติบโตมาจากวิสัยทัศน์และการบุกเบิกของกลุ่มคหบดีชาวจีน จนพลิกพื้นที่ป่าให้กลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้
#พลวัตไชน่าทาวน์ของโลก
ย่านไชน่าทาวน์ในมหานครชั้นนำอย่างนิวยอร์ก ลอนดอน หรือโยโกฮาม่า ล้วนเริ่มต้นจากการเป็นชุมชนพื้นที่ปลอดภัยของกลุ่มผู้อพยพ ก่อนจะถูกยกระดับให้เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการท่องเที่ยว ตัวอย่างเช่น ไชน่าทาวน์ในโยโกฮาม่าที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 160 ปี กลายเป็นอีกหนึ่งศูนย์กลางการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นผ่านการเฉลิมฉลองเทศกาลต่าง ๆ ในขณะที่ไชน่าทาวน์แมนฮัตตัน นิวยอร์ก ก็เป็นชุมชนชาวจีนที่ใหญ่ที่สุดในซีกโลกตะวันตก ซึ่งทำหน้าที่กนะตุ้นเศรษฐกิจให้เมืองด้วย การผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมดั้งเดิม ภาษา กลิ่นอายของอาหาร และวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ กลายเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมืองและสร้างความหลากหลายในยุคปัจจุบัน
#การก่อร่างสร้างตัวของกลุ่มชาวจีนในสยาม
ชาวจีนในไทยไม่ได้มีความเป็นเนื้อเดียวกัน แต่ประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ย่อยที่มีภาษา วิถีชีวิต และความเชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน โดยแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มภาษาหลัก ซึ่งแต่ละกลุ่มได้ทิ้งร่องรอยและอิทธิพลต่อการพัฒนาเมืองในประเทศไทยไว้ ได้แก่ จีนแต้จิ๋ว ที่มีประชากรมากที่สุดและมีอิทธิพลสูงสุดในระบบเศรษฐกิจไทย จีนแคะหรือ ฮากกา ที่มีความทรหดอดทนมักประกอบอาชีพที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญและความอดทนสูง จีนฮกเกี้ยนที่อพยพเข้ามาในยุคแรก ๆ และตั้งถิ่นฐานมากในแถบภาคใต้ มีความเชี่ยวชาญด้านการเดินเรือและการค้าระหว่างประเทศ จีนไหหลำมีความเชี่ยวชาญพิเศษด้านอุตสาหกรรมบริการ การโรงแรม และศิลปะการทำอาหาร และจีนกวางตุ้งมีความโดดเด่นด้านความเป็นนักปฏิบัตินิยม เปิดรับความรู้และเทคโนโลยีตะวันตกได้รวดเร็ว มักประกอบอาชีพช่างฝีมือ
#กำเนิดเมืองหาดใหญ่จากวิสัยทัศน์ชาวจีน
หาดใหญ่เป็นเมืองที่ถูกบุกเบิกและสร้างผังเมืองขึ้นจากพื้นที่ป่าเสม็ดรกทึบ โดยมีขุนนิพัทธ์จีนนคร (เจียกีซี) เป็นผู้วางรากฐานผังเมืองแบบตารางหมากรุก ได้กว้านซื้อที่ดิน และตัดถนนสายสำคัญเพื่อเริ่มสร้างชุมชนและตลาด รวมถึงตระกูลซีนำโดยนายซีกิมหยง และขุนศุภสารรังสรรค์ ผู้พัฒนาศูนย์กลางการค้าและอุทิศที่ดินเพื่อสร้างสาธารณูปโภค เช่น การบริจาคที่ดินสร้างโรงเรียนศรีนคร โรงเรียนแสงทอง และมอบที่ดินสำหรับตัดถนนในเมืองอีกกว่า 10 สาย ตลอดจนสนับสนุนศาสนสถานหลากหลายความเชื่อ ทำให้หาดใหญ่เติบโตอย่างเป็นระบบ
#ถนนศุภสารรังสรรค์และเสน่ห์ย่านฉื่อฉาง
บนถนนศุภสารรังสรรค์มีวัดฉื่อฉางหรือวัดเมตตากุศล ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2479 โดยนายเก็งตั๊ง แซ่เล้า ซึ่งโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานศิลปะไทย จีน และทิเบตไว้อย่างลงตัว เป็นแลนด์มาร์กและศูนย์รวมจิตใจของชาวเมือง ความคึกคักของพื้นที่แห่งนี้ยังก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ทางเศรษฐกิจ นำไปสู่การขยายตัวของย่านอาหารยามค่ำคืนที่มีชื่อเสียง ภายใต้แนวคิดการฟื้นฟูเมืองให้กลับมามีชีวิตชีวา ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อยและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหารของหาดใหญ่อย่างยั่งยืน
เมื่อเจตนารมณ์ของผู้บุกเบิกเมืองในอดีตผสานเข้ากับการพัฒนาเมืองยุคใหม่ ถึงเวลาที่ถนนศุภสารรังสรรค์และเสน่ห์ของย่านฉื่อฉางจะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง เพื่อก้าวสู่การเป็นไชน่าทาวน์โฉมใหม่ที่ผสมผสานประวัติศาสตร์เข้ากับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย เตรียมพบกับปรากฏการณ์แห่งปีที่จะเปลี่ยนพื้นที่ประวัติศาสตร์ให้เป็นศูนย์กลางแห่งการเฉลิมฉลองทางวัฒนธรรมระดับสากลในงาน HATYAI CHINA TOWN 2026 สัมผัสเสน่ห์ไชน่าทาวน์โฉมใหม่ที่ทั้งโลกต้องมาเยือน สัปดาห์ที่ 1 วันที่ 28–30 สิงหาคม 2569 และสัปดาห์ที่ 2 วันที่ 4–6 กันยายน 2569 บริเวณหน้าสวนหย่อมศุภสารรังสรรค์ ถึงวัดฉื่อฉาง เพื่อให้ทุกคนเดินเที่ยว ชิม ช็อป แบะเก็บภาพบรรยากาศตลอดเส้นทาง
อ้างอิง
- Xie, Y., & Achmadi, A. (2024). Beyond Chinatown. Planning Perspectives, 40(2), 375–403.
- Roy, K., & Basu, S. (2021). Global Chinese migration in geographical perspective: a Kolkata (Calcutta) case study. SN Social Sciences, 1(12), 285.
-Nugroho, F. A(2025). Sustainable Heritage Tourism in Urban Settings. International Journal of Green Tourism Research and Applications, 7(2), 178–190.
- สำนักทรัพยากรการเรียนรู้คุณหญิงหลงฯ. (2019). บุคคลสำคัญเมืองหาดใหญ่.
__
#หาดใหญ่ #วัดฉื่อฉาง #ถนนศุภสารรังสรรค์

ที่อยู่

Hat Yai
90110

เบอร์โทรศัพท์

+66840671902

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Hatyai Connextผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Hatyai Connext:

ทางลัด

แชร์