Bible Talk Thailand

Bible Talk Thailand คำสอน เตือนสติ หลักการใช้ชีวิตให้ม?

ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในพันธกินขยายคริสตจักรของพระคริสต์ทั่วประเทศไทยได้
10/08/2026

ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในพันธกินขยายคริสตจักรของพระคริสต์ทั่วประเทศไทยได้

พันธกิจขยายคริสตจักรของพระคริสต์ทั่วไทย
Church Planting Mission (CPM)
________________________________________
พันธกิจ (Mission)
ประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ สร้างสาวก ก่อตั้งและเสริมสร้างคริสตจักรของพระคริสต์ทั่วประเทศไทย โดยความร่วมมือของคริสตจักร ผู้นำ และผู้รับใช้ เพื่อถวายพระสิริแด่พระเจ้า

Mission
To proclaim the Gospel of Jesus Christ, make disciples, plant and strengthen Churches of Christ throughout Thailand through the united partnership of churches, leaders, and servants, for the glory of God.
________________________________________
วิสัยทัศน์ (Vision)
เห็นทุกจังหวัดของประเทศไทยมีคริสตจักรของพระคริสต์ที่เข้มแข็ง เกิดผล และสร้างสาวกรุ่นต่อรุ่น

Vision
To see every province in Thailand established with healthy, multiplying Churches of Christ making disciples from generation to generation.
________________________________________
เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Goal)
10 ปี 47 คริสตจักร
ร่วมกันก่อตั้งคริสตจักรของพระคริสต์แห่งใหม่ จำนวน 47 แห่ง ภายในระยะเวลา 10 ปี เพื่อขยายการประกาศข่าวประเสริฐให้ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมายทั่วประเทศไทย

10 Years • 47 Churches
To establish 47 new Churches of Christ within 10 years, expanding the Gospel and strengthening Christian witness across Thailand.
________________________________________
คำขวัญ (Motto)
ประกาศพระคริสต์ • สร้างสาวก • ก่อตั้งคริสตจักร

Proclaim Christ • Make Disciples • Plant Churches
________________________________________

เหตุผลที่คริสเตียนต้องระวังเรื่อง "ลิ้น" หรือ "คำพูด" เป็นอย่างมาก เพราะในทางพระคัมภีร์ ลิ้นไม่ได้เป็นเพียงอวัยวะเล็กๆ แ...
07/04/2026

เหตุผลที่คริสเตียนต้องระวังเรื่อง "ลิ้น" หรือ "คำพูด" เป็นอย่างมาก เพราะในทางพระคัมภีร์ ลิ้นไม่ได้เป็นเพียงอวัยวะเล็กๆ แต่เป็นเครื่องมือที่มีอานุภาพมหาศาล ทั้งในทางสร้างสรรค์และทางทำลาย

นี่คือเหตุผลสำคัญ 4 ประการ.

1. ลิ้นมีอำนาจแห่งความเป็นและความตาย
ในหนังสือ สุภาษิต 18:21 กล่าวว่า "ความตายและความเป็นอยู่ที่อำนาจของลิ้น และบรรดาผู้ที่รักมันจะกินผลของมัน"

คำพูดของเราสามารถ "ฆ่า" ความหวัง "ฆ่า" กำลังใจ หรือ "ฆ่า" ความสัมพันธ์ได้ในวินาทีเดียว ในทางตรงกันข้าม คำพูดที่หนุนใจก็สามารถ "สร้างชีวิต" และนำคนให้กลับมามีกำลังใจได้

บทเรียน: เราต้องเลือกว่าจะใช้ลิ้นเป็น "มีด" ที่ทิ่มแทง หรือเป็น "ยา" ที่รักษาบาดแผล

2. ลิ้นเป็นเหมือน "หางเสือ" ของชีวิต (ยากอบ 3:1-12)
ท่านยากอบเปรียบเทียบลิ้นไว้อย่างเห็นภาพพจน์ที่สุดในพระคัมภีร์:

บังเหียนม้า: ลิ้นเล็กๆ ควบคุมตัวเราได้ทั้งหมดเหมือนบังเหียนคุมม้า

หางเสือเรือ: แม้เรือจะใหญ่และถูกลมแรงพัด แต่หางเสือเล็กๆ ก็บังคับทิศทางเรือได้

ประกายไฟ: ไฟเพียงนิดเดียวสามารถเผาป่าทั้งป่าให้พินาศได้

หากเราควบคุมลิ้นไม่ได้ เราก็ควบคุมชีวิตให้อยู่ในทางของพระเจ้าได้ยาก "ลิ้น" คือตัวบ่งบอกทิศทางของชีวิตเราว่ากำลังไปสู่สันติสุขหรือไปสู่ความวุ่นวาย

3. ลิ้นคือเครื่องสะท้อน "สภาพจิตใจ"
พระเยซูคริสต์ทรงสอนใน มัทธิว 12:34 ว่า "...เพราะว่าปากพูดออกมาจากสิ่งที่เต็มล้นอยู่ในใจ"

ลิ้นเป็นเหมือน "ก๊อกน้ำ" ที่ระบายสิ่งที่อยู่ในถัง (ใจ) ออกมา ถ้าใจเราเต็มด้วยความขมขื่น คำพูดก็จะออกมาเป็นพิษ ถ้าใจเราเต็มด้วยความรักและพระคำพระเจ้า คำพูดก็จะออกมาเป็นพระพร

การระวังลิ้นไม่ได้เริ่มที่การ "เม้มปาก" เท่านั้น แต่เริ่มที่การ "รักษาใจ" ให้บริสุทธิ์ เพราะลิ้นคือเครื่องตรวจวัดสุขภาพฝ่ายวิญญาณที่ดีที่สุด

4. เราต้องรับผิดชอบต่อคำพูดในวันพิพากษา
ใน มัทธิว 12:36 พระเยซูทรงเตือนอย่างจริงจังว่า "ส่วนเราบอกพวกท่านว่า คำที่ไม่เป็นสาระทุกคำซึ่งมนุษย์พูดนั้น พวกเขาจะต้องรับผิดชอบในวันพิพากษา"

คริสเตียนควรระวังการพูดส่อเสียด การนินทา หรือคำพูดที่ไร้สาระ เพราะทุกคำถูกบันทึกไว้

คำพูดของเราควรเป็นเครื่องบูชาที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เราต้องละอายเมื่อยืนอยู่ต่อพระพักตร์พระองค์ครับ

07/04/2026

(T.H.I.N.K. ก่อนพูด)
ก่อนจะพูดอะไรออกไป ลองใช้หลักการนี้สำรวจตัวเองครับ:

T (True): เรื่องที่จะพูดเป็นความจริงหรือไม่?

H (Helpful): พูดออกไปแล้วช่วยให้อะไรดีขึ้นไหม?

I (Inspiring): พูดแล้วช่วยหนุนใจหรือสร้างแรงบันดาลใจไหม?

N (Necessary): จำเป็นต้องพูดไหม? (ถ้าไม่พูดจะดีกว่าไหม?)

K (Kind): เป็นคำพูดที่ประกอบด้วยความเมตตาหรือไม่?
Talk Thailand

05/04/2026

จากหนังสือ 2 พงศ์กษัตริย์ คำหนุนใจและบทเรียน จากเรื่องของ นาอามาน ขุนพลผู้หยิงใหญ่ที่ซ่อนบาดแผลไว้ใต้เกราะทองคำ.

"อีโก้" "พระคุณ" และ "ความโลภ"

นาอามานคือชายที่โลกทั้งใบต้องอิจฉา เขาเป็นถึงผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพอารัม (ซีเรีย) กษัตริย์ทรงโปรดปรานเขามากเพราะเขาเป็นวีรบุรุษผู้นำชัยชนะมาสู่ชาติ ทว่าภายใต้ชุดเกราะที่สง่างามและเหรียญตราเกียรติยศ นาอามานมีความลับที่เจ็บปวดซ่อนอยู่... เขาเป็น "โรคเรื้อน" ในยุคนั้น โรคเรื้อนคือสัญลักษณ์ของความตายที่ยังมีลมหายใจ เนื้อเยื่อที่ค่อยๆ เน่าเปื่อยทำให้เขาต้องทนทุกข์ทรมานและเสื่อมเสียเกียรติอย่างเงียบๆ

แต่แล้ว แสงสว่างเล็กๆ กลับมาจากจุดที่มืดมิดที่สุด เด็กหญิงชาวอิสราเอลตัวเล็กๆ ที่ถูกจับมาเป็นทาสรับใช้ภรรยาของนาอามาน เธอไม่ได้เก็บความแค้นที่ถูกพรากจากบ้านเกิด แต่กลับเอ่ยปากด้วยความเมตตาว่า "ถ้าเจ้านายของข้าพเจ้าไปหาผู้เผยพระวจนะที่อยู่ในกรุงสะมาเรีย ท่านผู้นั้นคงจะรักษาโรคเรื้อนของเจ้านายให้หายได้"

ความเปราะบางของความสำเร็จ และเสียงเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่

* ความสำเร็จบังหน้า: ไม่ว่ามนุษย์จะมียศถาบรรดาศักดิ์หรือความมั่งคั่งเพียงใด ทุกคนล้วนมี "โรคเรื้อน" หรือบาดแผลในชีวิตที่ซ่อนไว้และเงินทองรักษาไม่ได้ ความยิ่งใหญ่ทางโลกไม่สามารถเติมเต็มหรือแก้ไขความแตกสลายภายในได้

* พระคุณจากผู้ที่ต่ำต้อย: ทาสหญิงตัวน้อยสอนให้เรารู้จักการให้อภัยและส่งต่อความหวัง พระเจ้ามักใช้คนเล็กน้อยหรือเสียงที่เรามองข้าม เพื่อนำทางเราไปสู่ทางออกของชีวิต

-1. การพึ่งพาอำนาจที่ผิดที่ผิดทาง
เมื่อนาอามานได้ยินดังนั้น เขาไม่ได้ไปหาผู้เผยพระวจนะโดยตรง แต่เลือกใช้วิธีแบบ "คนมีอำนาจ" เขาไปขอกษัตริย์ซีเรียให้เขียนจดหมายฝากฝังไปถึงกษัตริย์อิสราเอล พร้อมหอบเงิน 340 กิโลกรัม ทองคำ 68 กิโลกรัม และเสื้อผ้าอย่างดี 10 ชุด ไปเป็นค่ารักษา

เมื่อกษัตริย์อิสราเอลเปิดจดหมายอ่าน พระองค์ถึงกับฉีกเสื้อผ้าตัวเองด้วยความตื่นตระหนก ตรัสว่า "ข้าเป็นพระเจ้าที่จะให้ตายหรือให้เป็นหรือ? กษัตริย์องค์นี้ถึงส่งคนมาให้ข้ารักษาโรคเรื้อน นี่เป็นการหาเรื่องทำสงครามชัดๆ!" กษัตริย์อิสราเอลมองเห็นแต่การเมืองและอำนาจ จนลืมไปว่าในแผ่นดินของตนมีพระเจ้าอยู่ เมื่อเอลีชาทราบเรื่อง จึงส่งคนไปบอกกษัตริย์ว่า "ให้เขามาหาข้าพเจ้าเถิด เพื่อเขาจะได้รู้ว่ามีผู้เผยพระวจนะในอิสราเอล"

-2.สิ่งนี้แสดงให้เราเห็นว่า สันติสุขซื้อไม่ได้ด้วยระบบอุปถัมภ์

* วิธีโลก vs วิธีของพระเจ้า : นาอามานพยายามแก้ปัญหาฝ่ายจิตวิญญาณด้วยวิธีทางโลก (ใช้เงิน เส้นสาย และอำนาจกษัตริย์) ซึ่งสร้างความวุ่นวายมากกว่าเดิม เตือนสติเราว่า ปัญหาบางอย่างในชีวิตไม่สามารถใช้เงินฟาดหรือใช้เส้นสายแก้ได้

* ความหวาดกลัวของผู้นำ: กษัตริย์อิสราเอลตกใจเพราะพึ่งพากำลังตัวเอง เมื่อเราเผชิญปัญหาที่เกินตัว หากเราไม่มีที่พึ่งพิงทางใจที่ถูกต้อง เราจะตื่นตระหนกและตีความทุกอย่างเป็นแง่ร้ายไปหมด

3. อีโก้และการถูกหยามเกียรติที่หน้าประตู

- กองคาราวานอันยิ่งใหญ่ของนาอามาน เคลื่อนตัวมาจอดอย่างสง่างามที่หน้าบ้านหลังเล็กๆ ของเอลีชา นาอามานคาดหวังว่าเอลีชาจะต้องวิ่งออกมายกมือไหว้ ทำพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ ร้องเรียกชื่อพระเจ้า และโบกมือเหนือบาดแผลของเขาแน่ๆ

แต่เปล่าเลย! เอลีชาไม่ออกมาดูหน้าเขาด้วยซ้ำ เพียงแค่ส่งคนรับใช้เดินออกมาบอกว่า "จงไปอาบน้ำในแม่น้ำจอร์แดนเจ็ดครั้ง แล้วเนื้อของท่านจะกลับคืนเป็นอย่างเดิมและท่านจะสะอาด" นาอามานโกรธจัดจนเลือดขึ้นหน้า เขารู้สึกถูกหยามเกียรติอย่างรุนแรง แม่น้ำจอร์แดนก็เป็นแค่แม่น้ำสายเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยโคลน สู้แม่น้ำอาบานาและฟารปาร์ที่ใสสะอาดในบ้านเกิดของเขาไม่ได้เลยสักนิด เขาหันหลังกลับและเดินจากไปด้วยความเดือดดาล

บทเรียน: กำแพงทิฐิที่ขวางกั้นการรักษา

* ความคาดหวังที่ทำร้ายตัวเอง: นาอามานวาดภาพไว้แล้วว่าพระเจ้าต้องทำงานแบบไหน (ต้องยิ่งใหญ่ ต้องให้เกียรติเขา) เมื่อสิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามที่คิด เขาก็ปฏิเสธมันทันที เรามักพลาดสิ่งดีๆ ในชีวิตเพียงเพราะมันไม่ได้มาในรูปแบบหรือแพ็กเกจที่เราคาดหวัง

* การทำลายอีโก้: เอลีชาจงใจไม่ออกมาต้อนรับ เพื่อสอนนาอามานว่า การรักษาจากพระเจ้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับความยิ่งใหญ่ของมนุษย์ พระเจ้าต้องการรักษา "โรคหยิ่งยโส" ในใจของเขาก่อนที่จะรักษา "โรคเรื้อน" ทางกาย

4: เสียงกระซิบแห่งสติ และการยอมจำนนในสายน้ำ

- ขณะที่นาอามานกำลังสั่งให้กองคาราวานหันหลังกลับ บรรดาคนรับใช้ของเขาได้รวบรวมความกล้า เดินเข้ามาใกล้ๆ และพูดด้วยความอ่อนโยนว่า "บิดาของข้าพเจ้า ถ้าผู้เผยพระวจนะสั่งให้ท่านทำสิ่งใหญ่โต ท่านจะไม่ทำหรือ? นี่ท่านผู้นั้นเพียงแต่บอกว่า จงไปอาบน้ำแล้วจะสะอาด ท่านจะไม่ทำยิ่งกว่านั้นหรือ?"

คำพูดที่เรียบง่ายนี้แทงทะลุความโกรธของนาอามาน เขาหยุดคิด ทิ้งทิฐิ ถอดชุดเกราะและเสื้อคลุมราคาแพงออก เผยให้เห็นผิวหนังที่เน่าเปื่อยน่ารังเกียจต่อหน้าลูกน้องทุกคน เขาเดินลงไปในแม่น้ำจอร์แดนที่ขุ่นมัว ครั้งที่ 1... ครั้งที่ 2... ครั้งที่ 3... ความสงสัยอาจยังเกาะกินใจ แต่เขาก็ยังคงก้มหัวจุ่มลงไปในน้ำจนถึงครั้งที่ 6

บทเรียน: กัลยาณมิตรและการถอดเปลือก

* คุณค่าของเพื่อนแท้: คนรับใช้กล้าเตือนสติเจ้านายด้วยความรัก ในช่วงเวลาที่เราตาบอดเพราะความโกรธหรืออีโก้ การมีกัลยาณมิตรที่กล้าดึงเรากลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงคือพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

* ความกล้าหาญที่จะอ่อนแอ (Vulnerability): การถอดชุดเกราะลงน้ำ คือสัญลักษณ์ของการยอมรับความจริง นาอามานต้องยอมเปลือยเปล่า ให้ทุกคนเห็นความอ่อนแอที่แท้จริงของเขา การเยียวยาจะเริ่มต้นขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเราเลิกเสแสร้งว่า "เราไม่เป็นไร"

5: การบังเกิดใหม่ และพระคุณที่ให้เปล่า

- เมื่อนาอามานจุ่มตัวลงไปในแม่น้ำครั้งที่ 7 และโผล่พ้นน้ำขึ้นมา ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น! ผิวหนังที่เคยเน่าเปื่อยกลับกลายเป็นผิวที่สะอาดบริสุทธิ์ "เหมือนเนื้อของเด็กเล็ก" นาอามานไม่ได้หายแค่โรคทางกาย แต่จิตวิญญาณของเขาก็ได้รับการชำระล้างด้วย

เขารีบกลับไปหาเอลีชา คราวนี้เขาไม่ได้เป็นแม่ทัพผู้เย่อหยิ่งอีกต่อไป เขายืนอยู่หน้าผู้เผยพระวจนะและประกาศว่า "บัดนี้ข้าพเจ้าทราบแล้วว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดทั่วทั้งพิภพ นอกจากในอิสราเอล" นาอามานพยายามยัดเยียดทรัพย์สมบัติมหาศาลให้เอลีชาเพื่อตอบแทน แต่เอลีชาปฏิเสธอย่างเด็ดขาด เขายืนยันว่าพระคุณของพระเจ้านั้น "ให้เปล่า" และไม่สามารถซื้อขายได้

บทเรียน; การเปลี่ยนแปลงจากภายใน และของขวัญที่ประเมินค่าไม่ได้

* ความสมบูรณ์แบบที่เกิดจากการเชื่อฟัง: การจุ่มน้ำ 7 ครั้ง (เลข 7 คือความสมบูรณ์) สอนให้รู้ว่าเราต้องทำตามขั้นตอนของความถูกต้องจนสุดทาง ไม่ใช่ยอมแพ้กลางคัน

* พระคุณไม่ใช่งานบริการ: เอลีชาปฏิเสธเงินทองเพื่อยืนยันว่า ความรักและการช่วยเหลือจากพระเจ้า (หรือสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต) ไม่ใช่สิ่งที่เราสามารถ "ใช้เงินซื้อ" หรือ "ทำความดีแลกมา" ได้ แต่มันคือของขวัญที่ต้องรับไว้ด้วยความซาบซึ้งใจล้วนๆ

6: เงาสะท้อนแห่งความโลภ บทสรุปของ "เกหะซี"

- เรื่องราวน่าจะจบลงอย่างสวยงาม แต่มนุษย์ก็ยังคงเป็นมนุษย์ "เกหะซี" คนรับใช้คนสนิทของเอลีชา มองเห็นสมบัติที่นาอามานขนกลับไปแล้วเกิดความเสียดาย เขาแอบวิ่งตามขบวนรถรบของนาอามานไป แล้วโกหกว่าเอลีชาเปลี่ยนใจ ขอเงินและเสื้อผ้าให้แขกที่เพิ่งมาถึง นาอามานด้วยความยินดีจึงมอบให้มากกว่าที่ขอเสียอีก เกหะซีนำของไปซ่อนไว้อย่างแนบเนียน

เมื่อเขากลับมาหาอาจารย์ เอลีชาถามว่า "เกหะซีเจ้าไปไหนมา?" เขาโกหกซ้ำว่าไม่ได้ไปไหน เอลีชาผู้รู้ทันเหตุการณ์ฝ่ายวิญญาณจึงพูดด้วยความปวดร้าวว่า "จิตใจของข้าไม่ได้ไปกับเจ้าหรือ... เวลานี้เป็นเวลาที่จะรับเงิน รับเสื้อผ้า สวนมะกอกเทศ หรือ? เพราะฉะนั้น โรคเรื้อนของนาอามานจะติดอยู่กับเจ้าและพงศ์พันธุ์ของเจ้าตลอดไป" เมื่อเกหะซีเดินออกไป เขาก็กลายเป็นโรคเรื้อนขาวโพลนราวกับหิมะ

บทเรียน-หายนะของความโลภที่ซ่อนเร้น

* ใกล้ชิด แต่จิตใจห่างไกล: เกหะซีอยู่ใกล้เอลีชา เห็นการอัศจรรย์มาตลอด แต่ใจเขากลับตกเป็นทาสของวัตถุ เตือนสติว่าการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี หรือมีตำแหน่งทางศาสนา/สังคมที่ดี ไม่ได้การันตีว่าจิตใจของเราจะบริสุทธิ์ตามไปด้วย

* โรคเรื้อนทางใจที่ติดต่อได้: นาอามานผู้เป็นคนต่างชาติได้รับการรักษาเพราะความถ่อมใจและเชื่อฟัง ในขณะที่เกหะซีผู้รับใช้ใกล้ชิดกลับรับโรคเรื้อนนั้นมาแทนเพราะความโลภและการโกหก ความโลภทำลายทุกสิ่งที่สร้างมา และทิ้งบาดแผลไว้ถึงคนรุ่นหลัง

เรื่องราวของนาอามานและเกหะซี จบลงด้วยความแตกต่างอย่างสุดขั้ว เพื่อเตือนใจให้เราตรวจสอบจิตใจตัวเองอยู่เสมอครับ ว่าเรากำลังเดินลงน้ำเพื่อชำระอีโก้แบบนาอามาน หรือกำลังวิ่งตามขบวนรถเพื่อกอบโกยเศษสมบัติแบบเกหะซี

เสียงเรียกของปัญญา20ปัญญาร้องเสียงดังอยู่ที่ถนนเธอเปล่งเสียงของเธอที่ลานเมือง21เธอร้องเรียกอยู่ตามหัวถนนที่จอแจเธอกล่าวถ...
04/04/2026

เสียงเรียกของปัญญา
20ปัญญาร้องเสียงดังอยู่ที่ถนน
เธอเปล่งเสียงของเธอที่ลานเมือง
21เธอร้องเรียกอยู่ตามหัวถนนที่จอแจ
เธอกล่าวถ้อยคำที่ทางเข้าประตูเมืองว่า
22“คนรู้น้อยเอ๋ย พวกเจ้าจะรักความรู้น้อยไปนานเท่าไร?
คนที่ชอบเยาะเย้ยจะพอใจในการเยาะเย้ยไปนานเท่าไร?
และคนโง่จะเกลียดความรู้นานเท่าไร?
23จงหันมาสนใจคำตักเตือนของข้า
นี่แน่ะ ข้าจะเทความคิดของข้าให้เจ้าทั้งหลาย
ข้าจะให้ถ้อยคำของข้าแจ้งแก่พวกเจ้า
24เพราะข้าได้เรียกแล้ว แต่พวกเจ้าปฏิเสธ
ข้ายื่นมือออก แต่ไม่มีใครใส่ใจ.

คำหนุนใจเรื่อง
ปัญญา"

บทเรียน

1. ไม่มีทางออกหรือ. แค่คำโกหก
บ่อยครั้งที่เราทำผิดพลาดก้าวพลาด แล้วเราบอกตัวเองหรือคนอื่นว่า "ฉันไม่รู้จริงๆ" "ฉันไม่มีทางเลือก" แต่ความจริงที่บาดลึกก็คือ สติปัญญามันยืนตะโกนบอกเราอยู่ตรงหน้าแล้ว! ลึกๆ ในใจเรา "รู้" ว่าอะไรถูกอะไรผิด เรา "รู้" ว่าความสัมพันธ์นี้เป็นพิษ เรา "รู้" ว่าการตัดสินใจนี้มาจากความโลภไม่ใช่ความถูกต้อง เรารู้ว่าการโกงเงิน การนินทา การเยาะเย้ยมันผิด แต่เราเลือกที่จะ "อุดหู" แล้วเดินตามใจตัวเองต่างหาก เราไม่ได้ขาดสติปัญญา เราแค่ปฏิเสธที่จะฟังมัน

2. สติปัญญาไม่ใช่เรื่องบนหิ้ง แต่เป็นเรื่องบนถนน
สุภาษิตบทนี้กำลังตะโกนบอกเราว่า ปัญญาต้องถูกนำมาใช้ที่ "หัวถนนที่จอแจ" ปัญญาต้องทำงานตอนที่คุณกำลังจะกดส่งข้อความด่าใครสักคนในโซเชียล ปัญญาต้องอยู่กับคุณตอนที่คุณกำลังชั่งใจว่าจะนินทาคนนี้ดีไหม จะโกงเงินพี่น้องคนนี้ดีไหม สติปัญญาที่แท้จริงต้องเปื้อนฝุ่นบนถนนแห่งชีวิตจริง ไม่ใช่วาทกรรมสวยหรูบนหิ้งที่พี่น้องเข้าไม่ถึง

3. ทางเลือกมีผลลัพธ์เสมอ
ปัญญาไม่ได้บังคับให้เราฟัง เธอเพียงแค่ "ร้องเรียก" ท่ามกลางเสียงอึกทึกของกิเลสและความวุ่นวาย เธอให้อิสระเราในการตัดสินใจ แต่การเพิกเฉยต่อเสียงนั้น ก็คือการที่เราเลือกรับผลแห่งความพินาศด้วยตัวเราเอง เสียงของโลกอาจจะดังกว่า หอมหวานกว่า และเย้ายวนกว่า แต่เสียงของปัญญาคือเสียงเดียวที่จะช่วยชีวิตเราไว้ได้ในท้ายที่สุด

ที่อยู่

ประชารักษ์
Khon Kaen
40000

เบอร์โทรศัพท์

+66621430355

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Bible Talk Thailandผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์