KKCH KKCH ONLINE • KKCH NEWS • KKCH LIVE

จ.ขอนแก่น❗️สดุดี​ทหารกล้า​ จัดพิธีพระราชทานเพลิงศพ พลทหารสิรวิชญ์​ เสียชีวิตจากเหตุการณ์ปะทะที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชาอ.สีช...
31/07/2025

จ.ขอนแก่น❗️สดุดี​ทหารกล้า​ จัดพิธีพระราชทานเพลิงศพ พลทหารสิรวิชญ์​ เสียชีวิตจากเหตุการณ์ปะทะที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา

อ.สีชมพู​ จังหวัด​ขอนแก่น​สดุดี​ทหารกล้า​ จัดพิธีพระราชทานเพลิงศพ พลทหารสิรวิชญ์​ ภิญโญ​สุข​ผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่​เสียชีวิตจากเหตุการณ์ปะทะที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ในการพระราชทานเพลิงศพ​

เมื่อเวลา​17.00​น.วันที่ 30 กรกฎาคม​ 2568​ พลตรีกิตติพงษ์​ เนื่องชมภู ผบ.มณฑลทหารบกที่​23 จัดทหารกองเกียรติยศรับศพทหารกล้า​ พลทหารสิรวิชญ์​ภิญโญ​สุข​ ผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่​ เมื่อวันที่​ 28 กรกฎาคม​ 2568​ ที่ วัดสายทอง​ ต.หนองแดง​ อ.สีชมพู​ จ.ขอนแก่น​ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ในการพระราชทานเพลิงศพ​พลทหารสิรวิชญ์​ภิญโญสุข​ ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ปะทะที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา

ต่อมาเมื่อเวลา 19.00​น​.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เชิญน้ำหลวงอาบศพ และพระราชทานพวงมาลา วางหน้าหีบศพ พลทหาร สิรวิชญ์ ภิญโญสุข ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา จากนั้นนายไกรสร​ กองฉลาด​ ผู้ว่าราชการ​จังหวัดขอนแก่น​เป็นประธานในพิธีพระราชทาน​น้ำหลวงอาบศพ​วางพวงมาลาพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว​และพระบรมวงศานุวงศ์​ เป็นประธานในพิธีพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม​ และมอบสิ่งของพระราชทานพร้อมทั้งปลอบขวัญเป็นกำลังใจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต​เพื่อเชิดชูเกียรติในความเสียสละอันหาญกล้าของกำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติ โดยมีผู้แทนกระทรวงวัฒน​ธรรม​ ปลัดจังหวัด​ หัวหน้าสำนักงานจังหวัด​ วัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น​ข้าราชการ​และประชาชนในพื้นที่อำเภอสีชมพูร่วมสดุดีทหารกล้า​ เป็นจำนวนมาก

ในการนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้เชิญพวงมาลาพระราชทาน และพวงมาลาประทาน ไปวางหน้าหีบศพ เพื่อแสดงความไว้อาลัยและสดุดีแด่ผู้เสียชีวิต อีกทั้งเป็นการถวายขวัญและกำลังใจแก่ครอบครัวของผู้วายชนม์ ซึ่งได้แสดงความจงรักภักดีด้วยการเสียสละเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้เชิญตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ไปมอบแก่ครอบครัวพลทหารสิรวิชญ์ ภิญโญสุข พร้อมทั้งทรงรับศพไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ และพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ อันเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ทรงมีต่อกำลังพลผู้เสียชีวิตและครอบครัว

‘อนุชา’❗️หนุน 3 ข้อเสนอสมัชชาจังหวัด ‘จัดการภัยน้ำ-บุหรี่ไฟฟ้า-ขนส่งสาธารณะ’ ดันสู่ยุทธศาสตร์ จ.นครปฐมรมช.อนุชา ร่วมเปิด...
30/07/2025

‘อนุชา’❗️หนุน 3 ข้อเสนอสมัชชาจังหวัด ‘จัดการภัยน้ำ-บุหรี่ไฟฟ้า-ขนส่งสาธารณะ’ ดันสู่ยุทธศาสตร์ จ.นครปฐม

รมช.อนุชา ร่วมเปิดเวที “สมัชชาสุขภาพจังหวัดนครปฐม” ระดมภาคีเครือข่ายเข้าหารือ-แลกเปลี่ยน พัฒนานโยบายสาธารณะ 3 ประเด็น “จัดการความเสี่ยงอุทกภัย – ป้องกันเด็กนักเรียนจากบุหรี่ไฟฟ้า – ออกแบบบริการขนส่งสาธารณะในเมือง” ก่อนสังเคราะห์เป็นข้อเสนอยื่นเข้าสู่วาระยุทธศาสตร์จังหวัดต่อไป

นายอนุชา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และรองประธานกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ร่วมเปิดการประชุมสมัชชาสุขภาพจังหวัดนครปฐม ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สภาองค์กรของผู้บริโภค และหน่วยงานภาคีเครือข่าย ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม โดยเวทีสมัชชาสุขภาพจังหวัดนครปฐม ได้มีการหารือแลกเปลี่ยนใน 3 ประเด็น ประกอบด้วย 1. จัดการความเสี่ยงภัยพิบัติ (อุทกภัย) ระดับชุมชน 2. บุหรี่ไฟฟ้า…ภัยเงียบในชั้นเรียน 3. การบริการขนส่งสาธารณะในเมืองนครปฐม ก่อนที่จะสังเคราะห์ออกมาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อส่งมอบเข้าสู่วาระยุทธศาสตร์จังหวัดต่อไป

นายอนุชา เปิดเผยว่า ในฐานะคนนครปฐม ตนมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมสมัชชาสุขภาพจังหวัดที่ทำให้กับชาวนครปฐม ผ่านกระบวนการระดมความคิดเห็นของทุกภาคส่วน ที่เป็นความรู้สึกจริงจากภาคประชาชนหรือภาคเอกชนโดยตรง ซึ่งรวบรวมสภาพปัญหาและบริบทต่างๆ เพื่อทำให้เกิดข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมส่งให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด ได้นำไปปฏิบัติหรือขับเคลื่อนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ส่วนในบทบาทของ รมช.สธ. ก็จะขอทำหน้าที่อย่างดีที่สุดในการร่วมขับเคลื่อนงานต่างๆ
นายอนุชา กล่าวว่า สำหรับวาระทั้ง 3 ประเด็นที่มีการพูดคุยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภัยพิบัติ ตนมองว่านอกจากปัญหาเรื่องของน้ำท่วมน้ำแล้งแล้ว สิ่งที่ยังพบบ่อยคือน้ำเสีย ที่ส่งผลกระทบไปถึงเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต จึงเป็นสิ่งที่ต้องหาวิธีแก้ไขให้เข้มงวดมากขึ้น ส่วนเรื่องของบุหรี่ไฟฟ้า ก็เป็นปัญหาสำคัญที่ทุกคนต้องช่วยกันปกป้องเด็กและเยาวชน โดยในฐานะที่ตนเป็นผู้มีประสบการณ์ตรง มองว่าปัจจัยการเลิกบุหรี่ได้นั้นอยู่ที่ปณิธานและความมั่นใจในตัวเอง ขณะที่เรื่องของบริการขนส่งสาธารณะ ในระหว่างที่ยังต้องรอ เราอาจมาหาแนวทางในการรณรงค์ เช่น ทางเดียวกันติดรถไปด้วยกัน เพื่อลดปริมาณการใช้รถยนต์ลงไปได้ด้วยเช่นกัน

รมช.สธ. กล่าวด้วยว่า อีกหนึ่งปัญหาสำคัญด้านสุขภาพของประเทศ คือเรื่องของโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ที่นอกจากจะเป็นการทำร้ายตนเองแล้วยังเป็นการทำร้ายประเทศชาติ ด้วยโรคที่เราสร้างขึ้นมาจากพฤติกรรมของตนเอง จึงจำเป็นที่จะต้องหาแนวทางในการรณรงค์เพื่อแก้ไขพฤติกรรม ซึ่งในส่วนของผู้สูงอายุอาจเป็นการยาก เพราะเข้าสู่ระยะที่ต้องมารักษาแล้ว ดังนั้นหากเราตั้งเป้าไม่อยากให้มีผู้ป่วย NCDs เพิ่ม ก็จะต้องไปแก้พฤติกรรมตั้งแต่เด็กวัยเรียน เช่น การให้เด็กคุ้นเคยกับอาหารที่รสชาติจืดลง ซึ่งก็ต้องอาศัยความร่วมมือของทางโรงเรียน ผู้ปกครอง ฯลฯ แต่หากช่วยกันสำเร็จได้ก็จะเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายของประเทศไปได้มาก

ขณะที่ น.ส.ชุติมา น้อยนารถ สมัชชาสุขภาพจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า แม้สถานการณ์อุทกภัยในภาพรวมของ จ.นครปฐม อาจไม่ค่อยได้เกิดขึ้นแบบฉับพลันรุนแรง แต่ในพื้นที่กลับเจอลักษณะน้ำท่วมเป็นประจำ (routine) และภาวะที่เจอหนักมากขึ้นคือฝนที่ตกกระหน่ำแบบฉับพลัน (Rain Bomb) ซึ่งระบบการบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะในเขตเมืองกลับไม่รองรับ ขณะเดียวกันเรื่องของอุทกภัยเองก็เคยถูกเสนอเป็นนโยบายมาแล้วหลายครั้งในเวทีสมัชชาสุขภาพจังหวัด แต่ครั้งนี้มีความตั้งใจที่จะย้อนกลับไปดูว่าเมื่อเป็นนโยบายแล้ว มีกลไกอะไรที่ยังติดขัด หรือต้องปลดล็อกอีกบ้างเพื่อให้สามารถเกิดการแก้ไขปัญหาได้จริง จึงเป็นที่มาของประเด็น “จัดการความเสี่ยงภัยพิบัติ (อุทกภัย) ระดับชุมชน”

น.ส.ชุติมา กล่าวว่า แนวทางข้อเสนอครั้งนี้ โดยหลักแล้วจะมี 2 ส่วน ส่วนแรกคือการผลักดันวาระ ‘ประตูระบายน้ำ’ ของ จ.นครปฐม ที่ยังประสบปัญหาการหาเจ้าภาพในการบริหารจัดการ ทำให้เกิดความลักลั่นการดูแลระหว่างขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) กับชลประทาน จึงต้องการให้เกิดกลไกมาร่วมกันแก้ไขปัญหา เพราะหากบริหารประตูระบายน้ำได้ดี พบว่าจะมีส่วนช่วยลดปัญหาวิกฤตของน้ำได้ถึง 50-60% ขณะที่อีกส่วนคือการให้อำเภอเป็น ‘เซนเตอร์’ ของการบริหารจัดการภัยพิบัติในยามวิกฤต เพราะพบว่าจะมีศักยภาพในการจัดการกับภาวะวิกฤตได้มากกว่า อบต.

นางจริยาพันธ์ รุจิรัชกุล นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครปฐม (สสจ.นครปฐม) กล่าวว่า จากการสำรวจสถานศึกษาตั้งแต่ระดับชั้นประถมจนถึงมัธยม ประมาณเกือบ 300 แห่งใน จ.นครปฐม พบว่ามีเด็กสูบบุหรี่ไฟฟ้าถึง 13.5% แล้วยังพบว่าอายุน้อยที่สุดคือ 8 ขวบ จึงถือเป็นสถานการณ์ของจังหวัดที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วง ซึ่งประเด็นของบุหรี่ไฟฟ้าเองก็ถูกยกให้เป็นปัญหาสำคัญอันดับ 1 ที่ประชาชนต้องการให้ทางจังหวัดแก้ไขอีกด้วย จากการที่ผู้ว่าราชการจังหวัดได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนเพื่อสอบถามว่ามีปัญหาอะไรที่ต้องการให้แก้ไขอยู่บ้าง ภายหลังจากที่เข้ามารับตำแหน่งใหม่

นางจริยาพันธ์ กล่าวว่า จากนโยบายต่างๆ ที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วมดำเนินการปกป้องเด็กและเยาวชนในการสูบบุหรี่ไฟฟ้า พบว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จะต้องก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญ ซึ่งที่ผ่านมา อปท. เองก็มีตัวชี้วัด Local Performance Assessment (LPA) ที่ประเมินผลในการควบคุมยาสูบอยู่แล้ว หากแต่ตัวชี้วัดด้านนี้กลับมีสัดส่วนคะแนนไม่มาก จึงทำให้ อปท. ส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่ทำ ดังนั้นข้อเสนอหนึ่งในประเด็น “บุหรี่ไฟฟ้า…ภัยเงียบในชั้นเรียน” จึงต้องการให้ทางจังหวัดกำหนดเป็นนโยบายที่ชัดเจน โดยอาจยืนยันว่า LPA นี้จำเป็นต้องทำ เพื่อให้ อปท. ดำเนินการในเรื่องนี้

นายกิตติพัฒน์ ปราการรัตน์ ตัวแทนกลุ่มเจดีย์ กล่าวว่า การขาดระบบขนส่งสาธารณะ ทำให้คนที่อยู่ในเมืองไม่เพียงประสบปัญหาการจราจรติดขัดเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อการใช้ชีวิตที่ส่งผลไปถึงสุขภาพได้ ซึ่งทุกวันนี้การมุ่งไปใช้รถส่วนตัว ก็ส่งผลให้ครอบครัวต้องก่อหนี้ที่ไม่จำเป็นจากการซื้อรถให้นักเรียนนักศึกษาใช้เดินทางไปเรียน ในขณะที่การมีขนส่งสาธารณะจะมีส่วนช่วยให้สุขภาพคนดีขึ้นได้ เพราะมีการเดินเพิ่มขึ้น รวมถึงทำให้สภาพแวดล้อมเกิดมลพิษน้อยลง และเมื่อคนใช้ระยะเวลาบนท้องถนนน้อยลง ก็มีเวลาไปทำอย่างอื่นมากขึ้น ทั้งยังเป็นการสร้างความเท่าเทียมในสังคมมากขึ้น จึงเป็นที่มาของประเด็น “การบริการขนส่งสาธารณะในเมืองนครปฐม”

นายกิตติพัฒน์ กล่าวว่า ความจริงแล้วกระบวนการพัฒนานโยบายเรื่องนี้ ถือเป็นเรื่องใหญ่และยังต้องทำกันในอีกหลายครั้ง แต่เมื่อเวทีสมัชชาสุขภาพจังหวัดมองเห็นว่าเป็นนโยบายสำคัญที่ต้องผลักดัน จึงได้นำเอากระบวนการคิดเข้ามาร่วมกันค้นหารูปแบบของรถสาธารณะที่จะเกิดขึ้นได้ โดยข้อเสนอสำคัญที่สื่อสารไปถึงจังหวัด คือการอยากให้จังหวัดรับบทบาทเป็นเจ้าภาพหลักของการขับเคลื่อนเรื่องนี้ ซึ่งจะมีส่วนผลักดันให้ อปท. พื้นที่ต่างๆ ยินดีที่จะเข้ามาร่วมกันทำให้เกิดขึ้นด้วยเช่นกัน

ในส่วนของ นายปรีชา ดิลกพรเมธี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า เห็นด้วยกับข้อเสนอในทุกประเด็น โดยในหลายข้อเสนอของสมัชชาสุขภาพจังหวัดนครปฐม ส่วนหนึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีการดำเนินการกันอยู่แล้ว แต่ก็อาจมีบางประเด็นน่าสนใจที่ถูกเพิ่มเข้ามา ซึ่งข้อเสนอเชิงนโยบายที่ได้รับมอบจากภาคีเครือข่ายมาในวันนี้ หากส่วนไหนมีการดำเนินการอยู่แล้วก็จะขอนำไปหนุนเสริม ส่วนไหนเป็นความคิดเห็นเพิ่มเติมที่เป็นประโยชน์ ก็จะขอนำไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการต่อ

ด้าน รศ. ดร.เกศินี ประทุมสุวรรณ กรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า สมัชชาสุขภาพจังหวัดนครปฐม ถือเป็นเครือข่ายการทำงานร่วมกันขององค์กรภาคีหลากหลายภาคส่วน เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาในพื้นที่เรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นการเชิญหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ภาคีภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม มาร่วมกันพัฒนานโยบายสาธารณะ และขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน ภายใต้เป้าหมายเดียวกัน

รศ. ดร.เกศินี กล่าวว่า หลายนโยบายที่เกิดขึ้นก็เป็นการเดินหน้าที่ต่อเนื่องมาจากมติระดับชาติ ซึ่งมีความเชื่อมโยงมาถึงระดับพื้นที่ เช่น มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เรื่อง การจัดการภัยพิบัติธรรมชาติโดยชุมชนท้องถิ่นเป็นศูนย์กลาง หรือมติสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น การปกป้องเด็กและเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า โดยการขับเคลื่อนมติเหล่านี้มีบทบาทของ อปท. เป็นส่วนสำคัญ และกระบวนการของสมัชชาสุขภาพจังหวัดจะมาพูดคุยกันจากประสบการณ์จริงจากแต่ละส่วน ว่ามีข้ออ่อน ข้อจำกัด หรือเงื่อนไขอะไรที่ยังดำเนินการไม่ได้ เพื่อแปลงเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่ทุกภาคส่วนจะมาช่วยกันขับเคลื่อน

“ส่วนนโยบายระดับชาติของปีนี้ ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาร่วมกันของหลายภาคส่วน ทางภาคีเครือข่ายภาคส่วนต่างๆ จะมีการไปพบกันเพื่อร่วมกันพิจารณาและรับรองในเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 พ.ศ. 2568 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-28 พ.ย. 2568 ณ อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จ.นนทบุรี” กรรมการสุขภาพแห่งชาติ ระบุ

“ตม.ขอนแก่น”เข้ม❗️ตรวจสอบต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา หลังเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ปะทุขานรับนโยบายผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแ...
30/07/2025

“ตม.ขอนแก่น”เข้ม❗️ตรวจสอบต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา หลังเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ปะทุ

ขานรับนโยบายผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเข้มตรวจสอบต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันที่ 30 กค.68 เวลา 09.30 น.ภายใต้การอำนวยการ พ.ต.ท.โสรัจ วิชยสุทธิ์ สวญ ตม.ตม.จว.ขอนแก่น มอบหมายให้ เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จว.ขอนแก่น ตำรวจ สภ.เวฬุวัน ร่วมกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ฝ่ายปกครอง จว.ขอนแก่น ตร.ท่องเที่ยวขอนแก่น กอ.รมน.จว.ขอนแก่น เทศบาลตำบลบ้านค้อ กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน ได้ร่วมกันออกตรวจเยี่ยม/ตรวจสอบแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ตามบัญชีรายชื่อของจัดหางานจังหวัด ในพื้นที่รับผิดชอบ สภ.เวฬุวัน จำนวน 2 แห่ง ดังนี้

1.แคมป์พักคนงาน เลขที่ 155/170 บ.โคกเปี้ย ต.บ้านค้อ อ.เมือง ตว.ขอนแก่น (ตามบัญชีรายชื่อ 40 ราย) พบแรงงานชาวกัมพูชา ตรวจสอบเอกสาร พบ 4 ราย ไม่แจ้งการเข้ามาพักในพื้นที่ จึงได้ร่วมกันจับกุม นาย ทองสุข วิชาผา ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

2.แค้มป์คนงาน เลขที่ 142/1 บ.หนองค้า ต.สำราญ อ.เมือง จว.ขอนแก่น (ตามบัญชีรายชื่อ 38 ราย) ไม่พบแรงงานชาวกัมพูชาแต่อย่างใด ได้สอบถามเจ้าของสถานที่ และนายจ้าง ทราบว่า มีการแจ้งย้ายไปทำงานในพื้นที่อื่นแล้ว

พร้อมกันนี้ได้กำชับนายจ้างและตัวต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับกฎหมาย อย่างเคร่งครัด

มข.❗️รับบริจาคโลหิต ยอดผู้บริจาคพุ่งกว่า 4 เท่า ความตระหนักของปชช.ต่อสถานการณ์ที่เกิดการปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาโครงก...
30/07/2025

มข.❗️รับบริจาคโลหิต ยอดผู้บริจาคพุ่งกว่า 4 เท่า ความตระหนักของปชช.ต่อสถานการณ์ที่เกิดการปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา

โครงการบริจาคโลหิตครั้งนี้ได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากประชาชนที่มีจิตศรัทธา โดยมีผู้บริจาคโลหิตรายใหม่ 46 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าเมื่อเทียบกับครั้งที่ผ่านมา รวมผู้บริจาคโลหิตได้ 161 ราย ได้ปริมาณโลหิต 64,400 ซีซีเชื่อว่าส่วนหนึ่งมาจากการที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เชิญชวนผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ รวมถึงความตระหนักของประชาชนต่อสถานการณ์ที่เกิดการปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ตลอดจนเพื่อสำรองไว้ในคลังโลหิต โรงพยาบาลศรีนครินทร์ สำหรับใช้ในการรักษาผู้ป่วยฉุกเฉิน และรองรับสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ บริเวณโถงชั้น 1 อาคารสิริคุณากร สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น อาจารย์ณัฐสมล ธนกุลรังสฤษดิ์ รองอธิการบดีฝ่ายกฎหมายและสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นประธานการจัดโครงการบริจาคโลหิตเคลื่อนที่ สำนักงานอธิการบดี ครั้งที่ 14 ซึ่งฝ่ายกฎหมายและสื่อสารองค์กร และกองสื่อสารองค์กร ร่วมกับ คลังเลือดกลาง คณะแพทยศาสตร์ จัดขึ้น โดยมีผู้บริหาร บุคลากร นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมกิจกรรมบริจาคโลหิตจำนวน 213 ราย มีผู้ผ่านเกณฑ์การตรวจจากแพทย์และสามารถบริจาคโลหิตได้ 161 ราย ได้ปริมาณโลหิต 64,400 ซีซี

โครงการบริจาคโลหิตครั้งนี้ได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากประชาชนที่มีจิตศรัทธา โดยมีผู้บริจาคโลหิตรายใหม่ 46 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าเมื่อเทียบกับครั้งที่ผ่านมา เชื่อว่าส่วนหนึ่งมาจากการที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นเชิญชวนผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ รวมถึงความตระหนักของประชาชนต่อสถานการณ์ที่เกิดการปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา

อาจารย์ณัฐสมล ธนกุลรังสฤษดิ์ รองอธิการบดีฝ่ายกฎหมายและสื่อสารองค์กร กล่าวว่า การรับบริจาคโลหิตครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อเก็บสำรองในคลังโลหิตโรงพยาบาลศรีนครินทร์ และใช้ในกรณีเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะเหตุการณ์ความไม่สงบในการปะทะกันบริเวณชายแดน ซึ่งต้องการเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์ฉุกเฉินให้เพียงพอต่อความต้องการ

“กิจกรรมครั้งนี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้บริหาร บุคลากร อาจารย์ นักศึกษา ตลอดจนประชาชนทั่วไป การที่ประชาชนให้ความร่วมมือและแสดงน้ำใจเพื่อนมนุษย์ผ่านการบริจาคโลหิตในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสามัคคีและจิตอาสาของคนไทยที่ยืนหยัดเคียงข้างกันในยามยากลำบาก โลหิตที่ได้รับบริจาคจะถูกนำไปเก็บสำรองและใช้ในการดูแลผู้ป่วยทั้งในสถานการณ์ปกติและสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งถือเป็นการเตรียมความพร้อมที่สำคัญต่อการบริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลศรีนครินทร์ในการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น การจัดกิจกรรมรับบริจาคโลหิตนี้ดำเนินการต่อเนื่องทุก 3 เดือน เพื่อให้มีโลหิตสำรองเพียงพอและสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที นอกจากเป็นการทำบุญแล้ว ยังเป็นการสร้างวินัยให้ผู้บริจาคได้ดูแลสุขภาพร่างกายตัวเองเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนมาบริจาคโลหิต ทำให้ได้ทั้งสุขภาพและได้บุญร่วมด้วย”

ด้าน นายปิยะณัฐ กุลชะโมรินทร์ วิศวกรไฟฟ้า กองอาคารและสถานที่ กล่าวว่า “เป็นครั้งที่ 18 แล้วที่มาบริจาคเลือด และรู้สึกดีทุกครั้ง เป็นสิ่งที่เราสามารถให้ได้ทุกสามเดือน อยากเชิญชวนให้ทุกคนมาช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ด้วยกันนะครับ” นางสาวนภัสสร สมภาร นักตรวจสอบภายใน, นางสาวนภัสสร สมภาร นักตรวจสอบภายใน ปฏิบัติการ กองตรวจสอบภายใน มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า เป็นการบริจาคโลหิตครั้งที่ 5 โดยเริ่มบริจาคตั้งแต่อายุ 18 ปี

“เรามาบริจาคเพื่อการกุศล แต่ก่อนน้ำหนักไม่ถึงเกณฑ์ แต่เดี๋ยวนี้น้ำหนักพอแล้วก็เลยบริจาคเรื่อยๆ ตั้งใจจะบริจาคไปตลอด เชื่อว่าการบริจาคโลหิตมีประโยชน์ ได้ช่วยต่อชีวิตในหลายๆ ชีวิต อยากเชิญชวนคนอื่นที่มีน้ำหนักถึงเกณฑ์ สุขภาพดี มาบริจาคกันได้เยอะๆ” นางสาวนภัสสรกล่าว

ขณะที่จ่าสิบเอกธวัช ชัยรบ สังกัดกรมทหารราบที่ 8 นำกำลังพลมาร่วมบริจาคโลหิตจำนวน 11 นาย สามารถบริจาคได้ 8 นาย ส่วนที่เหลือรอเอกสารบัตรประชาชน เผยว่า การบริจาคโลหิตเป็นงานประจำของหน่วยที่ดำเนินการทุกเดือน“สำหรับการบริจาคโลหิตของกรมทหารราบที่ 8 ในห้วงที่ผ่านมาบริจาคทุกเดือนอยู่แล้ว เป็นหนึ่งในงานหลัก การช่วยเหลือประชาชนและให้บริการสำหรับผู้ที่มีความต้องการ มีประชาชนจำนวนมากที่เข้าไปขอความอนุเคราะห์ ทางหน่วยจึงจัดกำลังพลออกให้บริจาคเป็นงานประจำ การมาที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นความร่วมมือที่มีต่อกันมาตลอด”

นอกจากนี้ ยังมีชาวต่างชาติร่วมกิจกรรม โดยนาย Saw Aung Thein Oo จากประเทศเมียนมา ที่จบการศึกษาด้าน Global Business วิทยาลัยนานาชาติ มข. และปัจจุบันทำงานที่ศูนย์ส่งเสริมวิสาหกิจและสังคมยั่งยืน มหาวิทยาลัยขอนแก่น เผยว่า นี่เป็นการบริจาคโลหิตครั้งที่ 3 ของเขา

“คิดว่าการบริจาคโลหิตสำคัญ เพราะเราไม่เสียอะไร แต่ได้ช่วยเหลือคนที่ได้ช่วยชีวิต รู้สึกดีใจเหมือนได้ทำบุญ อยากให้เพื่อนมาบริจาคเยอะๆ เพราะไม่ใช่แค่การบริจาคเฉยๆ แต่เป็นการทำบุญช่วยชีวิตคน ไม่เสียอะไรเลย แถมยังได้รู้สึกสบายใจด้วย เพราะเราทำอะไรดีบางอย่าง” Saw Aung Thein Oo กล่าว

ทั้งนี้ โครงการบริจาคโลหิตเคลื่อนที่ สำนักงานอธิการบดีครั้งต่อไป จะจัดขึ้นในเดือนตุลาคม 2568 สำหรับผู้ที่สนใจร่วมบริจาคโลหิตสามารถเดินทางมาได้ทุกวันที่คลังเลือดกลาง บริเวณชั้นที่ 1 อาคารกัลยาณิวัฒนานุสรณ์ คลังเลือดกลาง คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 043-363945 ทุกวันจนถึงเวลา 19.00 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว❗️ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน มอบแ...
29/07/2025

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว❗️ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน มอบแก่ทหารบาดเจ็บจากเหตุปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 ที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่นผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดขอนแก่น รายงานว่สพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่พลทหารกิตติพงษ์ ดามะนาว สังกัดกรมทหารราบที่ 8 ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากแรงกระแทกของกระสุนปืนใหญ่ จากเหตุปะทะบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเข้ารับการรักษาเบื้องต้นที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ก่อนส่งตัวมารักษาต่อที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์

ในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมรับพลทหารกิตติพงษ์ ดามะนาว ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่มีต่อกำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติ การได้รับพระราชทานสิ่งของและการดูแลในพระบรมราชานุเคราะห์ในครั้งนี้ ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แก่ผู้ได้รับบาดเจ็บ ครอบครัว ตลอดจนเพื่อนทหารและประชาชนทั่วไป ซึ่งต่างสำนึกในพระเมตตาที่ทรงห่วงใยพสกนิกรทุกหมู่เหล่า

พร้อมกันนี้พลตรี กิตติพงษ์ เนื่องชมภู ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 23 และนางกุมารี เนื่องชมภู ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 23 เยี่ยมให้กำลังใจ พลฯ กิตติพงษ์ ดามะนาว สังกัดกรมทหารราบที่ 8 ซึ่งปฏิบัติภารกิจป้องกันประเทศพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากแรงกระแทกของกระสุนปืนใหญ่ จากเหตุปะทะบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเข้ารับการรักษาเบื้องต้นที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ก่อนส่งตัวมารักษาต่อที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ โดยมีคนในครอบครัวของ พลทหารกิตติพงษ์คอยดูแลอยู่ไม่ห่าง

ด้านพล.ต.กิตติพงษ์ กล่าวว่าเพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่น สร้างขวัญ และให้กำลังใจครอบครัวของกำลังพล ซึ่ง กองทัพบก พร้อมที่จะดูแลกำลังพล อย่างเต็มที่ และขอขอบคุณที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถในการปกป้องอธิปไตยของประเทศชาติ ราชบัลลังค์ และความผาสุขของประชาชนชาวไทย

‘พัทยา’ ใช้ธรรมนูญพัฒนาเมือง❗️สร้างสุขภาวะดี ‘คนทำงานกลางคืน’ ยกระดับช่างสัก-ดูแลแรงงานนอกระบบ พัทยา ใช้ธรรมนูญพัฒนาเมือ...
29/07/2025

‘พัทยา’ ใช้ธรรมนูญพัฒนาเมือง❗️สร้างสุขภาวะดี ‘คนทำงานกลางคืน’ ยกระดับช่างสัก-ดูแลแรงงานนอกระบบ

พัทยา ใช้ธรรมนูญพัฒนาเมือง! ผลักดันเมืองสุขภาวะดี มีความปลอดภัยและน่าอยู่สำหรับทุกคน ชง การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยกลุ่มอาชีพช่างสัก ดูแลสวัสดิการชีวิตคนทำงานกลางคืน ป้องเด็กเยาวชนในสถานศึกษาจากบุหรี่ไฟฟ้า เข้าสู่วาระสมัชชาสุขภาพเมืองพัทยาครั้งที่ 3 พ.ศ. 2568

เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับเมืองพัทยาและภาคีเครือข่ายจัด ประชุมคณะกรรมการสนับสนุนการจัดและขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพเมืองพัทยา ครั้งที่ 2/2568 เพื่อร่วมกันนำสนอความคืบหน้าและถกแถลงประเด็นสาธารณะ ได้แก่ ธรรมนูญกลุ่มอาชีพช่างสักเมืองพัทยา การพัฒนาคุณภาพชีวิตและระบบสวัสดิการกลุ่มแรงงานนอกระบบในเวลากลางคืน และมาตรการป้องกันเด็กและเยาวชนห่างไกลบุหรี่ไฟฟ้า ที่จะเข้าสู่ระเบียบวาระสมัชชาสุขภาพเมืองพัทยาครั้งที่ 3 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 26 ส.ค. 2568

ทั้งนี้ได้มีการร่วมกันลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง สช. เมืองพัทยา โรงเรียนในสังกัดเมืองพัทยาทั้ง 11 แห่ง สถานีตำรวจภูธรในพื้นที่ สมาคมชุมชนเมืองพัทยา อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) คณะกรรมการสถานศึกษา สาธารณสุขอำเภอบางละมุง เพื่อร่วมกันชับเคลื่อนมาตรการป้องกันเด็กและเยาวชนห่างไกลบุหรี่ไฟฟ้า

นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา และประธานคณะกรรมการสนับสนุนการจัดและขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพเมืองพัทยา (คจ.สพ.) กล่าวว่า เมืองพัทยาได้ขับเคลื่อนการทำงานร่วมกับ สช. มาเป็นระยะเวลาหลายปี นับตั้งแต่ปี 2565 ที่ได้จัดทำธรรมนูญสุขภาพกลุ่มอาชีพผู้ประกอบการร่มเตียงชายหาด และผู้ประกอบการนวดแผนไทย เพื่อเป็นเครื่องมือในการกำหนดกรอบทิศทางและแนวปฏิบัติการมีสุขภาวะที่ดี มีความมั่นคงในอาชีพและการมีงานทำ ในครั้งนี้จึงเป็นการขยายขอบเขตการทำงานด้านสุขภาวะไปยังมิติและกลุ่มอาชีพอื่นๆ ได้แก่ การผลักดันธรรมนูญฯช่างสักเมืองพัทยา การยกระดับคุณภาพชีวิตคนทำงานกลางคืน รวมไปถึงการป้องกันเด็กและเยาวชนให้ห่างไกลจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้า

“พัทยามีรายได้หลักจากการท่องเที่ยว และเป็นเมืองท่องเที่ยวติดอันดับ 7 ของโลก จึงต้องมุ่งมั่นที่จะดูแลเมืองให้เกิดสุขภาวะที่ดีในมิติต่างๆ ตามแนวคิดเมืองปลอดภัย มีการท่องเที่ยวที่มีมาตรฐานยั่งยืนและน่าอยู่สำหรับทุกคน และส่วนหนึ่งที่ทำให้เรานำธรรมนูญฯ มาใช้ได้ง่ายขึ้นเพราะเมืองพัทยามีอำนาจในการให้อนุญาตหรืองดอนุญาตซึ่งเป็นการให้คุณให้โทษได้ เช่น ธรรมนูญร่มเตียงชายหาดและหมอนวดแผนไทยที่เราได้ผลักดันไป ผู้ประกอบการจะต้องมาขึ้นทะเบียนกับเรา เมื่อมีธรรมนูญฯขึ้นมาแล้ว หากเขาทำผิด ก็สามารถใช้ข้อบังคับที่เมืองพัทยามีอำนาจดำเนินการได้ อย่างไรก็ตาม แม้กระทั่งพื้นที่ที่เมืองพัทยาจะไม่ได้มีอำนาจโดยตรง แต่ก็อาศัยธรรมนูญฯ ในการขับเคลื่อนเช่นกัน อย่างธรรมนูญฯเกาะล้าน ก็มีเพื่อให้เป็นกติการ่วมกันในการดูแลสิ่งแวดล้อม” นายกเมืองพัทยา กล่าว

ร.ต.อ.หญิง กัญรภา มุกดาสนิท ผู้อำนวยการสำนักสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมเมืองพัทยา กรรมการและเลขานุการ คจ.สพ. ให้รายละเอียดว่า การดูแลกลุ่มอาชีพช่างสักเมืองพัทยาผ่านการจัดธรรมนูญฯ เกิดจากการรวมกลุ่มกันของผู้ประกอบการช่างสักร่วมกับสำนักสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมเมืองพัทยา เพื่อกำหนดทิศทางนโยบาย มาตรฐานความปลอดภัยการให้บริการให้เป็นไปตามข้อกำหนดของกรมอนามัย และมุ่งหวังที่จะยกระดับไปสู่การมีหลักสูตรรับรองทางวิชาชีพช่างสักต่อไปในอนาคต

มากไปกว่านั้น คือการดูแลสุขภาวะที่ดีให้กับแรงงานที่ทำงานตอนกลางคืน ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของเมืองพัทยา แต่มีความเสี่ยงด้านสุขภาวะในหลายๆ มิติ ส่วนงานต่างๆ จึงต้องเข้ามาร่วมกันยกระดับ ทั้งในมิติการคุ้มครองสิทธิแรงงานโดยการจัดตั้งคลินิกให้บริการด้านสิทธิและจัดให้มีระบบร้องเรียนแบบไม่เปิดเผยตัวผ่านแอปหรือสายด่วน รวมไปถึงขับเคลื่อนให้เกิดกฎกระทรวงคุ้มครองแรงงานพนักงานบริการ ร่วมกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

นอกจากนี้ ยังมีมิติการดูแลสวัสดิการสิ่งอำนวยความสะดวกและความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต ผ่านการจัดตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กจากกลุ่มคนทำงานกลางคืน ลักษณะการดูแลทั้งในช่วงเวลากลางวัน (Day Care) และช่วงเวลากลางคืน (Night Care)

“อีกทั้ง เมืองพัทยาจะมีการสนับสนุนให้เครือข่ายภาคประชาสังคม ไม่ว่าจะเป็น NGO หรือมูลนิธิต่างๆ ที่เขาทำงานเรื่องนี้อยู่แล้ว รวมไปถึงกลุ่มประชาชนให้สามารถเข้ามาใช้งบกองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น (กปท.) ซึ่งเป็นงบที่ สปสช. ร่วมกันสบทบกับเมืองพัทยา โดยเมืองพัทยาสนับสนุน 100% เกินกว่าที่ สปสช. กำหนดไว้ เพื่อจะนำงบเหล่านี้ไปส่งเสริมป้องกันสุขภาพให้คนทำงานกลางคืนในมิติต่างๆ เช่น การตรวจสุขภาพจิต การคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ฯลฯ” ร.ต.อ.หญิง กัญรภา กล่าว

นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพ (สสส. สำนัก 7) กล่าวว่า สสส. ได้เข้ามาร่วมสนับสนุนการทำงานด้านวิชาการ เครือข่าย และงบประมาณบางส่วน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาสุขภาวะที่ดีในเมืองพัทยา การเข้ามาร่วมประชุมในวันนี้ทำให้ได้เห็นถึงความเข้มแข็งของภาคประชาชนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอาชีพช่างสัก ตัวแทนผู้ประกอบการ ฯลฯ ในการมุ่งมั่นที่จะพิทักษ์สิทธิของตนเองและพัฒนาผลประโยชน์ให้กับเพื่อนร่วมอาชีพ ซึ่งจะส่งผลประโยชน์ต่อภาพรวมที่ดีของชุมชนและเมืองพัทยา นอกจากนี้ยังมองเห็นการเปิดกว้างของพื้นที่กลางสาธารณะที่จะทำให้ภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาชนที่อาจจะเข้าถึงเวทีเช่นนี้ได้ยาก ได้เข้ามาร่วมกันนำเสนอนโยบายสาธารณะที่จะส่งผลกระทบต่อชีวิตตนเอง

นายเตชิต ชาวบางพรหม ผู้อำนวยการสำนักนโยบายสาธารณะเขตเมือง สช. กล่าวว่า ผลจากการจัดประชุมภาคีเครือข่ายกลุ่มอาชีพช่างสักครั้งที่ผ่านๆมาได้ทำให้เกิดการจัดทำ (ร่าง) ธรรมนูญสุขภาพกลุ่มอาชีพช่างสัก สาระสำคัญคือการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้เกิดข้อตกลงร่วมกัน เพราะที่ผ่านมายังไม่มีกฎหมายรองรับ รวมไปถึงขอบเขตความเหมาะสมของศิลปะรอยสักบนเรือนร่าง เช่น การนำสัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนาหรือความเชื่ออื่นๆ ไปอยู่ในจุดที่ไม่เหมาะสมของร่างกาย เป็นต้น

นอกจากนี้ คือการดูแลสวัสดิการด้านสุขภาพให้กับแรงงานอิสระที่ทำงานในเวลากลางคืน ซึ่งมีความหลากหลายทางกลุ่มอาชีพ การใช้ชีวิตเพื่อทำงานในเวลากลางคืนได้ส่งผลให้การเข้าถึงสิทธิทางสุขภาพ ที่มักเปิดให้บริการตามเวลาราชการในช่วงกลางวันเป็นไปได้ยาก และสุดท้ายคือการดูแลเด็กและเยาวชนให้ห่างไกลจากบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งจะมีการลงนาม MOU ร่วมกันในช่วงบ่ายของวันนี้

นพ.อภิชาติ รอดสม รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (รองเลขาธิการ คสช.) กล่าวว่า นับตั้งแต่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบ มติสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นการปกป้องเด็กและเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้าและเห็นชอบมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยตามที่ คสช. เสนอ เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2568 สช. จึงได้ดำเนินการร่วมกับภาคีเครือข่ายหลายภาคส่วนอย่างแข็งขันที่จะหยุดยั้งภัยอันตรายการแพร่ระบาดดังกล่าว และการร่วมกันลงนาม MOU ในวันนี้ ก็จะเป็นส่วนหนึ่งของการเดินหน้าในการทำให้เด็กและเยาวชนในเมืองพัทยาปลอดภัยจากพิษสงของบุหรี่ไฟฟ้า

“จากข้อมูลที่รับทราบมาจากทุกท่านที่ทำงานอยู่ในพื้นที่พัทยา พบว่าเด็กๆในพัทยามีพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้าอยู่จำนวนไม่น้อย ซึ่งหลังจากนี้เราจะได้ช่วยกันตรวจตราและเฝ้าระวังร่วมกันหลายๆภาคส่วน ทั้งผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ นักเรียนนักศึกษา และเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงขอขอบคุณผู้ใหญ่ในวันนี้ทุกท่าน ที่อยากให้เด็กและเยาวชนไทยมีอนาคตที่ดี และ สช. จะเดินหน้าขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างเข้มแข็งต่อไป” รองเลขาธิการ คสช. กล่าว

จ.ขอนแก่น❗️จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568เป็นนายอำ...
28/07/2025

จ.ขอนแก่น❗️จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568

เป็นนายอำเภอเมืองขอนแก่น คนแรก ที่ได้จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 เพราะที่ผ่านมา จังหวัดขอนแก่น ให้นายอำเภอเมืองฯ ไปร่วมพิธีที่ศาลากลางจังหวัด นับเป็นศิริมงคลยิ่งในชีวิตการรับราชการ

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 นายชินกร แก่นคง นายอำเภอเมืองขอนแก่น พร้อมด้วย นางอารยา แก่นคง ภรรยา และหัวหน้าหน่วยงานราชการ ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรเอกชน และประชาชนในพื้นที่อำเภอเมืองขอนแก่น ร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 ณ หอประชุมอำเภอเมืองขอนแก่น เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยมีกิจกรรม ดังนี้ พิธีทำบุญตักบาตร ถวายพระราชกุศล พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ เพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน ซึ่งมีผู้ร่วมพิธี จำนวน 800 คน

ส่วนที่เทศบาลนครขอนแก่น จัดกิจกรรม เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 ที่ว่าการชุมชนโนนชัย 3 นายประสิทธิ์ ทองแท่งไทย นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น เป็นประธานเปิดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพร้อมนำกล่าวคำถวายพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 โดยมี เลขานุการนายกเทศมนตรี (นายสุภชัย วงษ์จำลอง , นายธีระยุทธ สังขศิลา) สมาชิกสภาเทศบาล (นายวิษณุ อัครวิมุต , นางรัชนีกร ตี้นาสวน , นายธนกฤษ ลิ้มติยะกุล , นางสาวเมวิกา ชอบสูงเนิน , นายณจาวิชย์ ทัตหิรัญรัตน์) , นายรัชพล ประทุมทอง ประธานชุมชนโนนชัย 1 , นายพูนทวี ประทุมวงศ์ ประธานชุมชนโนนชัย 3 และพี่น้องชุมชนโนนชัย 3 ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

พร้อมกันนี้ผู้เข้าร่วมพิธีร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี เพื่อเป็นการร่วมแสดงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ รวมทั้งเป็นการเฉลิมพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท้ายสุดนี้ เทศบาลนครขอนแก่นขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ https://wellwishes.royaloffice.th/ ระหว่างวันที่ 25 – 31 กรกฎาคม 2568

“คณะ นบส.ศธ. รุ่นที่ 15” ศึกษาสูตรความสำเร็จงานบริหารและการจัดการเรียนการสอน ร.ร.นานาชาติเมทนีดล คณะนักบริหารระดับสูงกระ...
28/07/2025

“คณะ นบส.ศธ. รุ่นที่ 15” ศึกษาสูตรความสำเร็จงานบริหารและการจัดการเรียนการสอน ร.ร.นานาชาติเมทนีดล

คณะนักบริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ (นบส.ศธ.) รุ่นที่ 15 ประจำปีการศึกษา 2568 ศึกษาสูตรความสำเร็จงานบริหารและการจัดการเรียนการสอน โรงเรียนนานาชาติเมทนีดล ประเทศไทย เป็นโรงเรียนที่มีคุณภาพการศึกษาระดับสากล และระดับประเทศ มีมาตรฐานการบริหารจัดการที่เป็นเลิศและมีการจัดการเรียนการสอน 3 ภาษา เพื่อมุ่งให้นักเรียนเป็นพลโลกที่สมบูรณ์

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้อนุมัติให้สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา ดำเนินโครงการพัฒนานักบริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ (นบส.ศธ.) รุ่นที่ 15 ประจำปี 2568 เข้าศึกษาดูงาน ที่ โรงเรียนนานาชาติเมทนีดล ประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การบริหารเชิงประจักษ์กับผู้บริหารของหน่วยงานราชการและหน่วยงานเอกชน โรงเรียนนานาชาติเมทนีดล เป็นโรงเรียนที่มีคุณภาพการศึกษาระดับสากล และระดับประเทศ มีมาตรฐานการบริหารจัดการที่เป็นเลิศและมีการจัดการเรียนการสอน 3 ภาษา เพื่อมุ่งให้นักเรียนเป็นพลโลกที่สมบูรณ์ ทั้งนี้คณะศึกษาดูงานจำนวน 40 คน ประกอบด้วยที่ปรึกษาประจำโครงการจำนวน 1 คน คณะวิทยากรที่ศึกษาจำนวน 3 คน คณะผู้เข้ารับการพัฒนาจำนวน 33 คน และคณะผู้บริหารโครงการจำนวน 3 คน เข้าศึกษาดูงานในครั้งนี้ โดยที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ดร.สมโภชน์ นพคุณ, ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุเทพ เชาวลิต ,รองศาสตราจารย์ มีนา เชาวลิต และดร.สุเมธ แสงนิ่มนวล

เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ดร.อรทัย สันติเมทนีดล ผู้ก่อตั้งและผู้รับใบอนุญาต กล่าวว่า เรามีมาตรฐานการบริหารจัดการที่เป็นเลิศตลอด 18 ปี พร้อมเติบโตไปกับนักเรียนทุกรุ่น มีการจัดการเรียนการสอนรูปแบบสามภาษา สู่ความสำเร็จเชิงประจักษ์ของการจัดการเรียนการสอน หัวใจหลักสำคัญคือนักเรียน เรียนอย่างมีสุข เติบโตอย่างสร้างสรรค์ เรียนภาษาสนุกกับครูเจ้าของภาษาอังกฤษ-อเมริกัน ภาษาจีน และภาษาญี่ปุ่น ลงมือปฏิบัติแบบ Active Learning ในทุกวัน มุ่งให้นักเรียนเป็นพลโลกสากลที่สมบูรณ์ พร้อมการดูแลนักเรียนทั้งระบบเนอสรี่ อนุบาล ประถม และมัธยมศึกษา ในทุกรุ่น การตรวจสุขภาพนักเรียนในทุกเช้าทุกวัน โดยทีมสุขอาชีวอนามัยและความปลอดภัย รวมทั้งหมด 10 ท่าน สลับนายเวร ดำเนินการเข้มเป็นอย่างดี พร้อมทั้งให้เข้าร่วมศึกษาดูงาน และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หัวข้อ ความสำเร็จของการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนนานาชาติเมทนีดล ประเทศไทย รวมทั้งการจัดการเรียนการสอนภาคภาษาอังกฤษ จีน และญี่ปุ่น และกระบวนการบริหารจัดการที่ทันสมัย นักเรียนมีทักษะ AI ภาษาต่างประเทศ และมีความอ่อนน้อมน่ารัก

ทั้งนี้ โรงเรียนนานาชาติเมทนีดล ประเทศไทย Mataneedol International School Thailand ตั้งอยู่บนถนนเลี่ยงเมือง ขอนเเก่น -กาฬสินธุ์ ที่ใกล้เมืองที่สุด เป็นโรงเรียนเอกชนหลักสูตร Oxford International Curriculum เเท้จากอังกฤษ บริหารงานโดย ดร.อรทัย สันติเมทนีดล (ผอ.ฝน) ผู้รับใบอนุญาต/ผู้อำนวยการโรงเรียน ได้ดำเนินการสร้างความก้าวหน้าอย่างทันสมัยต่อเนื่อง เป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่โดดเด่น ทั้งด้านวิชาการที่เป็นเลิศ การเรียนการสอนรูปแบบสามภาษา การส่งเสริมพัฒนา มีการศึกษาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ มีเหตุผลและหลักการแนวคิดในการดำเนินการ เพื่อพัฒนางานที่ปฏิบัติอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และล้ำหน้าทันสมัย คุณครูต่างชาติ คุณครูไทย และบุคลากรเมทนีดล ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งในการต้อนรับคณะนักบริหารระดับสูง กระทรวงศึกษาธิการ (นบส.ศธ.) รุ่นที่ 15 ทุกท่าน ที่ให้เกียรติในการเลือกศึกษาดูงาน ที่ โรงเรียนนานาชาติเมทนีดล ประเทศไทย ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงยิ่ง

“ผู้แทนสภาคนพิการทุกประเภท จ.ขอนแก่น”❗️วอนภาครัฐและเอกชน ให้โอกาส จ้างคนพิการได้มีงานทำเพิ่มคนพิการ ในพื้นที่เขต 7 กลุ่ม...
27/07/2025

“ผู้แทนสภาคนพิการทุกประเภท จ.ขอนแก่น”❗️วอนภาครัฐและเอกชน ให้โอกาส จ้างคนพิการได้มีงานทำเพิ่ม
คนพิการ ในพื้นที่เขต 7 กลุ่มจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์ มีอยู่ประมาณ 120,000 กว่าคน และอยู่ในวัยทำงานมีการจ้างงานอยู่ประมาณ 3,000 กว่าคน คิดดูเป็นจำนวนน้อยมาก ดังนั้นโดยความยากลำบากของคนพิการ ทั้งตามองไม่เห็น เดินไม่สะดวก สภาพจิตใจที่ต้องการความดูแล หากได้รับการจ้างงาน ก็จะทำให้ชีวิตของประชาชนคนพิการในเขต 7 ก็จะดีขึ้น

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ.2568 ที่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาคนตาบอดขอนแก่น บ้านไก่นา ตำบลสำราญ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น นายสุทธินันท์ บุญมี ประธานกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน เขตพื้นที่ 7 และกรรมการ คสช.เป็นประธานการประชุม “การส่งเสริมโอกาสการจ้างงานคนพิการในพื้นที่กลุ่มจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์” โดยมี ดร.ธิรากร มณีรัตน์ ผู้แทนสภาคนพิการทุกประเภทจังหวัดขอนแก่น กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม ตลอดจน ชี้แจงรายละเอียดวัตถุประสงค์การประชุมและแนะนำกลุ่มผู้เข้าร่วม ต่อจากนั้นเป็นการบรรยายพิเศษ เรื่อง ”วิสัยทัศน์และบทบาทขององค์กรในการส่งเสริมการจ้างงานคนพิการ“

โดย พลอากาศตรี สถิตพงศ์ ภิรมย์ศรี นายกสมาคมสร้างเสริมโอกาสและอาชีพคนพิการไทยพร้อมด้วยการนำเสนอข้อมูลโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการจ้างงานคนพิการโดย นางมานิษา อนันตพล เลขาธิการสมาคมสร้างเสริม โอกาสและอาชีพคนพิการไทย พร้อมทั้งเปิดเวทีชักถามและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น ”การนำเสนอแผนงานและแนวทางการส่งเสริมการจ้างงานคนพิการในพื้นที่กลุ่มจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์“ ดำเนินรายการ โดย ดร.ธิรากร มณีรัตน์ ผู้แทนสภาคนพิการทุกประเภทจังหวัดขอนแก่น

นายสุทธินันท์ บุญมี ประธานกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน เขตพื้นที่ 7 และคณะกรรมการ คสช. กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดงานในครั้งนี้ว่าเพื่อคนพิการ ทั่วประเทศที่ลงทะเบียนประมาณ 1.7 ล้านคน ตลอดจนในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นของเรา หรือในกลุ่มร้อย-แก่น-สาร-สินธุ์ ที่มีคนพิการอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งเขตสุขภาพเพื่อประชาชน ในเขตพื้นที่ 7 หรือ กปข. 7 ทำงานร่วมกับสมาคมคนพิการ ปีนี้เป็นปีที่ 8 แล้ว ซึ่งได้ทำงานกันมา เนื่องจากปัญหาที่เราพบ หลักๆของเราคือ ให้คนพิการสามารถช่วยเหลือตนเองได้ โดยการให้ความรู้ ในด้านสายอาชีพและสายสามัญต่างๆ โดยเฉพาะจากความสามารถของแต่ละท่าน

อีกประการหนึ่งเมื่อให้ความรู้ไปแล้ว ได้รับการศึกษามาแล้ว แต่ในการจ้างงาน ถึงจะมีกฎหมาย ที่จะบังคับให้สถานประกอบการ ทั้งในหน่วยงานภาครัฐ ได้จ้างคนพิการเข้าทำงาน หรือในภาคเอกชนก็แล้วแต่ และในเวลานี้เราก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมคนพิการยังตกงานอยู่ ฉะนั้นในวันนี้ที่เรามาคุยกัน เราต้องการที่จะระดมสมอง มาคุยกัน ตนได้คุยกับทางทีมงานว่า เราอยากทราบว่า คนพิการของเราจบการศึกษาระดับไหนบ้าง ฝึกอาชีพอะไรบ้าง จำนวนกี่คนเพื่อที่จะมีข้อมูลจะไปคุยกับภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นหอการค้า หรือสภาอุตสาหกรรม ตลอดจนจะแจ้งให้ทั้ง 4 จังหวัด ให้รับทราบ และคนพิการเราต้องการทำงานอะไร เพื่อให้สำนักงานจัดหางานจังหวัด ให้เข้าช่วยเหลือคนพิการจะได้มีงานทำ

ด้าน ดร.ธิรากร มณีรัตน์ ผู้แทนสภาคน
พิการทุกประเภทจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า สำหรับคนพิการ ซึ่งตอนนี้อยู่ในวัยทำงานนั้น การจ้างงานหรือการทำงานจริงๆ เพียง 25% ซึ่งถือว่าน้อยมาก เราก็อยากได้โอกาสให้คนพิการ ได้มีสิทธิ์จ้างงานด้วย โดยเฉพาะในหน่วยงานภาครัฐ ในปัจจุบันแม้จะมีกฎหมายว่า ถ้าหากมีพนักงาน 100 คน นั้นต้องมีคนพิการได้ทำงาน 1 คน ปรากฏว่าทุกภาคส่วนก็มีการจ้างงานกันมากขึ้น แต่ในหน่วยงานภาครัฐมีการจ้างงานคนพิการยังไม่ถึง 1% มีหน่วยงานที่จ้างถึง 1% มีแค่ไม่กี่หน่วยงาน เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าหน่วยงานภาครัฐ หรือสถานประกอบการต่างๆ ให้โอกาสคนพิการเพียง 1% เข้าไปทำงานตามกฎหมาย ก็จะขอบคุณมาก

ตอนนี้คนพิการ ในพื้นที่เขต 7 จังหวัดกลุ่มร้อย-แก่น-สาร-สินธุ์ ของเรามีอยู่ประมาณ 120,000 กว่าคน และอยู่ในวัยทำงานมีการจ้างงานอยู่ประมาณ 3,000 กว่าคน คิดดูเป็นจำนวนน้อยมาก ดังนั้นโดยความยากลำบากของคนพิการ ทั้งตามองไม่เห็น เดินไม่สะดวก สภาพจิตใจที่ต้องการความดูแล หากได้รับการจ้างงาน ก็จะทำให้ชีวิตของประชาชนคนพิการในเขต 7 ก็จะดีขึ้น และก็จะทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ดียิ่งขึ้น

มาที่ นายอดิเรก หงส์พูนพิพัฒน์ ประธานกรรมการดำเนินงาน มูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอด แห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ สาขาจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า เกี่ยวกับการประชุมเพื่อหางานให้คนตาบอดในครั้งนี้ และสำหรับโรงเรียนคนตาบอด ก็เป็นอีกโรงเรียนหนึ่งของคนพิการด้านสายตา ผู้ด้อยโอกาส สำหรับงานในวันนี้ เป็นการรวบรวมภาคีเครือข่ายผู้พิการทั่วไป ทั้งจังหวัดขอนแก่น และในส่วนของหน่วยงานภาคเอกชนต่างๆ ระดมสมองเพื่อการหาโอกาสในการทำงานของคนพิการ ในส่วนของกลุ่ม จ.ร้อย-แก่น-สาร -สินธุ์ เพื่อจะได้ มีอาชีพในการดำรงชีวิต เพื่อให้เป็นคนที่มีคุณภาพ ในสังคมต่อไป

“ตนในนามมูลนิธิเพื่อคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ สาขาจังหวัดขอนแก่น เป็นองค์กรที่คอยช่วยเหลือผู้พิการด้านการ มองเห็น เป็นองค์กรที่ไม่ได้มองหาผลประโยชน์ผลกำไร แต่เป็นองค์กรคอยให้ความช่วยเหลือ และสนับสนุนผู้พิการ และคอยต้อนรับผู้ใจบุญทุกท่านที่จะเข้ามา ช่วยสนับสนุนคนตาบอดและ เพื่อหารายได้ สมทบทุนช่วยผู้พิการไม่ว่าจะเป็นโครงการผ้าป่ามหากุศล แม้แต่โครงการขายเสื้อเพื่อช่วยเหลือคนพิการ”

ในส่วนหน่วยงานภาครัฐเราได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่ได้เข้ามาช่วยสนับสนุน สนับสนุนค่าเล่าเรียนของนักเรียนซึ่งตอนนี้มีนักเรียนอยู่ประมาณ 80 กว่าคน และนักเรียนทุกคนที่มาอยู่กับเราก็เปรียบเสมือนเป็นโรงเรียนกินนอน เราต้องดูแลเขาทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นข้าวของเครื่องใช้อุปโภคบริโภคและการกินการอยู่ ทุกอย่างดังนั้น โรงเรียนธรรมิกชนเพื่อคนตาบอด จังหวัดขอนแก่น ยังรอความเมตตา จากผู้แทนและหน่วยงานต่างๆ ที่มีจิตศรัทธาอันเป็นกุศล ทุกท่าน โดยเฉพาะช่วงนี้ทางคณะกรรมการของเรา ได้จัดทำเหรียญบูชาหลวงปู่ผาง ของอำเภอมัญจาคีรี ขึ้นมา ปลุกเสกโดยหลวงปู่ศิลา พระเกจิชื่อดังของภาคอีสาน และยังเปิดให้บูชาอยู่ ตอนนี้ ชุดมหาโชค บูชาชุดละ 1,999 บาท เหรียญหลวงปู่ผางทองดำ บูชาเหรียญละ 199 บาท เพื่อจัดหารายได้เข้ามูลนิธิ ช่วยเหลือคนพิการต่อไป และทางโรงเรียนเราก็ยังรอรับบริจาคจากทุกหน่วยงาน ที่มีจิตศรัทธาเพื่อคนตาบอดจังหวัดขอนแก่น

ทิ้งท้ายที่ นางสาวไพรวัลย์ ปะกิระเนย์ มาจากสมาคมคนพิการและผู้ด้อยโอกาส อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่าในการทำงานนั้นอยากให้หน่วยงานภาครัฐช่วยสนับสนุน ให้เกิดการจ้างงานคนพิการ เพราะว่าการจ้างงานคนพิการ เปรียบเสมือนส่วนสำคัญ ให้โอกาสคนพิการได้มีอาชีพ มีรายได้ให้เกิดการพึ่งพาตนเอง และในอีกมุมหนึ่ง พวกเขาเหล่านั้นสามารถเป็นต้นแบบ คนพิการในพื้นที่ ที่สามารถทำงานเป็นจิตอาสา และพร้อมที่จะทำงานให้เป็นประโยชน์ต่อชุมชนได้

นางสาวไพรวัลย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนเป็นผู้พิการด้านการเคลื่อนไหว เป็นผู้พิการเยอะมากไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ไม่มีอุปกรณ์ที่จะออกไปข้างนอกได้ และตนก็ถูกกดทับด้วยความเป็นพิการ จึงไม่สามารถทำงานให้เกิดคุณค่า แต่พอได้ลงพื้นที่มาทำงานร่วมกับเพื่อนที่เป็นผู้พิการด้วยกัน จึงทำให้ตนรู้ว่าคนพิการอย่างเราก็สามารถทำงานได้ จึงเป็นที่มาว่าตนมีความพยายามที่จะเข้าร่วมในการทำงานของผู้พิการ และทางหน่วยงานจึงได้มองเห็น ความสามารถของตน โดยมูลนิธินวัตกรรม ที่ได้มองเห็นความสามารถ ก็เลยให้โอกาสสร้างงานคนพิการ แล้วตนเองก็ได้มีทำงานร่วมกับเพื่อนๆพี่ๆ พร้อมทั้งทำงานประสานสิทธิ์บรรเทาทุกข์ด้วย

จึงเป็นที่มาในการเข้าร่วมการทำงานของผู้พิการซึ่งตนเอง เป็นผู้พิการคนหนึ่งที่สามารถพาเขาออกมาเจอสังคมโลกภายนอก ด้วยกระบวนการต่างๆ เช่นเรื่องสุขภาพสุขภาวะ ทักษะการใช้ชีวิตทางสังคม รวมไปถึงการเตรียมความพร้อมในการจ้างงานด้วย ส่วนตนเองก็มีน้องๆที่เข้าสู่ขบวนการจ้างงาน ด้วยเช่นกันไม่ว่าจะเป็น ทำงานในหน่วยงานภาครัฐในจังหวัดมหาสารคาม ตอนนี้มีทั้งหมด 28 หน่วยงาน และก็มีพี่ๆน้องๆที่เป็นผู้พิการ ที่ทำงานในหน่วยงานภาครัฐ ประมาณ 26 คน และก็จะมีการส่งเสริมอาชีพด้วย อยู่ประมาณ 8 คนด้วยกัน ทั้งหมดก็จะมี 44 คน

ส่วนบริษัทเอกชนที่มีการจ้างงานผู้พิการก็คือบริษัทแลคตาซอย ซึ่งได้ให้ทำงานในด้านประสานสิทธิ์บรรเทาทุกข์ เปรียบเสมือนการจ้างงานให้ผู้พิการ ไปทำงานเพื่อคนพิการ โดยมีหน่วยงานภาคีเครือข่ายต่างๆช่วยสนับสนุน ในการทำงานร่วมกันต่างๆ ส่วนตนเองก็ได้มีเพื่อนร่วมงานและได้ทำงานในส่วนตรงนี้ด้วย ตนเองก็ได้รับบทบาทจากสมาคมคนพิการและผู้ด้อยโอกาส ของอำเภอวาปีปทุมจังหวัดมหาสารคาม ได้รับโอกาสเป็น นปค. คือหน่วยประสานการจ้างงานคนพิการในพื้นที่ ตนเองก็ได้รับโอกาสทางสังคมด้านนี้ด้วย ให้มีการเกิดมาตรา 35 ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 33, 34 ก็ดี ในมาตรา 35 ก็จะส่งผลให้ผู้พิการในด้านชุมชน ได้มีโอกาสทำงานมากขึ้น

ที่อยู่

150/5-6 ถ. มิตรภาพ ต. ในเมือง อ. เมือง จ. ขอนแก่น
Khon Kaen
40000

เบอร์โทรศัพท์

+6643239193

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ KKCHผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง KKCH:

แชร์

Outside Broadcasting

ถ่ายทอดสด Live Stream ผ่าน Facebook , Youtube

- บริการถ่ายทอดสดด้วยกล้องระดับ Full HD , 4k ด้วยอุปกรณ์ Blackmagic Design: ATEM Production Studio 4K • งานประชุม • งานสัมมนา • งานเปิดตัวสินค้า • คอนเสิร์ต • งานแต่ง • Event • ฯลฯ

- รับผลิต Presentation บริษัท , สำนักงาน , ร้านค้า - รับผลิต ภาพยนตร์ , โฆษณา , TVC , Clip Video Viral - รับออกแบบป้ายโฆษณา , โบชัวร์ , แคตตาล็อกสินค้า , โลโก้ผลิตภัณ์ ฯลฯ