ผลิตโดย
บริษัท บางกอกโพสต์ โพสต์ จำกัด (มหาชน)

เว็บไซต์และบริการในเครือ
นสพ. บางกอกโพสต์ : https://www.bangkokpost.com/
บริษัท บางกอกโพสต์ โพสต์ จำกัด (มหาชน) : https://www.bangkokpost.co.th/

Dow - Eco Phoenix - สถาบันพลาสติก ผนึกกำลังหนุนต้นแบบ MRFเปลี่ยนขยะชุมชนเป็นมูลค่า ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนไทยกรุงเทพ...
05/03/2026

Dow - Eco Phoenix - สถาบันพลาสติก ผนึกกำลังหนุนต้นแบบ MRF
เปลี่ยนขยะชุมชนเป็นมูลค่า ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนไทย

กรุงเทพฯ – 5 มีนาคม 2569 - ท่ามกลางความท้าทายด้านปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นทุกปี ประเทศไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อ 3 องค์กรชั้นนำจับมือกันผลักดัน “ขยะ” ให้กลายเป็น “ทรัพยากร” และเปลี่ยนรูปแบบการจัดการของเสียของไทยไปสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรมและครบวงจร กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) ร่วมกับ บริษัท อีโค ฟีนิกซ์ จำกัด (Eco Phoenix) และอุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันพลาสติก (PITH) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อพัฒนา “ต้นแบบโรงคัดแยกขยะชุมชน (Material Recovery Facility – MRF)” ที่สามารถเพิ่มมูลค่าขยะด้วยกระบวนการคัดแยกอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

จากปัญหาขยะ สู่โอกาสทางเศรษฐกิจสีเขียว:

ปัจจุบัน ขยะจำนวนมากยังคงถูกกำจัดด้วยวิธีการฝังกลบ ทั้งที่ขยะเหล่านี้มีศักยภาพในการนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกมาก ความร่วมมือครั้งนี้จึงมุ่งศึกษารูปแบบธุรกิจ MRF ที่สามารถดำเนินงานได้จริง ในระดับชุมชน เชื่อมโยงกับโครงสร้างพื้นฐานของโครงการ Smart Recycling Hub ภายใต้ความร่วมมือของ PPP Plastics Network เพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าพลาสติกหมุนเวียนตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

Eco Phoenix จะถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงลึกด้านการออกแบบผังโรงงาน เทคโนโลยี และการบริหารจัดการโรงคัดแยกขยะ สถาบันพลาสติกทำหน้าที่ส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้และประสานเครือข่ายภาครัฐ–เอกชน พร้อมให้คำแนะนำในการกำหนดมาตรฐานวัสดุรีไซเคิล ขณะที่ Dow สนับสนุนความเชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์ เชื่อมโยงสู่ภาคีเครือข่ายผู้ประกอบการเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม และจัดการสื่อสารเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในวงกว้าง

เป้าหมายสำคัญของโครงการพัฒนาการเพิ่มมูลค่าขยะชุมชนโดยนำกลับมาใช้ประโยชน์ด้วยวิธีการคัดแยก คือ การสร้าง “โมเดลต้นแบบ” เพื่อส่งมอบให้กับกรุงเทพมหานคร ที่สามารถขยายผลได้จริง และสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ของประเทศไทย

ประโยชน์ที่มากกว่าการจัดการขยะ:

ความร่วมมือนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การคัดแยกขยะ แต่คือการสร้างระบบใหม่ที่ทุกภาคส่วนได้ประโยชน์ร่วมกัน

ในระดับชุมชน จะเกิดแหล่งเรียนรู้และต้นแบบธุรกิจที่สร้างรายได้ เพิ่มมูลค่าขยะในพื้นที่ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน

ในระดับประเทศ จะช่วยลดการพึ่งพาวัตถุดิบใหม่ สนับสนุนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมรีไซเคิลไทย

ในระดับสิ่งแวดล้อม จะลดปริมาณขยะฝังกลบ ลดการรั่วไหลของพลาสติก และช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้คนรุ่นต่อไป

เสียงจากผู้นำ: “ขยะไม่ใช่จุดจบ แต่คือจุดเริ่มต้นของคุณค่าใหม่”:

นายวิชาญ ตั้งเคียงศิริสิน ประธานบริหาร กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย กล่าวว่า “พลาสติกมีคุณค่าเกินกว่าจะกลายเป็นขยะ เพราะยิ่งเราเพิ่มการรีไซเคิลมากเท่าไร ก็ยิ่งลดคาร์บอนและลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศได้มากขึ้นเท่านั้น เศรษฐกิจหมุนเวียนจึงไม่ใช่แค่เรื่องการจัดการขยะ แต่คือคำตอบของทั้งวิกฤตสิ่งแวดล้อมและโอกาสทางเศรษฐกิจสีเขียว Dow เชื่อว่าขยะไม่ใช่จุดจบของผลิตภัณฑ์ แต่คือจุดเริ่มต้นของคุณค่าใหม่ จากประสบการณ์ศูนย์ MRF บ้านฉาง เราเห็นแล้วว่าหากมีระบบที่ดีและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ขยะสามารถกลายเป็นทรัพยากรที่สร้างประโยชน์ให้ชุมชนและประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม”

นายณัฏฐชัย ศิริโก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเอ็มอาร์ เอเซีย จำกัด (มหาชน) และบริษัท อีโค ฟีนิกซ์ จำกัด กล่าวว่า "เราไม่ได้มองขยะเป็นแค่ของเสีย แต่คือ 'ทรัพยากรที่รอการปลดล็อกมูลค่า' ระบบ MRF ที่แม่นยำและบริหารจัดการด้วยมาตรฐานสากล คือกลไกหลักที่จะพลิกโฉมวิกฤตนี้ให้เป็นโอกาส อีโค ฟีนิกซ์ พร้อมส่งมอบองค์ความรู้และนวัตกรรมทั้งหมดของเรา เพื่อปั้นโมเดลต้นแบบที่ทรงประสิทธิภาพ โปร่งใส และขยายผลได้จริง นี่ไม่ใช่แค่การจัดการขยะ แต่คือการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจใหม่ที่ชุมชนและสิ่งแวดล้อมเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน"

นางสาวสินีนาฏ เล้าชินทอง รักษาการผู้อำนวยการสถาบันพลาสติก กล่าวว่า “สถาบันพลาสติกมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตควบคู่ความยั่งยืน ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับมาตรฐานวัสดุรีไซเคิล และพัฒนารูปแบบธุรกิจที่สามารถขยายผลได้ทั่วประเทศ สร้างระบบหมุนเวียนของพลาสติกที่แข็งแรงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ”

เมื่อภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคความรู้ ผนึกกำลังร่วมกัน “ขยะ” จึงไม่ใช่ภาระของสังคมอีกต่อไป หากแต่เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ และเป็นกุญแจสำคัญสู่อนาคตที่ประเทศไทยเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน

เถ้าแก่น้อย ขับเคลื่อนนำร่องนโยบายความยั่งยืน ผนึกพันธมิตร SCGC และ Dow ชูนวัตกรรมซองสาหร่าย! ใช้เทคโนโลยีรีไซเคิลขั้นสู...
25/02/2026

เถ้าแก่น้อย ขับเคลื่อนนำร่องนโยบายความยั่งยืน ผนึกพันธมิตร SCGC และ Dow ชูนวัตกรรมซองสาหร่าย! ใช้เทคโนโลยีรีไซเคิลขั้นสูง คืนชีวิตขยะพลาสติก

กรุงเทพฯ – 25 กุมภาพันธ์ 2569 ครั้งแรกของการผนึกกำลัง 3 ยักษ์ใหญ่ บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง หรือ TKN ผู้ผลิตขนมขบเคี้ยวประเภทสาหร่ายจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ ร่วมกับ เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC ผู้นำธุรกิจพอลิเมอร์และโซลูชันครบวงจรเพื่อความยั่งยืน และกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย หรือ Dow ผู้นำด้านวัสดุศาสตร์ระดับโลก ประกาศลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งสำคัญในการปฏิวัติวงการขนมขบเคี้ยวกับ “โครงการบรรจุภัณฑ์หมุนเวียนสำหรับอาหารโดยใช้เทคโนโลยีรีไซเคิลขั้นสูง” (Food-Grade Circular Packaging by Advanced Recycling Technology) มุ่งแก้ปัญหาขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิดระบบปิด (Closed-loop Recycling) ความร่วมมือนี้เป็นการนำเศษบรรจุภัณฑ์พลาสติกหลายชั้น (Multi-layer Packaging) จากกระบวนการผลิตของเถ้าแก่น้อย ซึ่งแต่เดิมยากต่อการรีไซเคิล มาผ่านกระบวนการเทคโนโลยีรีไซเคิลขั้นสูง Advanced Recycling ของ SCGC เพื่อเปลี่ยนกลับเป็นวัตถุดิบตั้งต้นที่มาจากกระบวนการหมุนเวียน (Circular Feedstock) ก่อนที่ Dow จะนำไปผลิตเป็นเม็ดพลาสติกใหม่ที่สะอาด ปลอดภัยระดับฟู้ดเกรด (Food-grade) เพื่อนำไปใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารภายใต้แบรนด์เถ้าแก่น้อยได้อีกครั้งอย่างปลอดภัย โดยคาดว่าจะพร้อมจำหน่ายเชิงพาณิชย์ในช่วงปลายปี 2569

นางสาวอรพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เถ้าแก่น้อยมุ่งมั่นสร้างความสุขให้กับผู้บริโภคผ่านขนมขบเคี้ยวที่มีคุณภาพ ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับเรื่อง ESG (Environment, Social และ Governance) โดยเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่เปลี่ยน ‘ความท้าทาย’ ของบรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลยาก ให้กลายเป็น ‘โอกาส’ ในการสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ใช้งานได้จริง ที่ไม่ใช่แค่การกำจัดขยะ แต่คือการสร้างคุณค่าใหม่ให้กับพลาสติกใช้แล้ว เราไม่เพียงแต่ส่งมอบความอร่อย แต่ยังตั้งเป้าที่จะส่งมอบโลกที่ดีขึ้นให้กับผู้บริโภค ด้วยนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกที่สะอาด ปลอดภัย และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตไปพร้อมกับความยั่งยืนอย่างแท้จริง” นางสาวอรพัทธ์ กล่าว

ด้าน ดร.สุรชา อุดมศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานปฏิบัติการและนวัตกรรม SCGC เผยว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนศักยภาพของ SCGC ในการนำเทคโนโลยี Advanced Recycling จัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ประกอบด้วยวัสดุหลายประเภทซึ่งยากต่อการรีไซเคิล ให้กลับมาเป็นวัตถุดิบหมุนเวียน หรือ Circular Feedstock สามารถนำไปผลิตเป็นเม็ดพลาสติกใหม่ (Certified Circular Polyolefin Resin) ซึ่งมีคุณสมบัติและคุณภาพเทียบเท่าเม็ดพลาสติกใหม่ทั่วไปทุกประการ และสามารถสัมผัสกับอาหารได้อย่าง

ปลอดภัย จึงสามารถนำกลับไปผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์อาหารของเถ้าแก่น้อยได้ อีกทั้งผ่านการรับรองมาตรฐานความยั่งยืนระดับโลก ISCC PLUS (International Sustainability and Carbon Certification) ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานเป็นรายแรกในอาเซียน โดยความร่วมมือนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายของ SCGC ในการนำพลาสติกใช้แล้วกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน 500,000 ตันต่อปี ภายในปี 2573 ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจตลอดห่วงโซ่คุณค่า” ดร.สุรชา กล่าว

ในขณะที่ นายวิชาญ ตั้งเคียงศิริสิน ประธานบริหาร กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) เสริมว่า “ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์ เราภาคภูมิใจที่ได้รับความไว้วางใจให้นำเทคโนโลยีของ Dow มาใช้ผลิตเม็ดพลาสติกจากเศษถุงบรรจุภัณฑ์ซึ่งมีคุณสมบัติเทียบเท่าเม็ดพลาสติกที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิลทุกประการ โดยโรงงานโพลิเอทิลีนของ กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ที่จังหวัดระยองได้รับการรับรอง ISCC PLUS ในการแปรรูปก๊าซเอทิลีนที่ได้จากกระบวนการรีไซเคิลขั้นสูงให้เป็นเม็ดพลาสติกหมุนเวียนคุณภาพสูงสำหรับบรรจุภัณฑ์อาหารได้อย่างปลอดภัย ความร่วมมือนี้เป็นก้าวสำคัญในการสร้างการหมุนเวียนพลาสติกให้ครบวงจร และสนับสนุนเป้าหมายความยั่งยืนของ Dow ที่มุ่งมั่นจะนำพลาสติกใช้แล้วและวัตถุดิบทางเลือกรูปแบบอื่นๆ มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ เพื่อต้านโลกร้อน และ ลดขยะพลาสติกตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนร่วมกับลูกค้าและคู่ค้าของเรา”

สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นต้นแบบของการบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติกหลายชั้นใช้แล้วอย่างครบวงจร ลดปัญหาการสะสมของปริมาณขยะพลาสติกในประเทศ และลดการใช้ทรัพยากรใหม่ สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนของเถ้าแก่น้อย SCGC และ Dow ตอกย้ำบทบาทของภาคธุรกิจในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนร่วมกัน

Platapian x PhedMark: ปรากฏการณ์ “กะเพราเขย่าลอนดอน” เมื่อร้านอาหารไทยระดับพรีเมียมจับมือกับตัวจริงเรื่องความเผ็ดร้อนบริ...
24/02/2026

Platapian x PhedMark: ปรากฏการณ์ “กะเพราเขย่าลอนดอน”

เมื่อร้านอาหารไทยระดับพรีเมียมจับมือกับตัวจริงเรื่องความเผ็ดร้อน

บริษัท ภัทราไฟน์ไทยคูซีน จำกัด (Patara Fine Thai Cuisine Limited) ดำเนินกิจการร้านอาหารไทยชื่อดังภายใต้แบรนด์ “Patara” (ภัทรา) และ “Platapian” (ปลาตะเพียน) ในประเทศอังกฤษ ประกาศลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ครั้งสำคัญกับ บริษัท เผ็ดมาร์ค จำกัด (PhedMark) ร้านกะเพราขวัญใจมหาชนจากประเทศไทย เพื่อสร้างสรรค์แคมเปญสุดพิเศษภายใต้ชื่อ “Platapian x PhedMark” โดยมี คุณเกษสุดา ไรวา กรรมการบริหาร บริษัท ภัทราไฟน์ไทยคูซีน จำกัด และ คุณกมล ชอบดีงาม กรรมการบริหาร บริษัท เผ็ดมาร์ค จำกัด ร่วมลงนามในข้อตกลง ในวันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ร้านภัทรา ทองหล่อ 19

คุณเกษสุดา ไรวา กรรมการบริหาร บริษัท ภัทราไฟน์ไทยคูซีน จำกัด กล่าวถึง ความร่วมมือในครั้งนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อนำเสนอ "Co-Branded Product" เมนูข้าวผัดกะเพราที่ได้รับความนิยมมากในประเทศไทย โดยดึงเอาเอกลักษณ์ความเผ็ดร้อนจัดจ้านอันเป็นตำนานของ PhedMark มาผสมผสานกับความประณีตและวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยมในแบบฉบับของ Platapian เพื่อมอบประสบการณ์รสชาติไทยแท้ที่หาตัวจับยากให้แก่ชาวลอนดอนและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้สัมผัสเมนูอาหารไทยที่ถูกใจทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งแคมเปญนี้จะมีขึ้น ณ ร้าน Platapian (15 Greek Street, London W1D 4EP, United Kingdom) ย่าน Soho ใจกลางกรุงลอนดอน ตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2569 ถึง 15 พฤษภาคม 2569 เท่านั้น โดยเชื่อมั่นว่า แคมเปญนี้จะไม่ใช่แค่การขายอาหาร แต่เป็นการเผยแพร่ซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ของเมนู "กะเพรา" ให้เป็นที่รู้จักในฐานะ King of Thai Street Food อย่างสง่างามในตลาดยุโรป

สำหรับผู้ที่พำนักอยู่ในลอนดอน หรือมีแผนจะเดินทางไปในช่วงเวลาดังกล่าว เตรียมพบกับความเผ็ดร้อนที่จะทำให้ Soho ต้องสะเทือนได้ที่ร้าน Platapian ตามวันและเวลาที่กำหนด

Dow ปลุกพลังเด็กไทยโชว์ศักยภาพนวัตกรรมสู่เวทีโลกผ่านการแข่งขันหุ่นยนต์ FIRST® LEGO® League 2026กรุงเทพฯ – 18 กุมภาพันธ์ ...
18/02/2026

Dow ปลุกพลังเด็กไทยโชว์ศักยภาพนวัตกรรมสู่เวทีโลก
ผ่านการแข่งขันหุ่นยนต์ FIRST® LEGO® League 2026

กรุงเทพฯ – 18 กุมภาพันธ์ 2569 - เสียงเชียร์และบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ผสานความสนุก เติมเต็มพื้นที่การแข่งขันหุ่นยนต์ระดับประเทศ “เฟิร์ส เลโก้ ลีก (FIRST® LEGO® League 2026)” ภายใต้ธีม “UNEARTHED (โบราณคดี)” เวทีที่เปิดโอกาสให้เด็กไทยได้ “ขุดค้น” ความคิด สร้างสรรค์นวัตกรรม และพัฒนาทักษะแห่งอนาคตอย่างรอบด้าน ทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM) ควบคู่ทักษะสำคัญของศตวรรษที่ 21 ไม่ว่าจะเป็นการคิดวิเคราะห์ การวางแผน การแก้ปัญหา และการทำงานเป็นทีม ผ่านการออกแบบและเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์เลโก้ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการก้าวสู่เวทีการแข่งขันระดับนานาชาติที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

การแข่งขันในปีนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) บริษัทชั้นนำระดับโลกด้านวัสดุศาสตร์ (Materials Science) บริษัท แกมมาโก้ (ประเทศไทย) จำกัด และพันธมิตร โดยถือเป็นลีกเริ่มต้นที่เปิดให้เด็กไทยได้ประชันการแข่งขันหุ่นยนต์ในประเทศ แบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ FIRST® LEGO® League Explore สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา อายุ 6–10 ปี และ FIRST® LEGO® League Challenge สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา–มัธยมศึกษา อายุ 9–16 ปี ซึ่งมีเยาวชนสมัครเข้าร่วมการแข่งขันรวมทั้งสิ้น 813 คน จาก 122 ทีม จัดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศเมื่อวันที่ 14–15 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ณ ห้องไดมอนด์ ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซียร์ รังสิต

ผลการแข่งขันปรากฏว่า รางวัลชนะเลิศ Champion’s Award: 1st Place รุ่น FLL Explore ได้แก่ทีม PANKIT จากสถาบัน iBot Academy Rayong จังหวัดระยอง และรางวัลชนะเลิศรุ่น FLL Challenge ได้แก่ทีม KMIDS OREO 1000 จากโรงเรียนสาธิตนานาชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร โดยทั้งสองทีมได้รับถ้วยรางวัล ใบประกาศนียบัตร ของรางวัลมูลค่ารวมกว่า 40,000 บาท พร้อมสิทธิ์เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันระดับนานาชาติ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ในเดือนเมษายน 2569

ในฐานะผู้สนับสนุนหลักของโครงการ FIRST® LEGO® League (FLL) ประจำปี 2569 กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ยังได้มอบ รางวัลพิเศษ “Dow Innovation Award” ให้แก่ทีม CEI ClickRobot Robo Kids จังหวัดเชียงราย เพื่อยกย่องผลงานที่โดดเด่นด้านความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม โดยมีทีมวิศวกรของ Dow ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสิน พร้อมมอบโล่เกียรติคุณและเงินรางวัล 5,000 บาท เพื่อเป็นแรงผลักดันให้เด็กไทยต่อยอดการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง

นายธนัช วัฒนศักดิ์ภูบาล ผู้อำนวยการฝ่ายซัพพลายเชนและโลจิสติกส์ กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย กล่าวว่า “Dow เชื่อว่าการเรียนรู้ที่ดีที่สุดเกิดจากการลงมือทำ การแข่งขัน FLL ไม่ได้สอนแค่เรื่องหุ่นยนต์หรือเทคโนโลยี แต่ช่วยปลูกฝังวิธีคิด การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ และการทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่เด็ก ๆ จะต้องใช้ตลอดชีวิต เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเตรียมเด็กไทยให้พร้อมรับมือกับโลกอนาคต และสร้างนักนวัตกรรมรุ่นใหม่ให้กับประเทศ”

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดเสวนาในหัวข้อ “ลูกดี-เก่ง-สุข ในยุค AI: สร้างเด็ก ‘คิดเป็น-ทำได้-ใจแกร่ง’ ด้วยทักษะสมอง EF” โดยความร่วมมือระหว่าง Dow ผู้สนับสนุนหลักของโครงการ"ดาว-อีเอฟ" ซึ่งส่งเสริมการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Functions) ในเด็กปฐมวัย โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันรักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป มาแบ่งปันความสำคัญของทักษะสมอง EF ซึ่งเป็นรากฐานของทั้ง IQ และ EQ ที่สามารถพัฒนาได้ผ่านการเล่นอย่างถูกวิธีรวมทั้งการทำภารกิจต่อเลโก้

การแข่งขัน FIRST® LEGO® League (FLL) จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลและการรับสมัครในครั้งต่อไปได้ที่เว็บไซต์ https://gammaco.com/fll/

PRÉCIEUX Thailand ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายนาฬิกาแบรนด์อิสระ จัดงานเปิดตัวนาฬิการะดับสูง Tutima Glashütte จากประเทศเยอรม...
17/02/2026

PRÉCIEUX Thailand ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายนาฬิกาแบรนด์อิสระ จัดงานเปิดตัวนาฬิการะดับสูง Tutima Glashütte จากประเทศเยอรมนีอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ณ PRÉCIEUX Watch Lounge บริเวณ Lobby Floor, President Tower Arcade โดยนำเสนอเรือนเวลาไฮไลต์ 3 รุ่นเรือธง ได้แก่ Hommage, Patria และ Tempostopp ภายในงานได้รับเกียรติจาก Mr. Karlo J. Burgmayer, Director International Sales, Tutima Glashütte เดินทางมาร่วมงาน พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชน โดยมี คุณรวิศ เหตานุรักษ์ CEO & Co-Founder, PRÉCIEUX Thailand และ Mr. Marcel Gut, Founder PRÉCIEUX Watch Lounge ให้การต้อนรับ

การเปิดตัวครั้งนี้สะท้อนความตั้งใจของ PRÉCIEUX Thailand ในการนำเสนอเรือนเวลาระดับสูงจากแบรนด์อิสระระดับโลก โดย Tutima Glashütte คือแบรนด์จากเมือง Glashütte ศูนย์กลางการทำนาฬิกาชั้นสูงของเยอรมนี ที่มีประวัติยาวนานเกือบ 100 ปี นาฬิการุ่น Hommage Minute Repeater ด้วยศิลปะของกลไก Minute Repeater แบบ In-house ที่ซ่อนรายละเอียดของชิ้นส่วนไว้ภายในกว่า 550 ชิ้น, รุ่น Patria โดดเด่นด้วยกลไกไขลาน Caliber Tutima 617 ตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 5 พลังงานสำรอง 65 ชั่วโมง และรุ่น Tempostopp โครโนกราฟกลไก Calibre T659 พร้อมฟังก์ชัน Tempostopp (Flyback) ในตัวเรือนทองคำโรสโกลด์ 18 กะรัต

การเปิดตัวครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของวงการนาฬิกาสะสมในประเทศไทย และตอกย้ำบทบาทของ PRÉCIEUX Thailand ในฐานะผู้นำเสนอแบรนด์นาฬิกาอิสระระดับโลกสู่ตลาดไทย

สนใจข้อมูลแบรนด์นาฬิกา Tutima Glashütte ทั้ง 3 รุ่น เพิ่มเติมสามารถติดต่อ PRÉCIEUX Watch Lounge บริเวณ Lobby Floor, President Tower Arcade โทร 096-182-0523 หรือทางช่องทางออนไลน์ได้ที่ LINE Official คลิ๊ก https://lin.ee/vlVVzOa

สมัครด่วน! อบรมครูวิทย์ออนไลน์ เคมีแบบย่อส่วนใช้ได้จริงในห้องเรียน ต่อยอดแรงบันดาลใจให้เด็กไทยกรุงเทพฯ – 9 กุมภาพันธ์ 25...
09/02/2026

สมัครด่วน! อบรมครูวิทย์ออนไลน์ เคมีแบบย่อส่วน

ใช้ได้จริงในห้องเรียน ต่อยอดแรงบันดาลใจให้เด็กไทย

กรุงเทพฯ – 9 กุมภาพันธ์ 2569 – สมาคมเคมีแห่งประเทศไทยฯ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) และเครือข่ายพันธมิตรด้านการศึกษา เปิดรับสมัครคุณครูวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศ เข้าร่วมเวิร์กช็อปออนไลน์ “การอบรมเทคนิคปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วนสำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา และโครงการห้องเรียนเคมีดาว รุ่นที่ 13” เพื่อยกระดับการเรียนการสอนเคมีให้ทันสมัย ปลอดภัย และสามารถนำไปใช้ได้จริงในห้องเรียน

การอบรมจัดขึ้นผ่านแอปพลิเคชัน Zoom โดยแบ่งการเรียนรู้เป็นภาคทฤษฎีในวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 และภาคปฏิบัติในวันที่ 23–24 พฤษภาคม 2569 มุ่งเน้นการถ่ายทอดเทคนิคการทดลองเคมีแบบย่อส่วน ซึ่งช่วยลดการใช้สารเคมี เพิ่มความปลอดภัย ประหยัดต้นทุน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมแนวทางการประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอนในบริบทของโรงเรียนมัธยมศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้เข้าร่วมอบรมภาคปฏิบัติจะได้รับชุดอุปกรณ์ทดลองเคมีแบบย่อส่วนที่ปลอดภัยและพร้อมใช้งาน จำนวน 8 ชุด มูลค่ากว่า 4,000 บาท สามารถนำไปใช้จัดการเรียนการสอนได้มากกว่า 20 ครั้ง อีกทั้งผู้ที่สำเร็จการอบรมจะได้รับประกาศนียบัตรรับรองจาก สพฐ. และสามารถนับชั่วโมงพัฒนาวิชาชีพหรือวิทยฐานะได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด

ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมการอบรมได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันพฤหัสบดีที่ 10 เมษายน 2569 โดยลงทะเบียนและชำระค่าสมัครผ่าน QR Code ที่กำหนด ทั้งนี้ ผู้สมัครทุกท่านจะต้องเข้าร่วมการทดสอบระบบและการชี้แจงรายละเอียดการอบรมก่อนวันเรียนจริง ในวันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน 2569 สำหรับภาคทฤษฎี และวันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม 2569 สำหรับภาคปฏิบัติ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ [email protected] หรือโทรศัพท์หมายเลข 02-611-7656

เด็กกทม. มีเฮ! ปีนี้มีวันเด็ก 2 รอบ สนุกกันอีกครั้งฟรี! 22-25 ม.ค.นี้ ที่พิพิธภัณฑ์สวนป่าเบญจกิติกรุงเทพฯ – 14 มกราคม 25...
14/01/2026

เด็กกทม. มีเฮ! ปีนี้มีวันเด็ก 2 รอบ สนุกกันอีกครั้งฟรี! 22-25 ม.ค.นี้ ที่พิพิธภัณฑ์สวนป่าเบญจกิติ

กรุงเทพฯ – 14 มกราคม 2569 – ข่าวดีสำหรับผู้ปกครอง คุณครู และน้องๆ ชาวกทม. กับควันหลงวันเด็กในปีนี้ ฟรี! ร่วมสนุกได้กว่า 40 ซุ้มกิจกรรมขนาดใหญ่ พร้อมเวทีการแสดงและแบ่งปันความรู้ด้านการพัฒนาทักษะสมอง EF หรือ Executive Function ในเด็ก ซึ่งเป็นสมองส่วนที่ควบคุมการคิดวิเคราะห์ การควบคุมอารมณ์ และการกำกับตนเอง พบกันวันที่ 22–25 มกราคม 2569 ณ พิพิธภัณฑ์สวนป่าเบญจกิติ (โรงงานยาสูบ) กรุงเทพมหานคร เวลา 10:00-18:00 น. กับมหกรรมพัฒนาทักษะสมองเพื่อเด็กดี เก่ง สุข สมวัย “ดรีมซิตี้: เมืองสร้างฝัน อีเอฟสร้างคน” ติดตามรายละเอียดได้ที่เฟซบุ๊ก Dow Thailand Group

พลาดไม่ได้กับมหกรรมครอบครัวที่เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้เล่นสนุกในขณะที่เรียนรู้และฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ วางแผน แก้ปัญหา ควบคุมอารมณ์ และอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข พร้อมทั้งเปิดพื้นที่ให้ผู้ปกครองและครูเรียนรู้เทคนิคการส่งเสริมเด็กให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพทั้งในครอบครัวและในห้องเรียน โดยไม่มีค่าใช้จ่าย งานนี้เป็นความร่วมมือของกรุงเทพมหานคร กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) สถาบันรักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป (RLG) สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) และพันธมิตรอื่นๆ อีกมากมาย

งานวันเด็กรอบ 2 นี้ มีการจำลองพื้นที่เป็นเมืองต่าง ๆ ที่ทั้งครอบครัวจะได้ร่วมสนุกและเรียนรู้การนำทักษะสมอง EF ไปประยุกต์ใช้ โดยเริ่มจาก “เมืองแสนสนุก” ที่บอกเล่าว่า EF คืออะไร และสามารถสร้างได้ที่บ้านด้วยวิธีง่าย ๆ ผ่านกิจกรรมตัวอย่างที่นำไปปรับใช้ได้เลย พร้อมบูธที่ให้เด็กๆ ได้เล่นอย่างมีความหมาย “เมืองแนะแนว” ที่มีการประเมินทักษะ EF เบื้องต้นในเด็กปฐมวัยและวัยรุ่น “เมืองสร้างฝัน” ที่ให้เด็ก ๆ ได้สวมบทบาทเป็นอาชีพที่ใฝ่ฝัน อาทิ นักวิทยาศาสตร์ ตำรวจไซเบอร์ อินฟลูเอนเซอร์ นักบิน เพื่อเชื่อมโยง EF สู่โลกการทำงานจริง “เมืองสุขใจ” ที่มีลานเล่นท้าทายประสาทสัมผัส ให้ฝึกการใช้กล้ามเนื้อและทักษะต่าง ๆ และยังมีการนั่งสมาธิ ชาร์จพลังให้สมอง “เมืองเรียนรู้” ที่มีผู้เชี่ยวชาญมาแบ่งปันประสบการณ์สร้าง EF ทั้งในห้องเรียน และชุมชน “เมืองต้นแบบ” ที่สาธิตวิธีการนำ EF ไปใช้ในห้องเรียน พร้อมผลสำเร็จจากรร.ในกทม. และระยอง ไปจนถึง “เมืองสร้างสุข” เวทีการแสดงโชว์วิทยาศาสตร์ และการแสดงแสนสนุกมากมาย ไม่หมดเพียงแค่นี้! เพราะยังมี “เมืองของอร่อย” ที่รวมของดี ของอร่อยจากเขตต่างๆ ในกทม. มาไว้ในที่เดียวให้ทุกท่านได้ซื้อไปเติมพลัง

พบกันได้ฟรี! กับวันเด็กรอบ 2 ของชาวกทม. ที่งาน “ดรีมซิตี้: เมืองสร้างฝัน อีเอฟสร้างคน” วันที่ 22–25 มกราคม 2569 ณ พิพิธภัณฑ์สวนป่าเบญจกิติ (โรงงานยาสูบ) เวลา 10:00-18:00 น.

คู่มือสำหรับการเลือกติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปปีพ.ศ.2569: สิ่งที่เจ้าของบ้านควรรู้ความปลอดภัยต้องมาก่อนสำหรับโซลาร์รูฟท็อป ท่า...
29/12/2025

คู่มือสำหรับการเลือกติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปปีพ.ศ.2569: สิ่งที่เจ้าของบ้านควรรู้

ความปลอดภัยต้องมาก่อนสำหรับโซลาร์รูฟท็อป

ท่ามกลางราคาค่าไฟฟ้าที่ผันผวนและความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้น โซลาร์รูฟท็อปได้กลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากขึ้นสำหรับครัวเรือนไทย โดยภายในปีพ.ศ. 2569 ตลาดคาดว่าจะมีความพร้อมมากขึ้น มีการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้น รวมถึงมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับเจ้าของบ้านที่กำลังพิจารณาการลงทุน การตัดสินใจไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคา หรือขนาดแผงของโซลาร์รูฟท็อปเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ “ความปลอดภัย” และ “ประสิทธิภาพ” ได้กลายเป็นสองปัจจัยชี้ขาดที่แยกระบบที่เชื่อถือได้ในระยะยาวออกจากความผิดพลาดที่อาจมีต้นทุนสูง

ดร. เตชทัต บูรณะอัศวกุล ประธานสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) อธิบายกับบางกอกโพสต์ว่า “โซลาร์รูฟท็อปควรถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าที่สำคัญของบ้าน ไม่ใช่อุปกรณ์เสริมที่ติดตั้งเพิ่มเติมภายหลัง ความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญสูงสุดของโซลาร์รูฟท็อป ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ต้องได้รับการออกแบบและติดตั้งตามมาตรฐานความปลอดภัยเดียวกับระบบไฟฟ้าอื่น ๆ ภายในบ้าน หากเจ้าของบ้านมุ่งเน้นเพียงการประหยัดค่าใช้จ่ายโดยไม่เข้าใจข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพของระบบ ก็อาจทำให้ครอบครัวและทรัพย์สินเผชิญกับความเสี่ยงที่ไม่จำเป็นได้”

ความปลอดภัยต้องมาก่อน: โซลาร์รูฟท็อปคือโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า

ในปี พ.ศ. 2569 ระบบโซลาร์รูฟท็อปสำหรับที่อยู่อาศัยในประเทศไทยโดยทั่วไปคาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 150,000 ถึง 400,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดระบบและการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ตัวอย่างเช่น ระบบขนาด 5 กิโลวัตต์พีค (kWp) ที่ไม่มีแบตเตอรี่จะมีราคาประมาณ 150,000 บาท ขณะที่ระบบขนาด 10 กิโลวัตต์พีค (kWp) พร้อม BESS ขนาด 14 กิโลวัตต์-ชั่วโมง อาจมีราคาสูงถึงราว 400,000 บาท แม้ราคาของอุปกรณ์จะลดลงและทำให้โซลาร์เข้าถึงได้ง่ายขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าไม่ควรเลือกระบบจากใบเสนอราคาที่ถูกที่สุดเพียงอย่างเดียว

ต้นทุนแฝงอาจเกิดขึ้นหากอุปกรณ์ไม่เป็นไปตามมาตรฐานระดับประเทศ หรือมีการตัดทอนอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยที่จำเป็น ความเสี่ยงเหล่านี้อาจนำไปสู่ค่าเบี้ยประกันที่สูงขึ้น ปัญหาการบำรุงรักษา การไม่ผ่านการตรวจสอบ หรือการหยุดทำงานของระบบโดยไม่คาดคิด ซึ่งล้วนบั่นทอนผลตอบแทนทางการเงินที่คาดหวังไว้

สำหรับครัวเรือนส่วนใหญ่ ระยะเวลาการคืนทุนของโซลาร์รูฟท็อปจะอยู่ที่ประมาณ 4 ถึง 5 ปี ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าและประสิทธิภาพโดยรวมของระบบ บ้านที่ใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวันสูง เช่น โฮมออฟฟิศ ครัวเรือนที่ทำงานจากบ้าน หรือครอบครัวที่มีรถยนต์ไฟฟ้า มักจะเห็นผลตอบแทนได้เร็วกว่า

อย่างไรก็ตาม ความสม่ำเสมอในการทำงานของระบบเป็นปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ระบบที่ออกแบบไม่ดีหรือไม่ปลอดภัยอาจเกิดการหยุดทำงานบ่อยครั้ง การก่อให้เกิดการสูญเสียพลังงาน หรือเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ ซึ่งส่งผลให้ผลประหยัดในระยะยาวลดลง อินเวอร์เตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูง ระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ และแบตเตอรี่ที่ผ่านการรับรอง มีบทบาทสำคัญในการสร้างผลตอบแทนที่คาดการณ์ได้ตลอดอายุการใช้งานของระบบ ซึ่งอาจยาวนานกว่า 20 ปี

เจ้าของบ้านต้องยื่นขออนุญาตเชื่อมต่อระบบกับโครงข่ายไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) หรือการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ตามพื้นที่ที่อยู่อาศัย การติดตั้งต้องเป็นไปตามมาตรฐานไฟฟ้าของประเทศไทยและได้รับการรับรองจากวิศวกรผู้มีคุณวุฒิ เอกสารที่ใช้ประกอบการขออนุญาตโดยทั่วไป ได้แก่ รูปแบบในการออกแบบระบบ รายละเอียดอุปกรณ์ และรายงานการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย

ดร. เตชทัต ระบุว่า “ระบบที่สอดคล้องกับมาตรฐาน วสท. ฉบับล่าสุด มักผ่านการตรวจสอบได้ราบรื่นกว่า อีกทั้งยังช่วยคุ้มครองเจ้าของบ้านในเชิงกฎหมายและการเงิน หากเกิดข้อพิพาทหรืออุบัติเหตุในอนาคต”

ข้อกำหนดของมาตรฐาน วสท. ปี 2568

มาตรฐานล่าสุดของประเทศไทยคือ วสท. ปี พ.ศ. 2568 มาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ซึ่งให้ความสำคัญกับการป้องกันอัคคีภัย การป้องกันอาร์กไฟฟ้ากระแสตรง และการลดแรงดันไฟฟ้าให้อยู่ในระดับปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน (Rapid Shutdown หรือ RSD)

หนึ่งในข้อกำหนดสำคัญคือ อุปกรณ์ตัดวงจรอาร์กไฟฟ้ากระแสตรง (Arc Fault Circuit Interrupter: AFCI) สำหรับอินเวอร์เตอร์ ตามมาตรฐาน วสท. อินเวอร์เตอร์ต้องติดตั้งAFCI ที่สามารถตัดกระแสไฟได้ภายใน 2.5 วินาที เมื่อมีการตรวจพบอาร์กไฟฟ้ากระแสตรง ตามมาตรฐาน IEC 63027 หรือ UL 1699B

AFCI มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการป้องกันไฟไหม้ที่เกิดจากอาร์กไฟฟ้ากระแสตรง ซึ่งมักมองไม่เห็นแต่มีอันตรายสูงมาก เจ้าของบ้านควรตรวจสอบเสมอว่าอินเวอร์เตอร์เป็นไปตามมาตรฐานเหล่านี้

นอกเหนือจาก AFCI แล้ว ฟังก์ชัน Rapid Shutdown เป็นข้อบังคับตามแนวทางของ วสท. ฟังก์ชันนี้ช่วยลดแรงดันไฟฟ้าอย่างรวดเร็วในกรณีฉุกเฉิน เพื่อปกป้องนักดับเพลิง ช่างเทคนิค และผู้อยู่อาศัย

ตัวอย่างแบรนด์และระบบความปลอดภัย

หนึ่งในแบรนด์ที่มีชื่อเสียงในตลาดโซลาร์รูฟท็อปของประเทศไทยคือ Huawei Solar Cell ซึ่งให้ความสำคัญด้านความปลอดภัย อินเวอร์เตอร์และอ็อปติไมเซอร์ของ Huawei เป็นไปตามมาตรฐานดังกล่าว โดยอินเวอร์เตอร์มี AFCI แบบบิวท์อินที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน IEC 63027 สามารถตัดอาร์กไฟฟ้ากระแสตรงได้อัตโนมัติภายใน 0.5 วินาที ขณะที่อ็อปติไมเซอร์มีฟังก์ชัน Rapid Shutdown ที่ช่วยลดแรงดันไฟฟ้าลงต่ำกว่า 30 Vdc ในกรณีเกิดเพลิงไหม้

ดร. เตชทัต ยังเตือนถึงความเข้ากันได้ของระบบ Rapid Shutdown ระบบสื่อสารผ่านสายไฟ (Power Line Communication: PLC) และกลไกป้องกันอื่น ๆ เช่น การตรวจจับกระแสไฟฟ้ารั่วลงดิน
พร้อมเสริมว่า อุปกรณ์ทุกชิ้นต้องทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ หากการออกแบบโปรโตคอลการสื่อสารไม่เหมาะสม ระบบความปลอดภัยอาจไม่ทำงานเมื่อจำเป็น

เขายังชี้ให้เห็นความเข้าใจผิดที่ว่า มาตรฐาน วสท. กำหนดให้ต้องมีฟังก์ชัน AFCI และ Rapid Shutdown เฉพาะโซลาร์รูฟท็อปที่มีกำลังการติดตั้งมากกว่า 200 kWp เท่านั้น ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างร้ายแรง มาตรฐาน วสท. กำหนดให้โซลาร์รูฟท็อปทุกระบบ ไม่ว่าจะมีขนาดเท่าใด ต้องติดตั้งฟังก์ชันความปลอดภัย AFCI และ Rapid Shutdown

ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่
สำหรับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ การรับรองด้านความปลอดภัยมีความสำคัญยิ่งกว่า เนื่องจากแบตเตอรี่มีพลังงานสะสมสูงและพร้อมก่อให้เกิดอันตรายได้ตลอดเวลา

เมื่อเลือกแบตเตอรี่สำหรับบ้าน ควรพิจารณาคุณสมบัติด้านการป้องกันน้ำและฝุ่น การใช้เซลล์คุณภาพสูง ระบบป้องกันความเสี่ยงทางไฟฟ้า และระบบระบายแรงดันเพื่อลดโอกาสการติดไฟและการลุกลามของเพลิงไหม้ อย่างไรก็ตาม แนะนำให้ติดตั้งแบตเตอรี่ในพื้นที่กึ่งภายนอกอาคาร

เจ้าของบ้านควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าแบตเตอรี่เป็นไปตามมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับ เช่น IEC 62619, IEC 63056, UN38.3, VDE 2510-50, CE, RCM, ISO 13849, REACH และ RoHS ซึ่งครอบคลุมด้านเสถียรภาพทางความร้อน ความปลอดภัยทางไฟฟ้า ความปลอดภัยในการขนส่ง และการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม

ขณะเดียวกัน เจ้าของบ้านยังได้รับการเตือนให้หลีกเลี่ยงการซื้อระบบโซลาร์รูฟท็อปจากผู้รับเหมารายเล็กหรือขาดประสบการณ์ ซึ่งการติดตั้งอาจไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด

นายปรเมศวร์ พิชิตานนท์ ผู้จัดการฝ่ายพลังงานทดแทน บริษัท MEA Smart Energy Solution (MEAei) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) กล่าวว่า “บ้านที่ติดตั้งโซลาร์จำนวนมากยังคงเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าของรัฐ เนื่องจากครัวเรือนยังต้องใช้ไฟฟ้าในเวลากลางคืน จึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบจากหน่วยงานการไฟฟ้า เพื่อให้แน่ใจว่าไฟฟ้าที่ผลิตจากโซลาร์จะไม่ไหลย้อนกลับเข้าสู่ระบบโครงข่ายอย่างไม่เหมาะสม”

“เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องตรวจสอบอุปกรณ์และการติดตั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าไฟฟ้าจากระบบโซลาร์จะไม่ไหลเข้าสู่ระบบโครงข่าย” นายปรเมศวร์ กล่าว พร้อมย้ำว่า “หากการติดตั้งไม่ผ่านการตรวจสอบ ระบบโซลาร์ก็ไม่สามารถใช้งานได้”

“การตัดสินใจอย่างเร่งรีบเพียงเพราะส่วนลดราคา อาจนำไปสู่ปัญหาและค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นหลังการติดตั้ง” นายปรเมศวร์ อธิบาย พร้อมเน้นย้ำว่า “ประสิทธิภาพไม่ได้หมายถึงกำลังผลิตของระบบเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงความสอดคล้องของระบบกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของครัวเรือนด้วย”

ดร. เตชทัต แนะนำให้เจ้าของบ้านมองไกลกว่าราคาโปรโมชั่น โดยตรวจสอบรีวิวจากลูกค้า ความน่าเชื่อถือของบริษัทแม่ ประวัติการดำเนินธุรกิจ และประวัติการร้องเรียนต่าง ๆ

โซลูชันชั้นนำอย่าง Huawei Solar Cell ผสานอินเวอร์เตอร์ประสิทธิภาพสูง ระบบมอนิเตอร์อัจฉริยะ และสถาปัตยกรรมด้านความปลอดภัยที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ

“จุดแข็งของระบบดังกล่าวได้แก่ ประสบการณ์ในระดับโลก ระบบบริการหลังการขายที่แข็งแกร่ง และแอปพลิเคชันบนมือถือที่ใช้งานง่าย” ดร. เตชทัต ระบุ

ด้วยการผสานการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าเข้ากับการปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยของ วสท. ระบบเหล่านี้จึงมอบทั้งความอุ่นใจและการประหยัดในระยะยาว ประสิทธิภาพและความปลอดภัยไม่ควรถูกแยกออกจากกัน ระบบที่ให้ผลผลิตดีแต่ไม่ปลอดภัยนั้นยอมรับไม่ได้ และระบบที่ปลอดภัยแต่ประสิทธิภาพต่ำก็ไม่สามารถสร้างคุณค่าได้ ดร. เตชทัต กล่าวสรุป

ในขณะที่ประเทศไทยมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 โซลาร์รูฟท็อปจึงได้รับความสนใจมากขึ้น ไม่ใช่เพื่อเป็นเพียงเครื่องมือในการลดค่าไฟฟ้า แต่เป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อความมั่นคงของครัวเรือน เสถียรภาพทางการเงิน และการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า

‘เอส แอนด์ พี’ ร่วมกับ ‘มูลนิธิออทิสติกไทย’สร้างคุณค่าแก่สังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่าน “กระเป๋าผ้ารักษ์โลกS&P คอลเลคชั่น 2026...
23/12/2025

‘เอส แอนด์ พี’ ร่วมกับ ‘มูลนิธิออทิสติกไทย’

สร้างคุณค่าแก่สังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่าน “กระเป๋าผ้ารักษ์โลกS&P คอลเลคชั่น 2026”

บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ มูลนิธิออทิสติกไทย (ARTSTORY By Autistic Thai) ดำเนินโครงการพกถุงผ้า บอกลาถุงพลาสติก ผ่าน “กระเป๋าผ้ารักษ์โลกS&P คอลเลคชั่น 2026” ผลิตจากวัสดุ รีไซเคิล สกรีนลายสวยงามจากผลงานศิลปะของศิลปินออทิสติก โดยรายได้ส่วนหนึ่งมอบให้กับมูลนิธิออทิสติกไทย สำหรับเป็นของขวัญอันทรงคุณค่า ส่งต่อความรักและความปรารถนาดีให้แก่กันในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ใกล้จะถึงนี้ อีกทั้งเป็นการเชิญชวนลูกค้าใช้กระเป๋าผ้าที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำทดแทนการใช้ถุงพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง (Single-use plastic) เพื่อร่วมสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

คุณมณีสุดา ศิลาอ่อน ประธานเจ้าหน้าที่สำนักพัฒนาความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร กล่าวว่า “เอส แอนด์ พี มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจตามนโยบายการพัฒนาที่ยั่งยืนของบริษัทฯ เพื่อความสมดุลของมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยโครงการรณรงค์พกถุงผ้า บอกลาถุงพลาสติกในปีนี้ เอส แอนด์ พี ได้สนับสนุนกระเป๋าผ้า rPET จำนวน 10,000 ใบ ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล โดยกระเป๋าผ้า 1 ใบ ผลิตจากขวดรีไซเคิล 10 ใบ สำหรับกระเป๋าผ้ารักษ์โลกS&P จากการสนับสนุนครั้งนี้จำนวน 10,000 ใบ ช่วยลดขยะฝังกลบที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 2,216.71 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ได้ถึง 246 ต้น

นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างคุณค่าแก่สังคม โดยส่งเสริมศักยภาพของน้องๆ ออทิสติก ด้วยการคัดสรรผลงานศิลปะจากศิลปินออทิสติก มูลนิธิออทิสติกไทย สำหรับสกรีนเป็นลายกระเป๋าผ้า 2 ลาย คือ ลายทะเล ผลงานของน้องกานต์ และ ลายดอกไม้ ผลงานของน้องอั่งเปา เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาสมดุลทางธรรมชาติ นำมาสู่ความสวยงามของระบบนิเวศ เหมาะสำหรับเป็นของขวัญอันทรงคุณค่า เพื่อส่งต่อความรักและความปรารถนาดีให้แก่กันในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ อีกทั้งเป็นการเชิญชวนลูกค้าเลือกใช้กระเป๋าผ้าที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ทดแทนการใช้ถุงพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง (Single-use plastic) ช่วยลดปัญหาขยะพลาสติกที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม”

เอส แอนด์ พี คัดสรรผลิตภัณฑ์คุณภาพแก่ลูกค้าคนสำคัญ มาพร้อมกับโปรโมชั่นสุดพิเศษ สำหรับ “กระเป๋าผ้ารักษ์โลกS&P คอลเลคชั่น 2026” จำหน่ายราคาปกติใบละ 250 บาท พิเศษสมาชิก S&P Card รับส่วนลด 40 บาท เหลือเพียง 210 บาท และลูกค้าทั่วไปเมื่อซื้อสินค้าครบ 150 บาท รับสิทธิ์แลกซื้อในราคาใบละ 210 บาท เริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป ณ ร้านS&P ที่ร่วมรายการ

เอส แอนด์ พี ขอเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมศักยภาพและสร้างคุณค่าแก่คนในสังคม พร้อมร่วมรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สังคมไทยเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

Dr. Orn Medical Hair Center ต่อยอดสู่ Wellness ภายใต้แนวคิด The Body Code รับเทรนด์ Health & Longevity ที่เติบโตทั้งไทยแ...
18/12/2025

Dr. Orn Medical Hair Center ต่อยอดสู่ Wellness ภายใต้แนวคิด The Body Code รับเทรนด์ Health & Longevity ที่เติบโตทั้งไทยและทั่วโลก

กรุงเทพฯ – ท่ามกลางกระแสการเติบโตของอุตสาหกรรม Health, Wellness และ Longevity ทั้งในประเทศไทยและระดับโลก Dr. Orn Medical Hair Center คลินิกเฉพาะทางด้านเส้นผมชั้นนำของประเทศ ได้ต่อยอดความสำเร็จสู่การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ภายใต้แนวคิด “The Body Code – การถอดรหัสสุขภาพเฉพาะบุคคล” เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพจากการรักษาเฉพาะจุด สู่การดูแลเชิงป้องกันและยั่งยืนในระยะยาว

แพทย์หญิงอรอุมา พันธ์อภิวัฒน์ (Dr. Orn) ประธานกรรมการบริหาร และผู้ก่อตั้ง Dr. Orn Medical Hair Center กล่าวว่า จากประสบการณ์ดูแลผู้เข้ารับบริการด้านเส้นผมและสุขภาพมากกว่า 60,000 รายอาทิเช่น โดม ปกรณ์ ลัม , ดาว พิมพ์ทอง วชิราคม , บอย ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ , เวียร์ ศุกลวัฒน์ คณารศ , เชน ณัฐวัฒน์ เปล่งศิริวัธน์ , สงกรานต์ เตชะณรงค์ , ท๊อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ตลอดระยะเวลากว่า 14 ปี ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ปัญหาสุขภาพในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นผมร่วง ผมบาง น้ำหนักตัวเพิ่ม หรือภาวะอ่อนล้า ล้วนเป็นผลลัพธ์จากความไม่สมดุลของร่างกาย และไม่สามารถแก้ไขได้อย่างยั่งยืนด้วยการดูแลแบบเหมารวม

“The Body Code คือความเชื่อว่าร่างกายของแต่ละคนมีรหัสสุขภาพของตัวเอง หากเราเข้าใจรหัสนั้นอย่างถูกต้อง เราจะสามารถดูแลสุขภาพได้ตรงจุด และป้องกันปัญหาในอนาคตได้ดีกว่าการรอรักษาเมื่อเกิดปัญหาแล้ว” แพทย์หญิงอรอุมา กล่าว

Hair Wellness: ถอดรหัสสุขภาพเส้นผมด้วย Medical Hair Spa

จุดเริ่มต้นของการต่อยอดสู่ Wellness คือ Hair Wellness ภายใต้แนวคิด Medical Hair Spa ซึ่งนำ “คณิตศาสตร์ของการแพทย์” หรือการวิเคราะห์เชิงระบบ มาผสานกับการผ่อนคลาย โดยประเมินตั้งแต่สภาพหนังศีรษะ ระบบร่างกาย ฮอร์โมน การอักเสบ และระดับความเครียด เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถเริ่มดูแลเส้นผมได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามจนกลายเป็นผมบางหรือผมร่วงเรื้อรังในอนาคต

แนวคิดนี้สะท้อนการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Wellness) ที่ไม่เพียงเน้นผลลัพธ์ด้านความสวยงาม แต่สร้างสุขภาพเส้นผมที่แข็งแรงจากภายใน และสามารถดูแลควบคู่ไปกับการใช้ชีวิตและการทำงานของคนยุคใหม่ได้อย่างสมดุล

Weight & Wellness: ดูแลสุขภาพทั้งระบบ ภายใต้ The Body Code

จากการถอดรหัสสุขภาพผ่านเส้นผม Dr. Orn Medical Hair Center ได้ขยายการดูแลสู่ Weight & Wellness เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้บริหาร Founder และนักธุรกิจรุ่นใหม่ ที่มองสุขภาพเป็น การลงทุนระยะยาว และต้องการการดูแลที่ไม่กระทบต่อประสิทธิภาพในการทำงาน

ศูนย์ Weight & Wellness มุ่งเน้นการดูแลแบบองค์รวม ครอบคลุมตั้งแต่การควบคุมน้ำหนัก ระบบเผาผลาญ สมดุลฮอร์โมน ความเครียด สุขภาพจิตใจ ไปจนถึงการปรับไลฟ์สไตล์ โดยออกแบบแผนสุขภาพเฉพาะบุคคลตาม The Body Code ของแต่ละคน เพื่อสร้างผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ยั่งยืน มากกว่าการลดน้ำหนักแบบเร่งด่วน

“เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่การทำให้คนดูดีขึ้นในระยะสั้น แต่คือการทำให้เขามีพลัง สุขภาพแข็งแรง และใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพในระยะยาว” แพทย์หญิงอรอุมา กล่าว

The Body Code กับอนาคตของ Health & Longevity

การต่อยอดจากความเชี่ยวชาญด้านเส้นผมสู่ Wellness ภายใต้แนวคิด The Body Code สอดคล้องกับเทรนด์ Health & Longevity ที่ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับการยืดช่วงชีวิตที่มีคุณภาพ (Healthspan) มากกว่าการรักษาเมื่อเกิดโรค โดย Dr. Orn Medical Hair Center มุ่งสร้างมาตรฐานใหม่ของการดูแลสุขภาพ ที่ผสานศาสตร์การแพทย์ ความเข้าใจเชิงระบบ และไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่เข้าไว้ด้วยกัน

การเปิดตัวบริการ Wellness ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการขยายธุรกิจ แต่เป็นการสะท้อนวิสัยทัศน์ของ Dr. Orn ในการเป็นผู้นำด้าน Personalized Preventive Wellness ที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพ การทำงาน และคุณภาพชีวิตในระยะยาว

ที่อยู่

136 Na Ranong Road, Khlong Toei, Bangkok
Klong Toey
10110

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 06:00
อังคาร 09:00 - 06:00
พุธ 09:00 - 06:00
พฤหัสบดี 09:00 - 06:00
ศุกร์ 09:00 - 06:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ M2FNewsผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง M2FNews:

แชร์