Sakol lumpa เพจ..สาระและความบันเทิง

อรุณรุ่ง
31/10/2025

อรุณรุ่ง

21/05/2025

FINAL DESTINATION เคยเป็นหนึ่งในตอน
ที่ไม่ได้สร้างของซีรีส์ THE X-FILES

ก่อนเป็นแฟรนไชส์โกงความตายสุดอมตะ “Final Destination” เคยเป็นเพียงบทของหนึ่งในตอนที่ไม่ได้ใช้ของซีรีส์ลึกลับในตำนาน “The X-Files”

ในตอนนั้นบทยังใช้ชื่อว่า “Flight 180” จากปลายปากกาของ Jeffrey Reddick ที่จะกลายเป็นผู้เขียนบท Final Destination สองภาคแรก โดยได้แรงบันดาลใจจากนิตยสารเล่มหนึ่งที่มีเรื่องลึกลับเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งที่มีลางสังหรณ์เกี่ยวกับเครื่องบิน และจึงตัดสินใจลงจากเครื่องบินก่อนเทคออฟ ซึ่งท้ายสุดแล้วเครื่องบินลำนั้นก็ตกจริง ๆ จนกลายมาเป็นไอเดีย

“หรือผู้หญิงคนนั้นสามารถโกงความตายได้ แล้วจะเป็นอย่างไร ถ้า “ความตาย” ตามล่าเธอด้วยตัวเอง”

ก่อนจะส่งเนื้อเรื่องยาว 15 หน้าไปให้ให้ James Wong และ Glen Morgan สองผู้กำกับซีรีส์ The X-Files ที่เขาหมายตาจะให้พา Flight 180 ขึ้นมาโลดแล่นบนจอแก้ว แต่ท้ายสุดก็ถูกปัดตกด้วยเหตุผลหลายอย่างพอสมควร

แม้ในเวลาต่อมา James Wong จะได้เป็นผู้กำกับจริง ๆ ในภาคแรก และภาค 3 แต่ในตอนนั้น เหตุผลหลัก ๆ ที่ปัดตกไปคือเขาเห็นว่า “ความตาย” ดูเป็น “ตัวละคร” เกินไป มันทำให้เขานึกถึงยมทูตในหนัง Love and Death ปี 1975 ของผู้กำกับ Woody Allen ต่อมาคือมันจะกลายเป็นตอนที่สองตัวละครหลักของซีรีส์อย่าง Mulder และ Scully ต้องเอาชีวิตรอดจากความตาย (และบังคับว่าต้องรอด) โดยไม่มีเวลาได้สืบสวนตามสไตล์ของซีรีส์ กลับกันคือเรื่องราวก็จะไม่ได้ทำงานของมันอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับฉากการตายของแต่ละตัวละครในตอนล้วนต้องพึ่งงบประมาณที่ James Wong และ Glen Morgan มองว่าเกินกรอบของการสร้างตอนเดียวของทีวีซีรีส์ไปหน่อย

Flight 180 เล่าผ่านมุมมองของ Charles Scully น้องชายของ Dana Scully ส่วนโครงเรื่อง รวมถึงฉากการตายนั้นจะคล้ายกับ Final Destination เกือบทั้งหมด ต่างกันเพียงระหว่างทางจะมีสองนักสืบ Fox Mulder และ Dana Scully เข้ามาไขความลึกลับ พร้อมทั้งไล่ช่วยชีวิตแก๊ง 7 ต้องตาย (ซึ่งช่วยไม่ทัน) ส่วนการเฉลยว่าทั้งหมดเป็นฝีมือของ “ความตาย” นั้นจะเกิดขึ้นในท้ายเรื่อง และนอกจากนี้ ความตายในเรื่องนี้ยังสามารถเข้าสิงคนเพื่อออกไล่ล่าเหยื่อด้วยตัวเองได้

ส่วนที่น่าสนใจ และแฟรนไชส์ทั้ง 5 ภาคยังไม่เคยมีการหยิบไปเล่น คือจุดเฉลยว่าการที่ Charles มีนิมิตนั้นเกิดจากความตายที่เห็นว่าเขายังไม่ถึงเวลา จึงทำให้เขาเห็นภาพสยองล่วงหน้าและเอาชีวิตรอดออกมาได้… แต่ไม่ใช่สำหรับคนอื่น ๆ ที่ตามลงมาจากเครื่องบิน

ทำให้ตอนนี้ สำหรับแฟรนไชส์ Final Destination นั้น นอกจากจะมีจุดขายเป็นฉากการตายอันน่าสยดสยอง ยังมีเรื่องราวที่ว่าด้วยคนเห็นนิมิต ที่จะมีภาคละคน ซึ่งหวังว่าในภาค 6 อย่าง Final Destination: Bloodlines จะมีการขยายตรงนี้มากขึ้น

แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น สามารถกลับไประทึกรำลึกความหลังกับ “ภาคแรก” ได้ในโรงภาพยนตร์ที่กลับมาฉายอีกครั้งในโอกาสครบรอบ 25 ปี

FINAL DESTINATION
7 ต้องตาย โกงความตาย
วันนี้ ในโรงภาพยนตร์

FINAL DESTINATION: BLOODLINES
ไฟนอล เดสติเนชั่น: ทายาทโกงตาย
22 พฤษภาคม ในโรงภาพยนตร์

#จดอ ูIT #ไฟนอลเดสติเนชั่น

15/05/2025
02/02/2025
19/01/2025

UPDATE: ครั้งแรกที่ภาพยนตร์ไทยโตแซงฮอลลีวูด ‘M Studio’ ทุ่ม 100 ล้าน สร้างอีก 20 เรื่อง หวังรอลุ้นรายได้ธี่หยด 3 และนาคี 3
ครั้งแรกที่ภาพยนตร์ไทยโตแซงภาพยนตร์ฮอลลีวูด ‘M Studio’ ชี้ว่าเป็นปีทองของวงการเลยก็ว่าได้ หลังจาก สัปเหร่อ, ธี่หยด, 4KINGS โกยรายได้ทะลุ 100 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าทุ่ม 100 ล้านบาท เร่งเครื่องผลิตภาพยนตร์ไทย 20 เรื่องฉายในปี 2568
“ตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปี 2568 กระแสภาพยนตร์ไทยประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถเรียกได้ว่าเป็นปีทองที่จะพีคที่สุดครั้งแรกในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย” สุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร M Studio สตูดิโอผู้ผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ในประเทศไทยและต่างประเทศ กล่าว
สะท้อนจากภาพรวมตลาดอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในประเทศไทยที่มีมูลค่าอยู่ที่ 4,485 ล้านบาท ปัจจุบัน M Studio ถือส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 54% รองลงมาคือ GDH อยู่ที่ 22% มีภาพยนตร์ที่เข้าฉายรวมๆ 326 เรื่อง โดยภาพยนตร์ไทยมีสัดส่วนรายได้มากถึง 54% ส่วนภาพยนตร์ฮอลลีวูดอยู่ที่ 38% และภาพยนตร์อื่นๆ 8% ซึ่งภาพยนตร์ไทยนั้นได้รับการยอมรับเป็น Tollywood แล้ว
สิ่งที่น่าสนใจของวงการภาพยนตร์ไทยในปี 2567 ที่ผ่านมาทำรายได้อยู่ที่ 2,438 ล้านบาท แรงหนุนส่วนใหญ่มาจากความสำเร็จของภาพยนตร์ไทยที่ทำรายได้มากกว่า 100 ล้านบาท 8 เรื่อง ได้แก่ ธี่หยด 2 ทำรายได้ 815 ล้านบาท, หลานม่า ทำรายได้ 339 ล้านบาท, พี่นาค 4 ทำรายได้ 178 ล้านบาท, อนงค์ ทำรายได้ 150 ล้านบาท
รวมถึง วิมานหนาม ทำรายได้ 150 ล้านบาท, หอแต๋วแตกแหกสัปะหยด ทำรายได้ 130 ล้านบาท, เทอม 3 ทำรายได้ 122 ล้านบาท และ วัยหนุ่ม 2544 ทำรายได้ 122 ล้านบาท โดยภาพยนตร์ไทยที่ประสบความสำเร็จเป็นของค่าย M Studio จำนวน 3 เรื่อง
โดยประเมินว่าในปี 2568 จะมีภาพยนตร์ไทยเข้าฉายกว่า 70 เรื่อง และมีหลายเรื่องที่เป็นภาพยนตร์ภาคต่อที่สร้างรายได้เกิน 100 ล้านบาท ขณะที่ภาพยนตร์ฮอลลีวูดนั้นมีหลายเรื่องที่จะเข้าฉายเหมือนกัน ซึ่งจะทำให้บรรยากาศคึกคักอย่างมาก
สุรเชษฐ์กล่าวถึงทิศทางของ M Studio ในปีนี้จะใช้งบกว่า 100 ล้านบาท เตรียมร่วมกับพันธมิตรทั้งช่อง 3, Workpoint, Mono Group, Kantana, Karman Line Studio และ Plan B ร่วมกันสร้างภาพยนตร์ไทยอีก 20 เรื่อง เช่น ธี่หยด 3, นาคี 3, อนงค์ 2, มือปืน, A Million Ways To Love, The Stone พระแท้ คนเก๊ และ สุสานคนเป็น
ถึงกระนั้นการสร้างภาพยนตร์ให้เป็นกระแสก็ไม่ใช่เรื่องง่าย มีความท้าทายอย่างมาก เพราะวันนี้ฐานคนดูคาดหวังมากขึ้น ดังนั้นผู้ผลิตต้องคำนึงถึงคุณภาพและมีความคิดสร้างสรรค์เพื่อตอบสนองความต้องการของคนดูให้ได้ ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วต้นทุนสร้างแต่ละเรื่องอยู่ที่ 50-60 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับสตอรีของแต่ละเรื่อง สิ่งที่ตามมาคือต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น แต่ถ้าเราทำสเกลใหญ่ต้นทุนการผลิตก็ลดลง
ทั้งนี้ รายได้ของ M Studio มีทั้งจาก Box Office ตามด้วยขายลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ให้ต่างประเทศ และช่องทางสตรีมมิง โดยมั่นใจว่าปีนี้จะมีรายได้เติบโตขึ้นอีก 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่ทำไว้ 1,322 ล้านบาท

18/01/2025

“มาริโอ้ เมาเร่อ” “ปั๋ง ประกาศิต“ ”แฉะ องอาจ“ และ ”กอล์ฟ กัญจน์“ ใน #สมิงที่เสิงสาง โดยผู้กำกับ ”คุ้ย ทวีวัฒน์“ เร็ว ๆ นี้ที่ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์


14/01/2025
13/01/2025
10/01/2025

ที่อยู่

Mukdahan
49000

เบอร์โทรศัพท์

+66948533464

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Sakol lumpaผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Sakol lumpa:

แชร์