Brain Daily ของดีมีน้อย

จังหวัดที่มีอำเภอมากที่สุด (เรียงลำดับ)นครราชสีมา — 32 อำเภออุบลราชธานี — 25 อำเภอขอนแก่น — 26 อำเภอเชียงใหม่ — 25 อำเภอ...
24/04/2026

จังหวัดที่มีอำเภอมากที่สุด (เรียงลำดับ)
นครราชสีมา — 32 อำเภอ
อุบลราชธานี — 25 อำเภอ
ขอนแก่น — 26 อำเภอ
เชียงใหม่ — 25 อำเภอ
บุรีรัมย์ — 23 อำเภอ
มหาสารคาม — 22 อำเภอ
ร้อยเอ็ด — 20 อำเภอ
ศรีสะเกษ — 22 อำเภอ
อุดรธานี — 20 อำเภอ
สุรินทร์ — 17 อำเภอ
📊 กลุ่มจังหวัดอำเภอเยอะ (ประมาณ 15–19 อำเภอ)
ชัยภูมิ — 16
นครศรีธรรมราช — 23
ลำปาง — 13
สกลนคร — 18
สุโขทัย — 9 (ตัวอย่างจังหวัดขนาดกลาง)
📉 จังหวัดที่มีอำเภอน้อย
สมุทรสงคราม — 3 อำเภอ (น้อยที่สุด)
ภูเก็ต — 3 อำเภอ
ระนอง — 5 อำเภอ
หมายเหตุสำคัญ
ตัวเลขอำเภอมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามการตั้งอำเภอใหม่
บางจังหวัดตัวเลขใกล้เคียงกันมาก อันดับอาจสลับกันได้เล็กน้อย
#เรื่องน่ารู้ #รู้หรือไม่ #ความรู้รอบตัว #ที่นี่ประเทศไทย

17/04/2026

มาถึงแล้วยูพรีเมี่ยม
https://vt.tiktok.com/ZSHvvYwqj/
#ยูพรีเมี่ยม #สาวน้อยเพชรบ้านแพง #อุ๋งอิ๋ง

เคยสงสัยไหม? ทำไม "น้ำร้อน" ถึงแข็งตัวเป็นน้ำแข็งได้เร็วกว่า "น้ำเย็น" 🧊🔥หลายคนอาจจะคิดว่าน้ำเย็นที่อุณหภูมิใกล้จุดเยือก...
16/04/2026

เคยสงสัยไหม?
ทำไม "น้ำร้อน" ถึงแข็งตัวเป็นน้ำแข็งได้เร็วกว่า "น้ำเย็น" 🧊🔥
หลายคนอาจจะคิดว่าน้ำเย็นที่อุณหภูมิใกล้จุดเยือกแข็งอยู่แล้ว น่าจะกลายเป็นน้ำแข็งก่อนสิ! แต่ในทางวิทยาศาสตร์มีปรากฏการณ์ประหลาดที่เรียกว่า "Mpemba Effect" (เอ็มเพ็มบา เอฟเฟกต์) ที่พิสูจน์แล้วว่า ในบางเงื่อนไข น้ำที่ร้อนกว่ากลับแซงหน้ากลายเป็นน้ำแข็งได้ก่อนเฉยเลย!
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? 🤔
แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ระดับโลกก็ยังถกเถียงกันไม่จบครับ! แต่มีทฤษฎีที่น่าสนใจดังนี้:
1️⃣ การระเหย: น้ำร้อนระเหยได้เร็วกว่า ทำให้มวลน้ำลดลง พอเหลือน้อยลงก็เลยแข็งตัวไวขึ้น
2️⃣ ก๊าซที่ละลายอยู่: น้ำเย็นมักมีก๊าซละลายอยู่มากกว่า ซึ่งอาจไปขัดขวางการเกิดผลึกน้ำแข็ง แต่น้ำร้อนก๊าซเหล่านี้จะถูกไล่ออกไปหมดแล้ว
3️⃣ พันธะไฮโดรเจน: ทฤษฎีใหม่ๆ บอกว่าพลังงานในพันธะไฮโดรเจนของน้ำร้อนถูกกักเก็บไว้ในรูปแบบที่ "พร้อมจะคลายตัว" ออกมาเป็นความเย็นได้รวดเร็วกว่าน้ำเย็น
⚠️ ข้อควรระวัง: อย่าเพิ่งรีบเอาน้ำเดือดจัดไปแช่ช่องฟรีซที่บ้านนะครับ เพราะนอกจากจะทำให้ตู้เย็นทำงานหนักเกินไปแล้ว แผ่นน้ำแข็งที่เกิดขึ้นอาจจะไม่เรียบสวยเหมือนในห้องทดลอง!
ใครเคยลองทำทดลองนี้ หรือมีเรื่องแปลกๆ เกี่ยวกับธรรมชาติอยากแชร์ คอมเมนต์คุยกันได้เลยครับ 👇
#เรื่องน่ารู้ #วิทยาศาสตร์ #แปลกแต่จริง #สาระน่ารู้ #ความรู้รอบตัว

เป็นตัวเลขที่ฟังดูน่าตกใจใช่ไหมครับ? ทั้งที่มองไปทางไหนโลกเราก็มีแต่สีฟ้าของมหาสมุทร แต่ความจริงแล้วเรากำลังใช้ชีวิตอยู่...
15/04/2026

เป็นตัวเลขที่ฟังดูน่าตกใจใช่ไหมครับ? ทั้งที่มองไปทางไหนโลกเราก็มีแต่สีฟ้าของมหาสมุทร แต่ความจริงแล้วเรากำลังใช้ชีวิตอยู่บน "ดาวเคราะห์ที่มีน้ำเต็มไปหมด แต่เกือบทั้งหมดดื่มไม่ได้"
​เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ผมสรุปประเด็นสำคัญของเรื่องนี้มาให้ครับ:
​💧 การจัดสรรน้ำบนโลก: เมื่อ 100 ลิตร เหลือเพียง 1 ช้อนชา
​หากเราสมมติว่าน้ำทั้งหมดบนโลกมีปริมาณ 100 ลิตร:
​น้ำเค็ม (97.5%): จะกินพื้นที่ไปถึง 97.5 ลิตร ซึ่งอยู่ในมหาสมุทรและทะเล น้ำเหล่านี้มีเกลือเจือปนสูงเกินกว่าที่ร่างกายมนุษย์จะรับได้ หรือจะเอาไปรดน้ำต้นไม้ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้
​น้ำจืดที่ "เข้าถึงไม่ได้" (ประมาณ 2%): เหลืออีกเพียง 2.5 ลิตรที่เป็นน้ำจืด แต่โชคร้ายที่ส่วนใหญ่ถูกสต็อกไว้ในรูปของ น้ำแข็งขั้วโลกและธารน้ำแข็ง หรืออยู่ลึกลงไปใต้ดินจนเราขุดขึ้นมาไม่ไหว
​น้ำจืดที่ "ใช้ได้จริง" (น้อยกว่า 1%): สุดท้ายจะเหลือเพียงไม่ถึง 0.01 ลิตร (หรือประมาณ 1 ช้อนชา) เท่านั้นที่เป็นน้ำจากแม่น้ำ ทะเลสาบ และน้ำบาดาลชั้นตื้น ซึ่งเป็นแหล่งน้ำหลักที่เราใช้ดื่ม กิน และทำเกษตรกรรมเลี้ยงคนทั้งโลก
​⚠️ ทำไมเรื่องนี้ถึงวิกฤต?
​ประชากรเพิ่มขึ้น แต่ทรัพยากรเท่าเดิม: ปริมาณน้ำหมุนเวียนในวัฏจักรโลกมีเท่าเดิมมานับล้านปี แต่จำนวนประชากรมนุษย์พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
​การปนเปื้อน: แหล่งน้ำจืดที่น้อยอยู่แล้ว ยังเสี่ยงต่อมลพิษจากภาคอุตสาหกรรมและขยะพลาสติก
​ภาวะโลกร้อน: ทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายลงทะเล กลายเป็นน้ำเค็ม และเปลี่ยนทิศทางของฝน ทำให้บางพื้นที่เกิดภัยแล้งรุนแรง
​💡 เราทำอะไรได้บ้าง?
​ในเมื่อเรามีน้ำใช้เพียง "1 ช้อนชา" จากถังใบใหญ่ การประหยัดอาจไม่ใช่แค่การปิดน้ำตอนแปรงฟัน แต่คือการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น:
​กินอย่างรู้ค่า: การผลิตอาหาร (โดยเฉพาะเนื้อวัว) ใช้น้ำมหาศาล
​Reuse: การนำน้ำทิ้งจากครัวเรือนมาใช้รดน้ำต้นไม้
​นวัตกรรม: ปัจจุบันเริ่มมีการใช้เทคโนโลยี Desalination หรือการเปลี่ยนน้ำทะเลเป็นน้ำจืด (แม้ต้นทุนจะยังสูงและใช้พลังงานมากก็ตาม)
​สรุปสั้นๆ: น้ำจืดไม่ใช่ทรัพยากรที่ใช้เท่าไหร่ก็ได้ แต่มันคือ "ของหายาก" ที่หล่อเลี้ยงทุกชีวิตบนโลกครับ 🌏💙
#รู้หรือไม่ #สาระน่ารู้ #เกร็ดความรู้ #ความรู้รอบตัว #เรื่องน่าทึ่ง

รู้หรือไม่?🍌 กล้วย... ผลไม้ที่มี "พลังงานบางอย่าง" ซ่อนอยู่! ☢️คุณรู้หรือไม่ว่า... ทุกครั้งที่เรากินกล้วย เรากำลังได้รับ...
14/04/2026

รู้หรือไม่?
🍌 กล้วย... ผลไม้ที่มี "พลังงานบางอย่าง" ซ่อนอยู่! ☢️
คุณรู้หรือไม่ว่า... ทุกครั้งที่เรากินกล้วย เรากำลังได้รับ "กัมมันตรังสี" เข้าไปในร่างกายด้วยนะ! ฟังดูน่าตกใจใช่ไหมครับ? แต่ความจริงแล้วมันมีที่มาที่น่าสนใจและปลอดภัยกว่าที่คิด
🧪 ทำไมกล้วยถึงมีรังสี?
คำตอบอยู่ที่ โพแทสเซียม (K) ครับ กล้วยเป็นผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูงมาก ซึ่งในธรรมชาติธาตุชนิดนี้จะมีไอโซโทปที่ชื่อว่า โพแทสเซียม-40 (K-40) ปะปนอยู่ด้วย และเจ้า K-40 นี่แหละที่เป็นสารกัมมันตรังสีตามธรรมชาติ
⚠️ แล้วมันอันตรายต่อเราไหม?
คำตอบคือ: ไม่อันตรายเลยครับ! เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองดูการเปรียบเทียบปริมาณรังสี (หน่วยไมโครซีเวิร์ต - µSv) ดังนี้:
🍌 กล้วย 1 ลูก: ให้รังสีประมาณ 0.1 µSv
✈️ นั่งเครื่องบินนานๆ: ได้รับรังสีมากกว่าการกินกล้วยหลายเท่า (เพราะอยู่ใกล้ชั้นบรรยากาศที่บางลง)
🏥 เอกซเรย์ปอด 1 ครั้ง: เทียบเท่ากับการกินกล้วยพร้อมกันถึง 700 ลูก!
💡 ร่างกายเราจัดการอย่างไร?
ร่างกายมนุษย์เราฉลาดมากครับ เรามีระบบ "รักษาสมดุล" (Homeostasis) เมื่อเรากินกล้วยเข้าไป ร่างกายจะดูดซึมโพแทสเซียมเท่าที่จำเป็น และขับส่วนเกิน (รวมถึงรังสีเหล่านั้น) ออกทางปัสสาวะและเหงื่อทันที
😲 เกร็ดน่าสนใจ: หน่วยวัดระดับ "กล้วย"
นักวิทยาศาสตร์มีหน่วยวัดแบบไม่เป็นทางการที่เรียกว่า Banana Equivalent Dose (BED) เพื่อใช้เปรียบเทียบระดับรังสีในชีวิตประจำวันให้คนทั่วไปเข้าใจง่ายว่า "รังสีขนาดนี้ เท่ากับการกินกล้วยกี่ลูก?" 😂
แถมท้าย: ไม่ใช่แค่กล้วยนะ! มันฝรั่ง, อะโวคาโด และถั่วต่างๆ ก็มีกัมมันตรังสีอ่อนๆ จากโพแทสเซียมเช่นกัน
🔥 สรุปสั้นๆ
กล้วยมีรังสีจริงจาก โพแทสเซียม-40 แต่ปริมาณนั้น น้อยมหาศาล จนเรียกได้ว่าปลอดภัย 100% สำหรับการกินปกติ กินต่อไปได้เลยครับ ประโยชน์เพียบ! 🍌✨
#กล้วย #กล้วยมีประโยช์ #สาระน่ารู้
#เกร็ดความรู้

รู้หรือไม่!ปลาหมึก 🐙 เป็นสัตว์ที่มีระบบร่างกายน่าทึ่งมาก โดยเฉพาะเรื่อง “หัวใจ 3 ดวง” ซึ่งทำงานต่างหน้าที่กันแบบนี้:❤️ ห...
13/04/2026

รู้หรือไม่!
ปลาหมึก 🐙 เป็นสัตว์ที่มีระบบร่างกายน่าทึ่งมาก โดยเฉพาะเรื่อง “หัวใจ 3 ดวง” ซึ่งทำงานต่างหน้าที่กันแบบนี้:
❤️ หัวใจทั้ง 3 ดวงของปลาหมึก
หัวใจหลัก (Systemic heart)
มี 1 ดวง
ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย
เป็นหัวใจหลักเหมือนของมนุษย์
หัวใจเหงือก (Branchial hearts)
มี 2 ดวง (อยู่ใกล้เหงือกทั้งสองข้าง)
ทำหน้าที่สูบเลือดไปยังเหงือก เพื่อรับออกซิเจน
🩸 เลือดของปลาหมึกก็ไม่ธรรมดา
เลือดของปลาหมึกเป็น สีน้ำเงิน
เพราะมีสารชื่อว่า เฮโมไซยานิน (Hemocyanin)
ใช้ “ทองแดง” แทน “เหล็ก” (แบบฮีโมโกลบินของมนุษย์)
ช่วยให้ลำเลียงออกซิเจนได้ดีในน้ำเย็น
😲 เรื่องน่าสนใจเพิ่มเติม
เวลาปลาหมึกว่ายน้ำเร็ว ๆ
👉 หัวใจหลักจะ ทำงานหนักขึ้นและอาจหยุดชั่วคราว
👉 ทำให้ปลาหมึก “เหนื่อยง่าย”
เพราะงั้นปลาหมึกจึงชอบ คลานมากกว่าว่ายน้ำเร็ว
สรุปง่าย ๆ 🔥
👉 ปลาหมึกมี 3 หัวใจ เพราะต้องแยกหน้าที่สูบเลือดไปเหงือกและไปทั่วร่างกาย ทำให้มันอยู่รอดในสภาพแวดล้อมทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
#สาระน่ารู้ #เรื่องน่ารู้ #ความรู้รอบตัว #ปลาหมึก #หัวใจ3ดวง #ความลับใต้ทะเลล #วิทยาศาสตร์น่ารู้ #สัตว์โลกน่ารัก #ชีววิทยา

รู้หรือไม่… 🤔น้ำผึ้งเป็นอาหารชนิดเดียวในโลกที่ไม่เน่าเสีย แม้เก็บไว้เป็นพันปีก็กินได้! 🍯สาเหตุที่น้ำผึ้งเป็น "อมตะ" และไ...
13/04/2026

รู้หรือไม่… 🤔
น้ำผึ้งเป็นอาหารชนิดเดียวในโลกที่ไม่เน่าเสีย แม้เก็บไว้เป็นพันปีก็กินได้! 🍯
สาเหตุที่น้ำผึ้งเป็น "อมตะ" และไม่มีวันเน่าเสีย แม้จะถูกทิ้งไว้ในสุสานอียิปต์โบราณเป็นพันปีก็ยังสามารถนำมาทานได้นั้น มาจากปัจจัยหลัก 3 อย่างที่ทำงานร่วมกันครับ:
1. ปริมาณน้ำที่ต่ำมาก (Low Moisture)
น้ำผึ้งประกอบด้วยน้ำตาลประมาณ 80% และน้ำเพียง 17-18% เท่านั้น ด้วยความที่เป็นสารละลายที่มีความเข้มข้นสูงมาก มันจึงมีคุณสมบัติที่เรียกว่า Hygroscopic (การดูดความชื้น) ซึ่งจะไปดึงน้ำออกจากเซลล์ของแบคทีเรียหรือจุลินทรีย์ ทำให้สิ่งมีชีวิตเหล่านั้น "ขาดน้ำ" และตายลงทันที ไม่สามารถเติบโตเพื่อทำให้น้ำผึ้งเสียได้
2. ความเป็นกรด (High Acidity)
น้ำผึ้งมีค่า pH อยู่ที่ประมาณ 3.2 ถึง 4.5 ซึ่งถือว่าค่อนข้างเป็นกรด สภาพแวดล้อมที่เป็นกรดระดับนี้ไม่เป็นมิตรต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรียเกือบทุกชนิดครับ
3. พลังจากเอนไซม์ของผึ้ง (Hydrogen Peroxide)
ตอนที่ผึ้งผลิตน้ำผึ้ง พวกมันจะสำรอกเอนไซม์ที่ชื่อว่า Glucose Oxidase ผสมลงไปในเกสรดอกไม้ เอนไซม์นี้จะทำปฏิกิริยากับน้ำลายผึ้งจนเกิดผลพลอยได้คือ ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogen Peroxide) ซึ่งเราทราบกันดีว่ามีคุณสมบัติในการยับยั้งและฆ่าเชื้อจุลินทรีย์นั่นเองครับ
ข้อควรระวังเล็กน้อย: แม้น้ำผึ้งจะไม่เน่าเสีย แต่หากเราปิดฝาไม่สนิทจนน้ำผึ้งดูดความชื้นจากอากาศเข้าไปมากเกินไป หรือมีสิ่งสกปรกหล่นลงไปผสม ก็อาจจะทำให้เกิดราหรือเสื่อมสภาพได้เช่นกันครับ
น้ำผึ้งที่คุณเก็บไว้ที่บ้าน ตอนนี้ยังสีใสสวยอยู่ไหมครับ หรือเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีเข้มขึ้นแล้ว?
#น้ำผึ้งแท้ #ประโยชน์ของน้ำผึ้ง #อาหารจากธรรมชาติ #สมุนไพร

13/04/2026

รู้หรือไม่… 🤔
น้ำผึ้งเป็นอาหารชนิดเดียวในโลกที่ไม่เน่าเสีย แม้เก็บไว้เป็นพันปีก็กินได้! 🍯
เรื่องนี้เป็นความจริงที่น่าทึ่งมากครับ! สาเหตุที่น้ำผึ้งเป็น "อมตะ" และไม่มีวันเน่าเสีย แม้จะถูกทิ้งไว้ในสุสานอียิปต์โบราณเป็นพันปีก็ยังสามารถนำมาทานได้นั้น มาจากปัจจัยหลัก 3 อย่างที่ทำงานร่วมกันครับ:
​1. ปริมาณน้ำที่ต่ำมาก (Low Moisture)
​น้ำผึ้งประกอบด้วยน้ำตาลประมาณ 80% และน้ำเพียง 17-18% เท่านั้น ด้วยความที่เป็นสารละลายที่มีความเข้มข้นสูงมาก มันจึงมีคุณสมบัติที่เรียกว่า Hygroscopic (การดูดความชื้น) ซึ่งจะไปดึงน้ำออกจากเซลล์ของแบคทีเรียหรือจุลินทรีย์ ทำให้สิ่งมีชีวิตเหล่านั้น "ขาดน้ำ" และตายลงทันที ไม่สามารถเติบโตเพื่อทำให้น้ำผึ้งเสียได้
​2. ความเป็นกรด (High Acidity)
​น้ำผึ้งมีค่า pH อยู่ที่ประมาณ 3.2 ถึง 4.5 ซึ่งถือว่าค่อนข้างเป็นกรด สภาพแวดล้อมที่เป็นกรดระดับนี้ไม่เป็นมิตรต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรียเกือบทุกชนิดครับ
​3. พลังจากเอนไซม์ของผึ้ง (Hydrogen Peroxide)
​ตอนที่ผึ้งผลิตน้ำผึ้ง พวกมันจะสำรอกเอนไซม์ที่ชื่อว่า Glucose Oxidase ผสมลงไปในเกสรดอกไม้ เอนไซม์นี้จะทำปฏิกิริยากับน้ำลายผึ้งจนเกิดผลพลอยได้คือ ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogen Peroxide) ซึ่งเราทราบกันดีว่ามีคุณสมบัติในการยับยั้งและฆ่าเชื้อจุลินทรีย์นั่นเองครับ
​ข้อควรระวังเล็กน้อย: แม้น้ำผึ้งจะไม่เน่าเสีย แต่หากเราปิดฝาไม่สนิทจนน้ำผึ้งดูดความชื้นจากอากาศเข้าไปมากเกินไป หรือมีสิ่งสกปรกหล่นลงไปผสม ก็อาจจะทำให้เกิดราหรือเสื่อมสภาพได้เช่นกันครับ
​น้ำผึ้งที่คุณเก็บไว้ที่บ้าน ตอนนี้ยังสีใสสวยอยู่ไหมครับ หรือเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีเข้มขึ้นแล้ว?
​ #ความลับของธรรมชาติ #สาระดีๆ #แชร์ต่อได้เลย #ความรู้

🧠 ง่วงตอนบ่ายไม่ใช่เพราะขี้เกียจ! แต่ร่างกายคุณ "มีเหตุผล"​เนื้อหา:เคยไหม? พอบ่ายโมง-บ่ายสามทีไร หนังตาหนักทุกที... จริง...
13/04/2026

🧠 ง่วงตอนบ่ายไม่ใช่เพราะขี้เกียจ! แต่ร่างกายคุณ "มีเหตุผล"
​เนื้อหา:
เคยไหม? พอบ่ายโมง-บ่ายสามทีไร หนังตาหนักทุกที... จริงๆ แล้วมันคือกลไกธรรมชาติครับ!
📌 ทำไมเราถึงง่วง?
​นาฬิกาชีวิต (Circadian Rhythm): ร่างกายจะดรอปพลังงานลงตามวงจรธรรมชาติในช่วงเวลานี้
​เมลาโทนินแอบทำงาน: ฮอร์โมนง่วงแอบหลั่งออกมาเบาๆ ทำให้เรารู้สึกเคลิ้ม
​Food Coma: หลังกินมื้อเที่ยง เลือดจะไปรวมตัวกันที่ระบบย่อยอาหาร สมองเลยได้รับออกซิเจนลดลงชั่วคราว
​✅ วิธีปลุกสมองให้ตื่น:
​ลุกเดิน 5 นาที: เปลี่ยนอิริยาบถให้เลือดหมุนเวียน
​จิบน้ำบ่อยๆ: ภาวะขาดน้ำทำให้เพลียกว่าเดิม
​Power Nap: งีบสั้นๆ 15–20 นาที (ช่วยรีเซ็ตสมองได้ดีที่สุด!)
​มื้อเที่ยงเบาๆ: เลี่ยงแป้งและน้ำตาลหนักๆ เพื่อไม่ให้ง่วงจัด #สาระน่ารู้ #ความรู้ #สุขภาพ #สาระดีๆ #ง่วง #ง่วงนอน

15/10/2025

สวยงามมากข้าวปีนี้
#บรรยากาศท่งนา
#บ้านๆ
#ลุงบัญชา

14/10/2025

#ลุงบัญชา

ที่อยู่

5/28 Nongmachaw
Nam Phik
37000

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Brain Dailyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์