THE MEDIA สื่อสร้างสังคม ข้อมูลสร้างอนาคต ไม่มี

ความรู้  #ปลูกรุกสร้างชายหาด ..  #หาดเป็นที่สาธารณะ เป็นสมบัติของแผ่นดิน..*รุกหาด = ความผิดอาญา* ยึดที่สาธารณะ มีโทษทั้ง...
07/06/2026

ความรู้ #ปลูกรุกสร้างชายหาด .. #หาดเป็นที่สาธารณะ เป็นสมบัติของแผ่นดิน..

*รุกหาด = ความผิดอาญา* ยึดที่สาธารณะ มีโทษทั้งจำทั้งปรับ

*1. #ผิดกฎหมายอะไรบ้าง*
กฎหมาย มาตรา การกระทำที่ผิด โทษสูงสุด
**พ.ร.บ.ทะเลและชายฝั่ง 2558** ม.17 ก่อสร้าง/ถมทะเล/ดัดแปลงชายหาด โดยไม่ขอ ทช. คุก 5 ปี ปรับ 500,000
**พ.ร.บ.เดินเรือในน่านน้ำไทย** ม.117 ปลูกสร้างรุกล้ำน้ำทะเล โดยไม่ขอกรมเจ้าท่า ปรับ 10,000 + วันละ 500
**ประมวลกฎหมายที่ดิน** ม.9 บุกรุกที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน คุก 3 ปี ปรับ 10,000
**พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484** ม.54 ถ้าเป็นป่าชายเลน คุก 20 ปี ปรับ 2,000,000
**พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร** ม.40 สร้างอาคารโดยไม่ขออนุญาต คุก 3 เดือน ปรับ 60,000
# # # *2. ตัวอย่าง “รุกหาด” ที่ผิดแน่ๆ*
1. *ถมทราย ทำกำแพงกันคลื่นหน้าบ้านตัวเอง* = ผิด ม.17 ทะเลและชายฝั่ง
2. *ตั้งร้านอาหาร โต๊ะ เก้าอี้ ยาวลงไปบนหาด* = ผิด ม.117 เดินเรือ + รุกล้ำที่สาธารณะ
3. *สร้างรีสอร์ท บังกะโล ชิดหาดน้อยกว่า 20 ม.* = ผิดประกาศระยะถอยร่น โดนสั่งรื้อ
4. *วางแคร่ วางเจ็ทสกี ให้เช่า กั้นอาณาเขต* = ผิด ม.9 ที่ดิน เข้าครอบครองที่หลวง

# # # *3. โทษที่โดนแน่ๆ*
1. *โดนสั่งรื้อถอน*: เจ้าหน้าที่ออกคำสั่งให้รื้อใน 30-60 วัน
2. *ไม่รื้อ = โดนคดีอาญา*: ตำรวจฟ้องศาล มีประวัติอาชญากรรม
3. *รัฐรื้อเอง + เก็บเงิน*: ค่ารื้อแพงมาก รีสอร์ทใหญ่โดนที 5-10 ล้าน
4. *ยึดคืนที่ดิน*: ที่ดินส่วนที่รุก ถูกยึดกลับเป็นของรัฐทันที

4. #แจ้งจับได้ที่ไหน*
1. *กรม ทช.*: สายด่วน 1310 ถ่ายรูป + GPS

2. *ศูนย์ดำรงธรรม*: 1567 ทุกจังหวัด
3. *อบต./เทศบาล*: ถ้าเป็นอาคารผิด พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร

*สำคัญ*: ชายหาดคือ “ที่สาธารณะ” ทุกคนใช้ได้ ห้ามอ้างว่าเป็นที่ตัวเองเด็ดขาด ต่อให้โฉนดติดทะเลก็สิ้นสุดแค่แนวเขตที่ดิน หาดทรายข้างหน้าไม่ใช่ของเรา
นราธิวาสหาดนราทัศน์ มีมั้ย ที่เป็น #ไวรัล มีคำสั่งรื้อทอน ต้องติดตาม บังคับใช้กฏหมาย หรือจะเหนือกฏหมาย ติดตาม .. ลองอ่านทบทวน

 #คุณรพี มามะ บรรณาธิการ รายงาน“หน.การพูดคุยสันติสุขฯ คนใหม่ลงพื้นที่ รับฟังเสียงประชาชนผ่าน คพท. เดินหน้าขับเคลื่อนสันต...
07/06/2026

#คุณรพี มามะ บรรณาธิการ รายงาน
“หน.การพูดคุยสันติสุขฯ คนใหม่ลงพื้นที่ รับฟังเสียงประชาชนผ่าน คพท. เดินหน้าขับเคลื่อนสันติภาพชายแดนใต้ ย้ำทุกข้อเสนอ ล้วนสำคัญเดินหน้าคุยสันติสุขฯ

#ปัตตานี – 7 มิถุนายน 69 ท่ามกลางความท้าทายของสถานการณ์ความไม่สงบที่ยังคงเกิดขึ้นเป็นระยะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ เดินทางลงพื้นที่จังหวัดปัตตานี เพื่อหารือร่วมกับคณะขับเคลื่อนการพูดคุยเพื่อสันติสุข (คพท.) ณ โรงแรมปาร์ค อินทาวน์ จ.ปัตตานี เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมงในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเข้มข้น
การหารือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของความพยายามเชื่อมโยงกระบวนการพูดคุยระดับนโยบายกับเสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่ โดยมีตัวแทนภาคประชาสังคม กลุ่มสภาภาคประชาสังคม กลุ่มการศึกษา นักวิชาการ กลุ่ม CAP และภาคประชาชนเข้าร่วมสะท้อนปัญหา ข้อห่วงใย และข้อเสนอที่ต้องการเห็นการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม
#ที่ประชุมวันนี้ได้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับทิศทางกระบวนการสันติสุขในระยะต่อไป กลังจากได้หยุดชะงักไปประมาณเกือบ 2 ปี โดยเฉพาะการสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการลดเหตุรุนแรง การเสริมสร้างความเชื่อมั่นระหว่างทุกฝ่าย และการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้นในการกำหนดอนาคตของบ้านเกิดตนเอง
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นหารือ คือการทำให้ “เสียงจากพื้นที่” กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตัดสินใจ ไม่ใช่เพียงการรับฟังเพื่อรับทราบ แต่ต้องสามารถต่อยอดไปสู่แนวทางปฏิบัติที่จับต้องได้ และตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง
#นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ หัวหน้าการพูดคุยสันติสุขคนใหม่เปิดเผยว่า ผม เริ่ม จาก การ ลงพื้นที่ ฟัง ความ คิดเห็น ของใน พื้นที่ก่อน ได้ พบ ใน หลาย ๆ กลุ่ม ผม คพท.(คณะขับเคลื่อนการพูดคุยสันติสุขระดับพื้นที่ ชาวกลุ่มสภาภาคประชาสังคมและ ตัวแทนหลายกลุ่ม เช่น CAP กลุ่มวิชาการ ถึง 2วัน
ทุกข้อเสนอจากเวทีหารือครั้งนี้จะถูกนำไปประมวลและประกอบการดำเนินงานในกระบวนการพูดคุยสันติสุขต่อไป โดยยึดหลักรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นสำคัญ
เราอยากเริ่มต้นจากการรับฟังเสียงของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ของเราก่อน จากนั้นจึงค่อยเปิดวงพูดคุยกับกลุ่มผู้เห็นต่างที่พำนักอยู่ในประเทศมาเลเซีย

#ตลอดช่วงที่ผ่านมา ผมมีโอกาสรับฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่าย ได้ข้อมูลและมุมมองที่เป็นประโยชน์จำนวนมาก และพบว่ามีหลายประเด็นที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกัน ไม่ว่าจะเป็นความต้องการเห็นความสงบสุขกลับคืนสู่พื้นที่ การแก้ไขปัญหายาเสพติด การยกระดับการศึกษา การลดความยากจน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

#แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และคงไม่สามารถเห็นผลได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่เป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความต่อเนื่องและความร่วมมือกันในระยะยาว ผมตั้งใจอย่างเต็มที่ที่จะขับเคลื่อนเรื่องนี้ โดยมีพี่น้องและเครือข่ายหลายภาคส่วนร่วมเป็นที่ปรึกษาและแนวร่วมในการทำงาน เราจะไม่เดินเพียงลำพัง

สิ่งสำคัญคือ เราต้องเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน ไม่ใช่พูดคุยกันเฉพาะในกลุ่มของเราแล้วสรุปกันเอง แต่ต้องร่วมกันแสวงหาจุดร่วมและข้อยุติที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ก่อนจะนำไปสื่อสารสู่สังคมว่า แนวทางใดคือหนทางที่เหมาะสมในการเดินหน้าสู่อนาคตของพื้นที่แห่งนี้

ผมขอฝากถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ และพี่น้องของเราที่พำนักอยู่ในประเทศมาเลเซียว่า ถึงเวลาแล้วที่เราจะร่วมกันคิด ร่วมกันสร้าง และร่วมกันหาทางออก เพื่อให้สันติสุขเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนในบ้านของเรา

วันนี้เรายังเผชิญปัญหาสังคมอีกมากมาย ทั้งความยากจนที่สะสมมายาวนาน เด็กและเยาวชนจำนวนไม่น้อยที่ขาดโอกาสทางการศึกษา รวมถึงปัญหาด้านคุณภาพชีวิตในหลายมิติ หากเราหันหน้าเข้าหากันและร่วมมือกันอย่างจริงจัง ผมเชื่อว่าเราจะสามารถสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับพี่น้องประชาชน และทำให้สันติสุขกลับคืนสู่พื้นที่ได้โดยเร็วที่สุด

#นายดุลย์รัตน์ บินยูโซ๊ะ ประธานคณะขับเคลื่อนการพูดคุยเพื่อสันติสุข กล่าวว่า การพบปะครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของคณะพูดคุยฯ ที่ต้องการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในพื้นที่ เราเป็นกลุ่มโซ่ข้อกลางหนึ่งที่ทำงานกัยชนมานานหลายปี ตั้งแต่คณะ สล.3 และดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมแสดงความหวังว่าข้อเสนอและมุมมองต่าง ๆ ที่สะท้อนออกมาจะได้รับการผลักดันให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ ผลักดันในมิติ 9 ด้านเพื่อลดความสูญเสียและสร้างบรรยากาศแห่งสันติสุขอย่างยั่งยืน

หลายๆฝ่ายมองเห็นร่วมกันว่าการลงพื้นที่พบปะ คพท. และกลุ่มคนที่ขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นเวทีรับฟังความคิดเห็นแล้ว ยังสะท้อนความพยายามในการเชื่อมต่อกระบวนการสันติสุขจากระดับนโยบายสู่ระดับพื้นที่ ท่ามกลางความคาดหวังของประชาชนที่ต้องการเห็นความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในมิติการลดเหตุรุนแรง การสร้างพื้นที่ปลอดภัย และการแสวงหาทางออกที่ยั่งยืน

 #อย่าดราม่า ไปเทียบชาวบ้าน ไม่ใช่ที่สวนบุคคล สร้างมั่นคง  ถ้าผิดฝ่าฝืน ไม่ใช่ทำตัวอยู่เหนือกฏหมาย..  #เทศบาลเมืองนรา ไม...
05/06/2026

#อย่าดราม่า ไปเทียบชาวบ้าน ไม่ใช่ที่สวนบุคคล สร้างมั่นคง ถ้าผิดฝ่าฝืน ไม่ใช่ทำตัวอยู่เหนือกฏหมาย.. #เทศบาลเมืองนรา ไม่อ่อนแอ บังคับใช้กฏหมาย รึ เทศบาล จะละเลย คงไม่หรอก..แค่พึ่งได้รับเรื่อง จริงมั้ย..???

 #แผนขับเคลื่อน คิดดี ทำดี  คุยแล้ว ลงมือทำ..บอสฟาน ตั้งใจ จริงใจ.ยกระดับกีฬาบ้าน เรานราธิวาส จชต. .ลิ้งค์..https://www....
05/06/2026

#แผนขับเคลื่อน คิดดี ทำดี คุยแล้ว ลงมือทำ..บอสฟาน ตั้งใจ จริงใจ.
ยกระดับกีฬาบ้าน เรานราธิวาส จชต. .ลิ้งค์..
https://www.facebook.com/share/p/1HfGr8vWag/

 #,ต้องไม่ปล่อยปละ ละเลย การบังคับใช้กฏหมาย ไม่ใช่เหนือกฏหมาย .. อะไรกัน  #เทศบาลเมืองนราธิวาสมีคำสั่งรื้อถอนอาคารตามมาต...
04/06/2026

#,ต้องไม่ปล่อยปละ ละเลย การบังคับใช้กฏหมาย ไม่ใช่เหนือกฏหมาย .. อะไรกัน #เทศบาลเมืองนราธิวาสมีคำสั่งรื้อถอนอาคารตามมาตรา42
‼️โดยให้ผู้ครอบครองอาคารสิ่งปลูกสร้างเครื่องเล่นสนามไม้กลางแจ้งหน้าอาคาร 30 คูหา รื้อถอนอาคารเครื่องเล่นสนามไม้กลางแจ้งหน้าอาคาร 30 คูหา ณ หาดทัศน์ ให้เสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่งนี้ หากพ้นกำหนดนี้แล้วจะดำเนินการตามกฏหมายต่อไป.
NARA UNITED

04/06/2026

#รัฐกำลังสู้กับอดีต ขณะที่ความขัดแย้งกำลังเดินไปข้างหน้า

โดย ตูแวดานียา ตูแวแมแง

#ปัญหาใหญ่ที่สุดของรัฐไทยในชายแดนใต้วันนี้ อาจไม่ใช่การขาดกำลังพล งบประมาณ หรืออำนาจตามกฎหมาย

แต่อาจเป็นการที่รัฐยังคงพยายามทำความเข้าใจความขัดแย้งด้วยกรอบคิดของอดีต ขณะที่ความขัดแย้งได้เปลี่ยนรูปและเคลื่อนตัวไปข้างหน้าแล้ว

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คำว่า “บันได 7 ขั้น” ยังคงถูกอ้างถึงอยู่เสมอในฐานะคำอธิบายสำคัญของยุทธศาสตร์การต่อสู้ของขบวนการในชายแดนใต้ ราวกับว่านั่นยังเป็นแผนหลักที่ใช้อธิบายทุกปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

แต่คำถามสำคัญคือ หากความขัดแย้งเปลี่ยนไปแล้ว เรายังควรอ่านเกมด้วยตำราเดิมเพียงอย่างเดียวหรือไม่

#หากย้อนกลับไปดูกรอบการวิเคราะห์ที่ถูกกล่าวถึงในแวดวงความมั่นคงและงานศึกษาความขัดแย้งหลายชิ้น สิ่งที่เรียกว่า “บันได 7 ขั้น” มีลักษณะเป็นกระบวนการสะสมพลังทางสังคมและการเมืองอย่างค่อยเป็นค่อยไป เริ่มต้นจากการสร้างจิตสำนึกและอัตลักษณ์ ผ่านการถ่ายทอดประวัติศาสตร์ ความทรงจำ และความรู้สึกผูกพันต่อชุมชน ก่อนขยายไปสู่การสร้างเครือข่ายทางสังคมผ่านครอบครัว ชุมชน ตาดีกา ปอเนาะ และสถาบันการศึกษาศาสนา

จากนั้นจึงเป็นการขยายฐานแนวร่วมจากกลุ่มแกนนำไปสู่ประชาชนทั่วไป ให้เกิดผู้สนับสนุน ผู้ให้ข้อมูลข่าวสาร และผู้ช่วยเหลือในระดับชุมชน ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างการจัดตั้งให้มีความเป็นระบบมากขึ้น ทั้งในด้านการสื่อสาร การแบ่งพื้นที่รับผิดชอบ และการบริหารเครือข่าย

เมื่อฐานทางสังคมมีความพร้อม ก็เข้าสู่การเตรียมกำลังปฏิบัติการในรูปแบบต่าง ๆ ก่อนจะยกระดับสถานการณ์ความรุนแรงเพื่อสร้างแรงกดดันต่อรัฐ และดึงความสนใจต่อความขัดแย้งให้ขยายตัวมากขึ้น

และในขั้นสุดท้าย ความรุนแรงไม่ได้ถูกมองเป็นเป้าหมายในตัวเอง หากแต่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างเงื่อนไขทางการเมือง เพื่อผลักดันให้ความขัดแย้งถูกมองว่าเป็นปัญหาทางการเมืองมากกว่าปัญหาความมั่นคง และนำไปสู่แรงกดดันให้เกิดกระบวนการเจรจาหรือการแสวงหาทางออกทางการเมืองในที่สุด

ไม่ว่ากรอบการวิเคราะห์ดังกล่าวจะสอดคล้องกับความเป็นจริงทั้งหมดเพียงใด แต่สิ่งสำคัญคือ มันสะท้อนให้เห็นว่าแก่นของยุทธศาสตร์ในยุคนั้นไม่ได้มุ่งเน้นการเอาชนะทางทหารเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการสร้างเงื่อนไขทางสังคมและการเมืองเพื่อเปลี่ยนดุลความชอบธรรมของความขัดแย้งในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของผู้เขียน ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่การศึกษาหรือทำความเข้าใจ “บันได 7 ขั้น” เพราะกรอบดังกล่าวยังมีคุณค่าในฐานะบทเรียนทางประวัติศาสตร์ของความขัดแย้ง หากแต่อยู่ที่การนำกรอบดังกล่าวมาใช้เป็นเครื่องมืออธิบายสถานการณ์ปัจจุบันทั้งหมด จนละเลยพลวัตที่เปลี่ยนแปลงไป

หากมองตามกรอบวิเคราะห์นี้ แก่นสำคัญของยุทธศาสตร์ในอดีตถูกอธิบายว่าเป็นความพยายามสร้างเงื่อนไขให้รัฐตกอยู่ในสถานการณ์ที่อาจตอบโต้ด้วยความรุนแรงเกินขอบเขต จนนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงต่อประชาชนในพื้นที่

ตัวแปรสำคัญในยุคนั้นจึงอยู่ที่ว่า รัฐจะตอบสนองต่อสถานการณ์ด้วยวิธีใด และจะเกิดการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับชุมชนในวงกว้างหรือไม่

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาพลวัตของความขัดแย้งในช่วงกว่าสิบปีที่ผ่านมา อาจมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า จุดศูนย์ถ่วงของการต่อสู้ได้ขยับออกจากกรอบเดิมไปแล้ว

จากเดิมที่ความสนใจมุ่งไปยังความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับเครือข่ายชุมชนในพื้นที่ ปัจจุบันความขัดแย้งจำนวนไม่น้อยกลับถูกตีความผ่านประเด็นอัตลักษณ์ สิทธิมนุษยชน การรับรู้ของสาธารณชน และความชอบธรรมในระดับสากลมากขึ้น

ภายใต้กรอบคิดเช่นนี้ สิ่งที่มีความสำคัญจึงไม่ใช่เพียงจำนวนกำลังพลหรือพื้นที่ควบคุม แต่เป็นภาพลักษณ์ของความขัดแย้งในสายตาสาธารณะ ว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ถูกมองและตีความอย่างไร

#สัญลักษณ์ทางชาติพันธุ์ ภาษา วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ท้องถิ่น จึงกลายเป็นองค์ประกอบที่มีน้ำหนักมากขึ้นในพื้นที่การเมืองร่วมสมัย

ด้วยเหตุนี้ ความเสี่ยงที่รัฐควรตระหนักในปัจจุบัน อาจไม่ใช่เพียงการถูกวิจารณ์เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในระดับพื้นที่เหมือนในอดีตเท่านั้น แต่รวมถึงความเสี่ยงที่จะถูกตั้งคำถามในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองประชาชน สิทธิของกลุ่มวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ และมาตรฐานด้านมนุษยธรรมที่ประชาคมโลกให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ

ไม่ว่าการวิเคราะห์ดังกล่าวจะถูกต้องทั้งหมดหรือไม่ สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธได้ยากคือ ความขัดแย้งในปัจจุบันกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่สนามของการรับรู้ ความชอบธรรม และการเมืองระหว่างประเทศมากกว่าที่เคยเป็นมา

ดังนั้น หากรัฐยังคงมองสถานการณ์ผ่านเลนส์ของอดีตเพียงอย่างเดียว ก็อาจกำลังเตรียมรับมือกับโจทย์เก่า ขณะที่ความขัดแย้งกำลังเดินหน้าไปสู่โจทย์ใหม่แล้ว

สิ่งที่สังคมไทยอาจยังมองไม่ลึกพอ คือผลกระทบทางความรู้สึกที่สะสมอยู่ในคนรุ่นใหม่ตลอดช่วงเวลากว่าสองทศวรรษของความขัดแย้ง

เด็กคนหนึ่งที่มีอายุ 7 ขวบในปี 2554 วันนี้ในปี 2569 เขากลายเป็นคนหนุ่มวัย 21 ปี ที่เติบโตขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศของความสูญเสีย ความหวาดกลัว ด่านตรวจ เสียงปืน และพิธีศพของผู้คนในพื้นที่

ตลอดช่วงเวลานั้น คนรุ่นนี้จำนวนไม่น้อยอาจซึมซับความรู้สึกคับแค้น ความเจ็บปวด และความรู้สึกถูกกดทับ ผ่านเรื่องเล่า ความทรงจำ และประสบการณ์ร่วมของสังคมรอบตัว

#นี่คือเหตุผลว่า ทำไมการแก้ปัญหาชายแดนใต้จึงไม่อาจใช้เพียงมาตรการด้านความมั่นคงได้อีกต่อไป

เพราะความขัดแย้งในวันนี้ ไม่ได้ต่อสู้กันแค่ด้วยอาวุธ แต่กำลังต่อสู้กันในพื้นที่ของความทรงจำ ความรู้สึก อัตลักษณ์ และอนาคตของคนรุ่นใหม่ด้วยเช่นกัน

และบางที บทเรียนสำคัญที่สุดของความขัดแย้งชายแดนใต้ อาจไม่ใช่เรื่องว่า “ฝ่ายใดจะชนะ”

แต่คือ จะทำอย่างไรไม่ให้ประชาชนต้องกลายเป็นผู้แพ้ตลอดกาล

เพราะตลอดกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา ผู้ที่สูญเสียมากที่สุด ไม่ใช่รัฐ ไม่ใช่ขบวนการ แต่คือประชาชนธรรมดาทั้งชาวมลายูมุสลิมและชาวไทยพุทธ ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัว ความสูญเสีย และความไม่ไว้วางใจต่อกัน

หากรัฐยังตอบโต้ด้วยกรอบความมั่นคงเพียงอย่างเดียว โดยไม่เปิดพื้นที่ทางการเมือง ความยุติธรรม และการมีส่วนร่วม ความคับแค้นก็อาจยังถูกผลิตซ้ำ

ในขณะเดียวกัน หากความรุนแรงยังคงถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ไม่ว่าจากฝ่ายใด ความสูญเสียก็จะไม่มีวันสิ้นสุดเช่นกัน

ทางออกที่แท้จริงจึงไม่ใช่การผลักอีกฝ่ายให้พ่ายแพ้จนหมดสิ้น

แต่คือการสร้างเงื่อนไขใหม่ ที่ทุกฝ่ายสามารถถอยออกจากวงจรความรุนแรงได้อย่างมีศักดิ์ศรี พร้อมกับเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเป็นเจ้าของอนาคตของตนเองผ่านกระบวนการสันติภาพและสันติสุขที่จริงจัง

เพราะการเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ไม่ว่าจะในนามของศักดิ์ศรีทางชาติพันธุ์ ศาสนา หรืออัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ก็ควรเกิดขึ้นผ่านกระบวนการทางการเมือง สันติวิธี และการมีส่วนร่วมของประชาชน

ไม่ใช่การต้องจ่ายราคาแพงด้วยชีวิต ความสูญเสีย และความบริสุทธิ์ใจของเด็กและเยาวชนที่ยังอยู่ในช่วงค้นหาตัวตนของตนเอง

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ชัยชนะที่แท้จริง ไม่ใช่การที่ฝ่ายหนึ่งทำให้อีกฝ่ายสูญเสียความชอบธรรม

แต่คือการทำให้ประชาชนในพื้นที่สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีศักดิ์ศรี มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และสามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้โดยไม่ต้องอยู่ท่ามกลางวงจรความหวาดกลัวและความรุนแรง

ทำให้เด็กคนหนึ่งในปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา สามารถเติบโตขึ้นมาโดยไม่ต้องคุ้นชินกับเสียงปืน ด่านตรวจ หรือขบวนศพอีกต่อไป

นั่นต่างหาก คือ “ชัยชนะร่วมกัน” และคือรากฐานสำคัญของอนาคตสันติสุขที่ประชาชนทุกคนสมควรได้รับ

#รัฐกำลังสู้กับอดีต
#ชายแดนใต้
#ไฟใต้
#สันติภาพชายแดนใต้
#กระบวนการสันติภาพ
#สันติสุขชายแดนใต้
#ความขัดแย้งชายแดนใต้
#บทเรียนจากอดีต
#อ่านเกมความขัดแย้ง
#พลวัตความขัดแย้ง
#การเมืองอัตลักษณ์
#สิทธิมนุษยชน
#มนุษยธรรม
#สันติวิธี
#การเจรจาสันติภาพ
#อนาคตร่วมกัน
#ประชาชนต้องไม่เป็นเหยื่อ
#หยุดวงจรความรุนแรง
#เด็กและเยาวชน
#คุณภาพชีวิตประชาชน
#ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
#ความยุติธรรม
#ปัตตานี
#ยะลา
#นราธิวาส
#สงขลา





——————//
Bahasa Melayu

Negara Sedang Melawan Masa Lalu, Sedangkan Konflik Sedang Bergerak ke Hadapan

Oleh Tuwaedaniya Tuwaemaengae

Masalah terbesar yang dihadapi oleh negara Thailand di wilayah selatan pada hari ini mungkin bukanlah kekurangan anggota keselamatan, bajet, ataupun kuasa undang-undang.

Sebaliknya, ia mungkin berpunca daripada hakikat bahawa negara masih cuba memahami konflik ini melalui kerangka pemikiran lama, sedangkan konflik itu sendiri telah berubah bentuk dan bergerak ke hadapan.

Sejak bertahun-tahun lalu, istilah “Tangga Tujuh Langkah” (Bun Dai 7 Khan) masih sering dirujuk sebagai penjelasan utama terhadap strategi perjuangan gerakan di Selatan Thailand, seolah-olah ia masih merupakan pelan induk yang mampu menjelaskan semua fenomena yang berlaku pada hari ini.

Namun persoalan pentingnya ialah: jika konflik telah berubah, adakah kita masih wajar membacanya hanya melalui buku teks lama?

Jika ditelusuri semula kerangka analisis yang sering dibincangkan dalam kalangan pihak keselamatan dan pelbagai kajian konflik, apa yang dikenali sebagai “Tangga Tujuh Langkah” mempunyai ciri-ciri proses pembinaan kekuatan sosial dan politik secara beransur-ansur.

Ia bermula dengan pembentukan kesedaran dan identiti melalui penyampaian sejarah, memori kolektif dan rasa keterikatan terhadap komuniti. Kemudian berkembang kepada pembinaan rangkaian sosial melalui keluarga, kampung, tadika, pondok dan institusi pendidikan agama.

Selepas itu, proses tersebut berkembang kepada peluasan sokongan daripada kelompok teras kepada masyarakat umum, sehingga wujud penyokong, pemberi maklumat dan pembantu di peringkat komuniti. Pada masa yang sama, struktur organisasi turut diperkukuhkan dari segi komunikasi, pembahagian kawasan tanggungjawab dan pengurusan rangkaian.

Apabila asas sosial dianggap mencukupi, langkah seterusnya ialah menyediakan pelbagai bentuk kemampuan operasi sebelum meningkatkan tahap keganasan bagi memberi tekanan kepada negara dan menarik perhatian yang lebih besar terhadap konflik tersebut.

Pada peringkat akhirnya, keganasan tidak dilihat sebagai matlamat itu sendiri, tetapi digunakan sebagai alat untuk mewujudkan syarat-syarat politik supaya konflik tersebut dilihat sebagai masalah politik dan bukannya semata-mata isu keselamatan, sekali gus membuka ruang kepada rundingan dan penyelesaian politik.

Walau sejauh mana kerangka analisis ini mencerminkan realiti sebenar, perkara yang penting ialah ia menunjukkan bahawa strategi pada zaman tersebut bukan sekadar bertujuan mencapai kemenangan ketenteraan, tetapi lebih kepada usaha membentuk syarat-syarat sosial dan politik yang boleh mengubah keseimbangan legitimasi konflik dalam jangka panjang.

Namun demikian, pada pandangan penulis, masalah utama bukanlah pada usaha mengkaji atau memahami “Tangga Tujuh Langkah” itu sendiri. Kerangka tersebut masih mempunyai nilai sebagai pelajaran sejarah konflik.

Masalah sebenar timbul apabila kerangka tersebut digunakan untuk menerangkan keseluruhan situasi semasa sehingga mengabaikan perubahan dinamik yang telah berlaku.

Jika dilihat melalui perspektif ini, teras strategi pada masa lalu sering dihuraikan sebagai usaha mewujudkan keadaan yang boleh mendorong negara bertindak balas secara berlebihan sehingga membawa kepada pelanggaran hak asasi manusia yang serius terhadap penduduk di kawasan konflik.

Pemboleh ubah utama ketika itu ialah bagaimana negara bertindak balas dan sama ada akan berlaku konfrontasi besar-besaran antara pasukan keselamatan dengan masyarakat setempat.

Namun apabila diperhatikan perkembangan konflik sepanjang lebih sedekad yang lalu, terdapat pandangan bahawa pusat graviti perjuangan telah beralih daripada kerangka lama tersebut.

Jika dahulu tumpuan lebih tertumpu kepada hubungan antara negara dan rangkaian masyarakat tempatan, hari ini banyak konflik ditafsirkan melalui isu identiti, hak asasi manusia, persepsi awam dan legitimasi di peringkat antarabangsa.

Dalam kerangka seperti ini, perkara yang menjadi penting bukan lagi semata-mata jumlah anggota atau keluasan kawasan yang dikawal, tetapi bagaimana konflik itu dilihat dan ditafsirkan oleh masyarakat umum.

Simbol etnik, bahasa, budaya dan sejarah tempatan kini menjadi elemen yang semakin penting dalam ruang politik kontemporari.

Oleh itu, risiko yang perlu disedari oleh negara pada hari ini mungkin bukan sekadar kritikan terhadap pelanggaran hak asasi manusia di peringkat tempatan seperti pada masa lalu, tetapi juga risiko berdepan persoalan berkaitan perlindungan orang awam, hak kumpulan budaya dan etnik, serta piawaian kemanusiaan yang semakin mendapat perhatian masyarakat antarabangsa.

Sama ada analisis ini tepat sepenuhnya ataupun tidak, satu perkara yang sukar dinafikan ialah konflik pada hari ini semakin bergerak ke medan persepsi, legitimasi dan politik antarabangsa berbanding sebelumnya.

Oleh sebab itu, jika negara masih melihat situasi semasa hanya melalui lensa masa lalu, negara mungkin sedang bersiap menghadapi persoalan lama sedangkan konflik itu sendiri telah bergerak ke arah persoalan yang baharu.

Apa yang mungkin masih belum difahami secara mendalam oleh masyarakat Thailand ialah kesan emosi yang terkumpul dalam kalangan generasi muda sepanjang lebih dua dekad konflik ini berlangsung.

Seorang kanak-kanak yang berusia tujuh tahun pada tahun 2011 kini telah menjadi seorang pemuda berusia dua puluh satu tahun pada tahun 2026. Dia membesar dalam suasana kehilangan, ketakutan, sekatan jalan raya, bunyi tembakan dan upacara pengebumian yang berulang kali berlaku di sekelilingnya.

Sepanjang tempoh tersebut, tidak sedikit generasi muda yang menyerap perasaan kecewa, kesedihan dan rasa tertekan melalui cerita, memori dan pengalaman kolektif masyarakat di sekeliling mereka.

Inilah sebabnya mengapa penyelesaian konflik di Selatan Thailand tidak lagi boleh bergantung kepada pendekatan keselamatan semata-mata.

Kerana konflik hari ini bukan hanya berlangsung melalui senjata, tetapi juga melalui ruang memori, emosi, identiti dan masa depan generasi muda.

Dan mungkin pelajaran paling penting daripada konflik ini bukanlah soal siapa yang akan menang.

Sebaliknya, persoalan yang lebih penting ialah bagaimana memastikan rakyat tidak terus menjadi pihak yang kalah selama-lamanya.

Kerana sepanjang lebih dua dekad yang lalu, pihak yang paling banyak kehilangan bukanlah negara atau mana-mana gerakan, tetapi rakyat biasa, sama ada Melayu Muslim mahupun Thai Buddha, yang terpaksa hidup dalam suasana ketakutan, kehilangan dan ketidakpercayaan antara satu sama lain.

Jika negara terus bertindak hanya melalui kerangka keselamatan tanpa membuka ruang politik, keadilan dan penyertaan rakyat, maka rasa tidak puas hati mungkin akan terus berulang.

Pada masa yang sama, jika keganasan terus digunakan sebagai alat politik oleh mana-mana pihak, maka penderitaan juga tidak akan pernah berakhir.

Jalan keluar yang sebenar bukanlah dengan memaksa satu pihak kalah sepenuhnya.

Sebaliknya, ia adalah usaha mewujudkan syarat-syarat baharu yang membolehkan semua pihak keluar daripada kitaran keganasan dengan penuh maruah, sambil membuka ruang kepada rakyat untuk menjadi pemilik masa depan mereka sendiri melalui proses keamanan dan kesejahteraan yang benar-benar bermakna.

Kerana perubahan ke arah masyarakat yang lebih baik, sama ada atas nama maruah etnik, agama ataupun identiti budaya, seharusnya dicapai melalui proses politik, pendekatan damai dan penyertaan rakyat.

Bukan dengan membayar harga yang mahal melalui kehilangan nyawa, penderitaan dan kesucian jiwa kanak-kanak serta belia yang masih dalam proses mencari jati diri mereka.

Pada akhirnya, kemenangan yang sebenar bukanlah apabila satu pihak berjaya merampas legitimasi pihak yang lain.

Tetapi apabila rakyat di wilayah ini dapat menikmati kualiti hidup yang baik, hidup dengan maruah, memiliki keselamatan diri dan harta benda, serta mampu menentukan masa depan mereka sendiri tanpa perlu hidup dalam lingkaran ketakutan dan keganasan.

Apabila seorang kanak-kanak di Pattani, Yala, Narathiwat atau Songkhla dapat membesar tanpa perlu membiasakan diri dengan bunyi tembakan, sekatan jalan raya ataupun perarakan jenazah.

Itulah sebenarnya makna “kemenangan bersama”, dan itulah asas penting kepada masa depan keamanan yang layak dinikmati oleh semua rakyat.










01/06/2026

#พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ลุยสนามกีฬาร้างนราธิวาส เตรียมชง เข้า กมธ.เพื่อผลักดัน สานต่อสร้างสนามให้เสร็จมีชีวิต ไม่ใช่สนามร้าง คอย 100 ปี.กระทบมิติกีฬา จชต.และอื่นๆอีกมากมาย

นายรพี มามะ.บก.ข่าว รายงาน #ทวีฯ ลุยสนามร้างนรา ผู้รับงานทิ้งงาน งบร้อยล้าน ประชาชนร้องรัฐบาล ควรเหลียวแลจริงใจแก้ปัญหา ...
01/06/2026

นายรพี มามะ.บก.ข่าว รายงาน
#ทวีฯ ลุยสนามร้างนรา ผู้รับงานทิ้งงาน งบร้อยล้าน ประชาชนร้องรัฐบาล ควรเหลียวแลจริงใจแก้ปัญหา สมญานามสนามร้าง 100 ปี
'พ.ต.อ.ทวี' ลุยตรวจสนามกีฬานราธิวาส 177 ล้าน จ่อดันเข้า กมธ. เร่งแก้ปมสร้างค้าง หวังเปิดใช้ทันไทยลีก 2 ฤดูกาลใหม่
#พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ร่วมแสดงความยินดีกับสโมสรนรา ยูไนเต็ด หลังสร้างผลงานยอดเยี่ยมคว้าสิทธิ์เลื่อนชั้นสู่ศึกไทยลีก 2 พร้อมตรวจสอบความคืบหน้าโครงการก่อสร้างสนามกีฬาจังหวัดนราธิวาส มูลค่ากว่า 177 ล้านบาท ที่ถูกปล่อยทิ้งร้างมาเป็นเวลานาน
ก่อนลงพื้นที่ พ.ต.อ.ทวี ได้ร่วมรับประทานอาหารเช้ากับ นายกูเซ็ง ยาวอหะซัน นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนราธิวาส และนายอัฟฟาน หะยียูโซะ ประธานบริหารสโมสรนรา ยูไนเต็ด โดยได้ร่วมแสดงความยินดีกับความสำเร็จของทีม หลังเปิดบ้านเอาชนะสตูล เอฟซี 5-1 คว้าตั๋วสู่ไทยลีก 2 ได้สำเร็จ
จากนั้นคณะได้เดินทางไปยังโครงการก่อสร้างสนามกีฬาฟุตบอล อบจ.นราธิวาส ภายในศูนย์ราชการ ต.โคกเคียน อ.เมืองนราธิวาส ซึ่งปัจจุบันยังไม่สามารถเปิดใช้งานได้ แม้จะใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 177 ล้านบาท
ข้อมูลระบุว่า โครงการดังกล่าวเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2553 ภายใต้โครงการ “หนึ่งจังหวัด หนึ่งสนามกีฬา” ของการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ก่อนที่ในช่วงปี 2555-2558 จะมอบหมายให้กรมทางหลวงดำเนินการก่อสร้างในเฟสที่ 2 แต่เกิดปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงาน ส่งผลให้โครงการหยุดชะงักและเกิดข้อพิพาททางกฎหมายระหว่างหน่วยงาน จน กกท. ได้ยกเลิกบันทึกข้อตกลงกับกรมทางหลวงเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2567
พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ความสำเร็จของทีมฟุตบอลในพื้นที่ชายแดนใต้ ทั้งนราธิวาสและปัตตานี ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจและความภาคภูมิใจให้กับประชาชน แต่สิ่งที่ยังขาดคือสนามกีฬาที่ได้มาตรฐานรองรับการแข่งขันระดับอาชีพ
ทั้งนี้ อบจ.นราธิวาส รับผิดชอบเฉพาะส่วนลู่วิ่ง สนามแข่งขัน และอัฒจันทร์บางส่วน ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จ ขณะที่อัฒจันทร์และงานก่อสร้างส่วนที่เหลืออยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง ส่งผลให้โครงการค้างคามาเป็นเวลานาน
พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า ตนเองร่วมกับ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ เตรียมนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการ เพื่อเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาหารือและหาทางออก โดยตั้งเป้าหมายให้สนามแห่งนี้สามารถเปิดใช้งานได้ทันก่อนเปิดฤดูกาลใหม่ในเดือนกันยายนนี้
#นอกจากนี้ ยังฝากถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งมีกำหนดลงพื้นที่ในวันที่ 12 นี้ ให้เร่งผลักดันการแก้ไขปัญหาเป็นวาระสำคัญ โดยชี้ว่าฟุตบอลเป็นอีกกลไกสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และความสามัคคีของคนในพื้นที่
"ไม่ว่าจะแตกต่างกันทางความคิดหรืออุดมการณ์ทางการเมืองเพียงใด แต่ทุกคนสามารถเชียร์ทีมเดียวกันได้ #หากสนามแห่งนี้แล้วเสร็จและเปิดใช้งาน จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างมหาศาล และช่วยสร้างโอกาสใหม่ให้กับจังหวัดนราธิวาสได้อย่างแท้จริง" พ.ต.อ.ทวี กล่าว

 #นาทีนี้ กระแส ไม่กล่าวพูดไม่ได้เลย นรายูไนเต็ต ผงาดขึ้นไทยลีก 2  มาดูอีกมุม.." แม้แต่นักรบ ผู้ยิ่งใหญ่ ยังคงต้องมีสตรี...
01/06/2026

#นาทีนี้ กระแส ไม่กล่าวพูดไม่ได้เลย นรายูไนเต็ต ผงาดขึ้นไทยลีก 2 มาดูอีกมุม..
" แม้แต่นักรบ ผู้ยิ่งใหญ่ ยังคงต้องมีสตรี
ที่คอยสนับสนุน อยู่เบื้องหลัง "

#ประโยคนี้ไม่เกินจริงเลย สำหรับ บอสฟาน และ
มาดามเดียร์ ซึ่งถือว่าสองท่านนี้ เป็นแรงผลักดันให้ นรา ยูไนเต็ด เดินทางมาถึงไทยลีก 2 ที่เรา รอคอย มา 16 ปีในครั้งนี้จริงๆ

บางครั้งการทำทีมฟุตบอล หากขาดแรงสนับสนุนจากครอบครัว และคนที่อยู่ข้างกาย อาจจะทำให้คนทำทีมฟุตบอล หมดกำลังใจเลยก็ว่าได้ เพราะอย่าลืมการทำทีมฟุตบอล ต้องใช้เงินเยอะมาก ทุ่มไปแล้วเราอาจจะไม่ได้อะไรกลับมาเลย

แต่ไม่ใช่ที่ นรา ยูไนเต็ด เพราะทุกครั้งที่เราเห็น
บอสฟานที่ไหน เราก็จะเห็น มาดามเดียร์ ที่นั้นเสมอ

ถือว่าเป็น เป็นผู้บริหาร ทั้ง 2 คน ที่สามารถมัดใจ แฟนบอลชาวนราธิวาส ได้อย่างหมดใจจริงๆ

#นับตั้งแต่ วันที่พวกเขาทั้ง 2 เขามาบริหาร
ทีม นรายูไนเต็ด เราก็เห็นถึงความมุ่งมั่น ที่ อยากเปลี่ยนแปลง นรา ยูไนเต็ด ไปในทิศทางใหม่ๆ
การดึงสปอนเซอร์ การดึงคนรุ่นใหม่หลายๆคน
เข้ามาทำงาน จนทีมเราเติบโตขึ้นกว่าเดิม

ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลง สนาม อัฒจันทร์
ไฟสนาม ให้พร้อมเตะเวลา 19.00

#การดึงนักเตะ ระดับบิ๊กเนม ที่แฟนบอลหลายๆคน
ก็คิดไม่ถึงว่าจะได้เห็นพวกเขาเหล่านี้ ลงมาเล่นกับ นรา ยูไนเต็ด นับตั้งแต่นาทีนั้น เรารู้เลยว่า พวกเราพร้อมแล้ว พร้อมจะชนกับทุกทีม เพื่อเป้าหมายของเราที่เรารอคอย

#สำหรับไทยลีก 2 มันพึ่งเริ่มต้น งานของเรายังพึ่งเริ่ม แต่พวกเราเชื่อมั่น ว่าบอสฟาน และมาดามเดียร์
จะพา นรา ยูไนเต็ด เติบโตขึ้นให้ดีกว่านี้อย่างแน่นอน

ขอบคุณจากหัวใจ

#บอสฟาน อัฟฟาน หะยียูโซะ

#มาดามเดียร์ ปภาวรินทร์ ยุทธนารังสรรค์

ที่อยู่

Narathiwat
96000

เบอร์โทรศัพท์

0871816417

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ THE MEDIAผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง THE MEDIA:

แชร์