HOTSTAR News เรื่องวงการบันเทิง คือเรื่องของเรา

BCT Expo 2026 ประกาศความพร้อมเปิดฉากใหญ่ชูแนวคิด “Empowering Net Zero in Construction & Mining” ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมก่อส...
04/09/2026

BCT Expo 2026 ประกาศความพร้อมเปิดฉากใหญ่
ชูแนวคิด “Empowering Net Zero in Construction & Mining” ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมก่อสร้างและเหมืองแร่ สู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน ขนทัพ 150 แบรนด์ชั้นนำ เครื่องจักร เทคโนโลยีก่อสร้าง นวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียน โซลูชันคาร์บอนต่ำ และสัมมนาฟรี 30+ หัวข้อ พร้อมรับคะแนน CPD ดีเดย์ 16-18 กันยายนนี้ ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด ร่วมกับพันธมิตรภาครัฐและเอกชน ประกาศความพร้อมการจัดงาน Building Construction Technology Expo 2026 (BCT Expo 2026) งานแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจสำหรับอุตสาหกรรมอาคาร การก่อสร้าง และเหมืองแร่ระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ภายใต้แนวคิดหลัก “Empowering Net Zero in Construction & Mining” เพื่อขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างและเหมืองแร่ไทยและภูมิภาคสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

นายลอย จุน ฮาว ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด กล่าวถึงภาพรวมและความพร้อมของการจัดงานว่า “ความพร้อมในการจัดงาน BCT Expo 2026 ในปีนี้มีความสมบูรณ์ในทุกมิติ ทั้งด้านพื้นที่จัดแสดงสินค้า การรวบรวมเทคโนโลยีและโซลูชันจากกว่า 150 แบรนด์ชั้นนำทั่วโลก ตลอดจนเวทีสัมมาวิชาการและการอบรมเชิงลึก โดยงานนี้ตั้งเป้าเป็นเวที่ระดับภูมิภาคที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ตัดสินใจในอุตสาหกรรมกว่า 4,000 คน เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายธุรกิจ และร่วมกันขับเคลื่อนภาคการก่อสร้างและเหมืองแร่ สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน”

การจัดงานในปีนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการขยายตัวของภาคการก่อสร้างไทย โดยข้อมูลจาก Krungsri Research ระบุว่าในไตรมาส 1 ปี 2569 มูลค่าการลงทุนก่อสร้างของไทยขยายตัว 6.1% YoY สู่ระดับ 365,000 ล้านบาท และคาดว่าภาพรวมทั้งปีจะขยายตัวราว 2.5-2.7% จากโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ อย่างไรก็ดี SCB EIC ระบุว่าเป้าหมาย Net Zero ของประเทศที่ขยับมาเป็นปี 2593 จะเป็นตัวเร่งให้ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะวัสดุก่อสร้างอย่างเหล็กและซีเมนต์ ต้องเร่งปรับตัวสู่กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ด้านนายปณตสรรค์ สูจยานนท์ รองอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เปิดเผยถึงแนวนโยบายและการบริหารจัดการวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรมว่า “กพร.ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการวัตถุดิบและทรัพยากรแร่ในภาคอุตสาหกรรมอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน การขับเคลื่อนแนวนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ลดการเกิดของเสีย และสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างและเหมืองแร่ไทยให้ปรับตัวรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม”

นายรัฐธีร์ เรืองพิมลสิริ ผู้จัดการระดับภูมิภาค บริษัท ซูมไลออน เฮฟวี่ อินดัสทรี ประเทศไทย จำกัด หนึ่งในผู้จัดแสดงสินค้า กล่าวว่า “ซูมไลออน มุ่งมั่นที่จะนำเสนอเครื่องจักรกลก่อสร้างและเทคโนโลยีระดับโลก ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านประสิทธิภาพการทำงาน และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยและภูมิภาคสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน”

6 ไฮไลต์ห้ามพลาดใน BCT Expo 2026
• ทัพเทคโนโลยีและเครื่องจักรกลจาก 150 แบรนด์ชั้นนำทั่วโลก
พบกับเครื่องจักร วัสดุ อุปกรณ์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และโซลูชันสำหรับงานก่อสร้างและเหมืองแร่ ครอบคลุม AI, Robotics, Smart Construction จากผู้ผลิตและจำหน่ายชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ อาทิ Zoomlion, Daehan Heavy Industry LLC, SIRIM BERHAD, พิณสยาม, Topcon Positioning Asia (Thailand) และ Japan Mass Timber Overseas Promotion Council เป็นต้น
• นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน
สัมผัสนวัตกรรมและโซลูชันการก่อสร้างและเหมืองแร่ที่ออกแบบมาเพื่อความยั่งยืนโดยเฉพาะ ตอบโจทย์เป้าหมายการลด
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ และระบบการบริหารจัดการคาร์บอน เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมไทย
• Built Environment & Construction Lighting Pavillion
ครั้งแรกกับการเปิดตัวโซนพิเศษ รวบรวมนวัตกรรมแสงสว่างเพื่อสิ่งแวดล้อมสรรสร้างและการก่อสร้าง ส่งตรงจากผู้ผลิต
ต้นทางและผู้พัฒนาเทคโนโลยีชั้นนำในมณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้เจรจาธุรกิจกับผู้ผลิตโดยตรง
• DPIM Circular Economy
ความร่วมมือครั้งสำคัญกับกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ จัดนิทรรศการต้นแบบด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน พร้อมงานสัมมนาวิชาการ “DPIM Circular Economy” เพื่อการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
• สัมมนาวิชาการฟรี กว่า 30 หัวข้อจากองค์กรชั้นนำ
อัปเดตเทรนด์และความรู้เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมจากองค์กรระดับแนวหน้า อาทิ ฤทธา, SCG, ปตท., SCB EIC และสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ครอบคลุมหัวข้อ Net Zero Construction, Green Building, Digital Construction, BIM และ AI สำหรับงานวิศวกรรม
• อบรมความรู้เฉพาะทางฟรี พร้อมสะสมคะแนน CPD
ยกระดับวิชาชีพด้วยการอบรมเชิงลึกร่วมกับอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญชื่อดัง เช่น ผศ.ดร.ธเนศ วีระศิริ, สภาวิศวกร, ชมรมเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานจังหวัดชลบุรี และสมาคมวิศวกรรมยกหิ้วปั้นจั่น และเครื่องจักรกลหนัก โดยผู้เข้าร่วมอบรมที่เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมจากสภาวิศวกรสามารถรับคะแนนพัฒนาวิชาชีพต่อเนื่อง (CPD) ได้ทันที
โอกาสทางธุรกิจและการจับคู่เจรจาการค้า
นอกจากไฮไลต์ด้านเทคโนโลยีและสัมมนาแล้ว BCT Expo 2026 ยังมาพร้อมกิจกรรม “โปรแกรมจับคู่เจรจาธุรกิจ” ที่เปิดโอกาสให้ผู้ซื้อ
ผู้ตัดสินใจ และผู้ประกอบการได้นัดหมายเพื่อเจรจาธุรกิจแบบตัวต่อตัว สร้างพันธมิตรทางการค้าและขยายเครือข่ายธุรกิจในระดับภูมิภาค

 #ผู้กองแคท โชว์ท็อปฟอร์ม! ปูพรมเฟ้นสาวงามครบ 77 จังหวัด เปิดซิงผู้จัดนางสาวไทย แจกไม่อั้น ทั้งผู้จัดระดับจังหวัดและนางส...
04/09/2026

#ผู้กองแคท โชว์ท็อปฟอร์ม! ปูพรมเฟ้นสาวงามครบ 77 จังหวัด เปิดซิงผู้จัดนางสาวไทย แจกไม่อั้น ทั้งผู้จัดระดับจังหวัดและนางสาวไทยผู้คว้ามง

แถลงข่าวเปิดตัวเป็นผู้รับสิทธิ์จัดการประกวดนางสาวไทยประจำปี พ.ศ.2570 - พ.ศ.2572 เป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ “ผู้กองแคท” ร.ต.อ.หญิง ดร.อาทิติยา เบ็ญจะปัก ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แคท ยูนีค จำกัด พร้อมประกาศความพร้อมจัดการประกวด “นางสาวไทย 2570” ภายใต้คอนเซปต์ “MISS THAILAND 2027: THE GOLDEN ERA ยุคทองบทใหม่ของนางสาวไทย” ปักธงเฟ้นหาผู้หญิงยุคใหม่จากครบ 77 จังหวัด พร้อมยืนยันทุกขั้นตอนต้องสุจริต โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ งานแถลงข่าวจัดขึ้น ณ BTS VISIONARY PARK ชั้น 33 โดยได้รับเกียรติจาก พล.ร.อ.ปกครอง มนธาตุผลิน นายกสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร พันธมิตร ผู้สนับสนุน รุ่นพี่นางสาวไทย และสื่อมวลชนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง มี “แคน” อติรุจ กิตติพัฒนะ รับหน้าที่พิธีกร

งานนี้ผู้กองแคทจัดเต็มสมฐานะ แคท ยูนีค เปิดงานด้วยโชว์พิเศษ “VOICES OF THE GOLDEN ERA” สะท้อนเสียงและความคาดหวังของคนไทยที่อยากเห็น “นางสาวไทย” เป็นมากกว่าผู้หญิงที่มีความงาม ก่อนเปิดตัว “ผู้กองแคท” ในฐานะผู้รับฟังทุกเสียงของประชาชน พร้อมประกาศวิสัยทัศน์ยกระดับนางสาวไทยให้เป็น “เวทีแห่งโอกาส” สำหรับผู้หญิงที่มีความคิด ความสามารถ มีหัวใจเพื่อสังคม และพร้อมใช้ศักยภาพของตนเองสร้างประโยชน์ให้ประเทศ

ผู้กองแคท ร.ต.อ.หญิง ดร.อาทิติยา เบ็ญจะปัก ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แคท ยูนีค จำกัด และผู้ได้รับสิทธิ์จัดการประกวดนางสาวไทยปี พ.ศ.2570 - ปี พ.ศ.2572 กล่าวว่า “ทุกเสียงที่แคทได้รับฟังล้วนมีความหมาย เพราะวันนี้คนไทยไม่ได้รอคอยเพียงผู้หญิงที่มีความงดงาม แต่กำลังรอคอยผู้หญิงที่มีความคิด มีความสามารถ มีหัวใจเพื่อสังคม และพร้อมใช้พลังของตัวเองสร้างประโยชน์ให้กับประเทศ สำหรับแนวคิด THE GOLDEN ERA จะขับเคลื่อนผ่าน 3 แกนหลัก ประกอบด้วย E-EMPOWER สร้างพลัง สร้างโอกาส และสร้างผู้นำหญิง, R-REPRESENT เป็นตัวแทนของเสียง ความหลากหลาย และ

ความภาคภูมิใจจาก 77 จังหวัด และ A-ADVANCE ยกระดับนางสาวไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างสง่างาม การประกวดปีนี้จะเปิดโอกาสให้ผู้หญิงจากทั้ง 77 จังหวัดได้นำเสนออัตลักษณ์ วัฒนธรรม วิถีชีวิต การท่องเที่ยว ภูมิปัญญา และ Soft Power ของบ้านเกิด ควบคู่กับการลงพื้นที่รับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชน เพื่อทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” นำเสียงของชุมชนไปเชื่อมโยงกับภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องการมีเสียงไม่ได้สำคัญเพียงว่าเราจะพูดอะไร แต่สำคัญว่าเราจะใช้เสียงนั้นเพื่อใคร เราอยากให้นางสาวไทยทำให้เรื่องที่ควรถูกมองเห็นได้รับการมองเห็น และเสียงที่ควรถูกได้ยินได้รับการรับฟัง สำหรับการมอบสิทธิ์จัดการประกวดนางสาวไทย 2570 จะเปิดรับในรูปแบบ ระดับจังหวัดเท่านั้น ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยคุณสมบัติ หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และขั้นตอนการสมัครจะประกาศผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ผู้สนใจทุกฝ่ายได้รับข้อมูลอย่างเท่าเทียม ไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก และใช้มาตรฐานเดียวกันทุกจังหวัดและสำหรับใครที่สนในสามารถลงทะเบียนโดนการสแกนคิวอาร์โค้ดและกรอกข้อมูลในกูเกิล ฟอร์มไว้ได้เลย ใครลงก่อนมีสิทธิ์ก่อนโดยสามารถติดตามข้อมูลได้ทุกแพลทฟอร์มออนไลน์ของนางสาวไทย 2570-Miss Thailand The Golden Era ค่ะ

สำหรับรางวัลของผู้คว้าตำแหน่ง นางสาวไทย ประจำปี 2570 เตรียมมอบมงกุฎเกียรติยศและสายสะพาย เงินรางวัล 1 ล้านบาท รถยนต์ไฟฟ้า EV จำนวน 1 คัน พร้อมที่พักตลอดระยะเวลาดำรงตำแหน่ง 1 ปี รวมถึงโอกาสก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง งานพรีเซนเตอร์ การเป็น Brand Ambassador และการเข้าร่วมกิจกรรมระดับประเทศนอกจากนี้ ผู้ดำรงตำแหน่งนางสาวไทยและรองนางสาวไทยทั้ง 4 อันดับ จะได้รับการพัฒนาด้านบุคลิกภาพ ภาวะผู้นำ การสื่อสาร การพูดในที่สาธารณะ และการสร้าง Personal Branding เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การทำงานระดับมืออาชีพและต่อยอดเส้นทางอาชีพในอนาคตค่ะ” ผู้กองแคท ร.ต.อ.หญิง ดร.อาทิติยา กล่าวทิ้งท้าย
ภายในงานยังมีรุ่นพี่นางสาวไทยร่วมส่งต่อพลังและประสบการณ์ นำโดย สาวิณี ปะการะนัง นางสาวไทย 2527, จิรกิตติยา บุญครองทรัพย์ นางสาวไทย 2546, ณัฐพิชร พงษ์ประพันธ์ นางสาวไทย 2563, พนิดา เขื่อนจินดา นางสาวไทย 2567 พร้อมโชว์พิเศษประกอบเพลง “เธอคือ…นางฟ้า” จากคุณที เจ็ทเซ็ตเตอร์ สร้างบรรยากาศสุดประทับใจ​

ขณะที่ พล.ร.อ.ปกครอง มนธาตุผลิน นายกสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า “สมาคมฯ พิจารณามอบสิทธิ์ให้บริษัท แคท ยูนีค จำกัด จากวิสัยทัศน์ ความพร้อม ประสบการณ์ และแผนดำเนินงานที่มีความเข้าใจในคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของเวที พร้อมรักษาความสง่างามและความน่าเชื่อถือ ควบคู่กับการพัฒนาให้สอดคล้องกับบทบาทของผู้หญิงไทยในยุคปัจจุบัน”
สำหรับผู้สนใจรับสิทธิ์การประกวดระดับจังหวัด หรือผู้สนใจประกวดนางสาวไทย สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ช่องทางออนไลน์สามารถติดตามรายละเอียดผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการของบริษัท แคท ยูนีค จำกัด และกองประกวดนางสาวไทย “นางสาวไทย 2570 - Miss Thailand The Golden Era” ได้ทุกแพลทฟอร์ม

กรมการค้าภายในจับมือบิ๊กซี ดันผลไม้ไทยเจาะผู้บริโภคเมือง–นักท่องเที่ยว ยกผลไม้คุณภาพขึ้นห้างใจกลางรัชดา ดึง “คอปเปอร์–ฟี...
04/09/2026

กรมการค้าภายในจับมือบิ๊กซี ดันผลไม้ไทยเจาะผู้บริโภคเมือง–นักท่องเที่ยว ยกผลไม้คุณภาพขึ้นห้างใจกลางรัชดา ดึง “คอปเปอร์–ฟีฟ่า” สร้างกระแส ชิม–ช้อปผลไม้ไทย

กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ขยายตลาดผลไม้ไทยสู่ผู้บริโภคปลายทาง จับมือ บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ เปิดพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ เชื่อมผลไม้คุณภาพจากแหล่งผลิตสู่ผู้บริโภคชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและรณรงค์บริโภคผลไม้ไทย ภายใต้แคมเปญ “ไทยช่วยไทยพลัส : อร่อยมั่นใจ ผลไม้ไทยคุณภาพ” ตามแนวคิด “Thailand: The Land of Tropical Fruits 2026” ณ บิ๊กซี สาขารัชดาภิเษก

นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการผลไม้ตั้งแต่แหล่งผลิตถึงผู้บริโภค ผ่านกลไก “สวนเกษตรกร–ตลาดกลางสินค้าเกษตร–Modern Trade–ผู้บริโภค” โดยที่ผ่านมาได้เชื่อมโยงผลผลิตผ่านตลาดกลางสำคัญ ได้แก่ ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง และตลาดมรกต ก่อนต่อยอดเข้าสู่เครือข่าย Modern Trade ทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มช่องทางรองรับผลผลิตและเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้น

สำหรับ Big C สาขารัชดาภิเษก เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีผู้บริโภคหลากหลายกลุ่ม ทั้งคนทำงาน ครอบครัว และนักท่องเที่ยวต่างชาติ จึงเป็นอีกโอกาสในการนำผลไม้ไทยคุณภาพมาให้ผู้บริโภคได้รู้จัก ชิม และเลือกซื้อ โดยสำหรับกิจกรรมครั้งนี้ Big C ได้นำสาขาเข้าร่วมกว่า 196 สาขาทั่วประเทศ รวมถึงหลายสาขาที่ตั้งอยู่ในพื้นที่สำคัญและเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ อาทิ รัชดาภิเษก ราชดำริ พัทยากลาง และภูเก็ต
กรมฯ จึงต้องการใช้โอกาสจากเครือข่ายดังกล่าวในการพาผลไม้ไทยไปให้ใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น ให้ได้รู้จักและลองชิมผลไม้ไทย เพราะหากเกิดความชื่นชอบ ก็อาจต่อยอดไปสู่ความต้องการมองหาหรือเลือกซื้อผลไม้ไทยเมื่อเดินทางกลับประเทศ ซึ่งเป็นอีกโอกาสหนึ่งในการสร้างการรับรู้และขยายตลาดผลไม้ไทยในระยะต่อไปทั้งนี้ บิ๊กซีเป็นพันธมิตรที่ร่วมกับกรมการค้าภายในสนับสนุนตลาดผลไม้ไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงเดือนตุลาคม 2568–กรกฎาคม 2569 ได้ร่วมเชื่อมโยงซื้อขายผลไม้ผ่านตลาดข้อตกลง โดยใช้สัญญาข้อตกลงมาตรฐานของกรมฯ รวมกว่า 2,262 ตัน มูลค่ากว่า 96 ล้านบาท ครอบคลุมผลไม้หลากหลายชนิด อาทิ ส้มเขียวหวาน กล้วย อะโวคาโด มะม่วง ส้มโอ ลำไย ลิ้นจี่ ทุเรียน มังคุด และเงาะ รวมถึงร่วมรณรงค์บริโภคผลไม้ฤดูกาลปี 2569 ภายใต้แคมเปญ “Thailand: The Land of Tropical Fruits”

นายฉันทพัทธ์ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ยังต่อยอดด้วยกลยุทธ์ Entertainment Marketing โดยดึงศิลปินคู่ “คอปเปอร์–ฟีฟ่า” มาร่วมกิจกรรมชิมผลไม้และเชิญชวนแฟนคลับเลือกซื้อผลไม้ไทย เพื่อสร้างกระแสในกลุ่มคนรุ่นใหม่ และขยายการรับรู้ไปยังฐานแฟนคลับทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่กับการจัดโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นการซื้อ

ด้าน บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ได้นำผลไม้ไทยคุณภาพมาจัดจำหน่ายในราคาพิเศษ อาทิ มังคุด 59 บาท/กก. เงาะโรงเรียน 69 บาท/กก. ลำไย 75 บาท/กก. ทุเรียนเกรดพรีเมียม 139 บาท/กก. และส้มโอทับทิมสยาม ซื้อ 1 แถม 1 ราคา 189 บาท เพื่อเพิ่มทางเลือกและกระตุ้นการบริโภคผลไม้ไทย

“ความร่วมมือกับ Modern Trade ไม่ใช่เพียงการเพิ่มพื้นที่จำหน่าย แต่เป็นการเชื่อม Demand และ Supply ให้ถึงกัน ตั้งแต่สวนเกษตรกร ผ่านตลาดกลาง มายังพื้นที่ค้าปลีกที่มีผู้บริโภครองรับ พร้อมใช้กิจกรรมการตลาดช่วยสร้างความต้องการซื้อ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดและสร้างรายได้กลับไปยังเกษตรกร” นายฉันทพัทธ์ กล่าว

ทั้งนี้ กรมการค้าภายในขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมเลือกซื้อและบริโภคผลไม้ไทยคุณภาพ ภายใต้แคมเปญ “ไทยช่วยไทยพลัส : อร่อยมั่นใจ ผลไม้ไทยคุณภาพ” เพื่อร่วมสนับสนุนเกษตรกรไทยและสร้าง Demand ให้กับผลไม้ไทยตลอดฤดูกาล

#กรมการค้าภายใน #กระทรวงพาณิชย์ #บิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ #ไทยช่วยไทยพลัส #อร่อยมั่นใจผลไม้ไทยคุณภาพ #บิ๊กซีสาขารัชดาภิเษก #คอปเปอร์ฟีฟ่า

“พาณิชย์” ผนึกกำลังสื่อไทย สร้างภาพลักษณ์ “Thailand : The Land of Tropical Fruits” กระตุ้นบริโภคผลไม้ไทยจากสวน สร้างรายไ...
03/09/2026

“พาณิชย์” ผนึกกำลังสื่อไทย สร้างภาพลักษณ์ “Thailand : The Land of Tropical Fruits” กระตุ้นบริโภคผลไม้ไทยจากสวน สร้างรายได้เกษตรกร

กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้ารณรงค์ “บริโภคผลไม้ไทย ภูมิใจผลไม้ไทย” ภายใต้แนวคิด
“Thailand : The Land of Tropical Fruits” ตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยที่เป็นจ้าวแห่งผลไม้เมืองร้อน
มีผลไม้คุณภาพหลากหลายจากทุกภูมิภาคให้รับประทานได้ตลอดทั้งปี พร้อมสร้างการรับรู้และกระตุ้น การบริโภคผลไม้ไทยผ่านเครือข่ายพันธมิตรและสื่อโทรทัศน์ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาดและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมการค้าภายในจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ผลไม้ไทย ร่วมกับภาคเอกชนและประชาชน โดยเฉพาะสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3 ไทยรัฐทีวี และ PPTV ซึ่งเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรนำผลไม้มาจำหน่ายและประชาสัมพันธ์ กิจกรรมดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการสร้างการรับรู้และภาพลักษณ์ที่ดีให้กับผลไม้ไทย เพื่อให้ประชาชนได้เห็นถึงความหลากหลาย ความสด และคุณภาพของผลไม้ไทยจากแต่ละภูมิภาค พร้อมเชิญชวนคนไทยร่วมกันเลือกบริโภคผลไม้ไทยตามฤดูกาล

นายวิทยากร กล่าวต่อว่า ประเทศไทยมีความโดดเด่นด้านผลไม้เมืองร้อน มีสภาพภูมิอากาศและพื้นที่เพาะปลูกที่เอื้อต่อการผลิตผลไม้หลากหลายชนิด ทำให้ประเทศไทยมีผลไม้คุณภาพหมุนเวียนให้รับประทานได้ตลอดทั้งปี และถือเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย

“เราอยากให้คนไทยรู้สึกภูมิใจในผลไม้ของเรา ตั้งแต่เดือนสิงหาคมต่อเนื่องไปจนถึงปลายปี จะมีผลไม้
จากหลากหลายภูมิภาคทยอยออกมาให้บริโภค ไม่ว่าจะเป็น มังคุดสด ๆ จากภาคใต้ ลำไยหวานจากภาคเหนือ มะพร้าวอ่อนจากภาคกลาง รวมถึงผลไม้ชนิดอื่น ๆ ที่มีความโดดเด่นในแต่ละพื้นที่”

“กิจกรรมวันนี้ เราต้องการให้ประชาชนเห็นว่า ผลไม้ไทยมีดีจากทุกภูมิภาค และมีให้รับประทานตลอดทั้งปี การเลือกซื้อผลไม้ไทยจึงไม่ใช่เพียงการเลือกของอร่อยและมีคุณภาพ แต่ยังเป็นการสนับสนุนเกษตรกรไทย และร่วมกันสร้างตลาดให้กับผลผลิตของพี่น้องเกษตรกร”

สำหรับผลไม้ที่นำมาเชื่อมโยงและประชาสัมพันธ์ในครั้งนี้ เป็นผลผลิตคุณภาพจากแหล่งผลิตสำคัญ ได้แก่ มังคุดจากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มมังคุดคุณภาพบ้านฉาน ตำบลท่ามะพลา จังหวัดชุมพร มังคุดจากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มมังคุดชะอวดพูนผล จังหวัดนครศรีธรรมราช ทุเรียนจากกลุ่มเกษตรกรอำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร และมะพร้าวจากกลุ่มเกษตรกรอำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นผลไม้คุณภาพจากเกษตรกรไทยที่นำมาสื่อสารให้ผู้บริโภคได้รู้จักแหล่งผลิตและเรื่องราวของผลไม้ไทยมากยิ่งขึ้น

กรมการค้าภายในขอเชิญชวนประชาชนร่วมกัน “บริโภคผลไม้ไทย ภูมิใจผลไม้ไทย” เลือกซื้อผลไม้ตามฤดูกาลจากแหล่งผลิตทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนเกษตรกรไทยและช่วยสร้างกำลังซื้อภายในประเทศ

กรมการค้าภายใน ผนึกกำลัง Modern Trade ดึง "นอร์ท-อ๊อตโต้" ลุยกิจกรรม "ไทยช่วยไทยพลัส : อร่อยมั่นใจ ผลไม้ไทยคุณภาพ" ตอกย้...
03/09/2026

กรมการค้าภายใน ผนึกกำลัง Modern Trade ดึง "นอร์ท-อ๊อตโต้" ลุยกิจกรรม "ไทยช่วยไทยพลัส : อร่อยมั่นใจ ผลไม้ไทยคุณภาพ" ตอกย้ำแคมเปญ Thailand: The Land of Tropical Fruits 2026

กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เติมสีสันตลาดผลไม้ไทย ดึงพลังศิลปินและอินฟลูเอนเซอร์ช่วยสร้างกระแสการบริโภคผลไม้ไทยในกลุ่มคนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยว พร้อมผนึกกำลังห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) และตลาดกลางสินค้าเกษตร ขยายช่องทางจำหน่ายภายใต้กิจกรรม “ไทยช่วยไทยพลัส : อร่อยมั่นใจ ผลไม้ไทยคุณภาพ” ตามแนวคิด “Thailand: The Land of Tropical Fruits 2026” มุ่งสร้าง Demand รองรับผลผลิตตามฤดูกาล ควบคู่สร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะแหล่งผลไม้เมืองร้อนคุณภาพและหลากหลาย

นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในให้ความสำคัญกับการสร้างการรับรู้และกระตุ้นการบริโภคผลไม้ไทย โดยเฉพาะการสื่อสารให้เข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่มากขึ้น ผ่านความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรทั้งตลาดกลางสินค้าเกษตรและ Modern Trade เพื่อเพิ่มพื้นที่จำหน่าย จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย และประชาสัมพันธ์

ผลไม้ไทยผ่านช่องทางต่าง ๆ ให้เข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้น
ที่ผ่านมา กรมฯ ได้จัดกิจกรรมรณรงค์บริโภคผลไม้ไทยในตลาดกลางสินค้าเกษตรสำคัญ 3 แห่ง ได้แก่ ตลาดไท ตลาดมรกต และตลาดสี่มุมเมือง ซึ่งได้รับความสนใจจากทั้งผู้บริโภค และผู้ประกอบการเป็นอย่างดี พร้อมขยายความร่วมมือกับเครือข่าย Modern Trade ในการจัดพื้นที่จำหน่าย โปรโมชั่น และกิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่อช่วยเพิ่มช่องทางรองรับผลผลิตจากเกษตรกร

สำหรับ GO WHOLESALE ถือเป็นหนึ่งในพันธมิตรสำคัญที่ร่วมกับกรมการค้าภายในสนับสนุนสินค้าเกษตรไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงเดือนตุลาคม 2568–กรกฎาคม 2569
ได้ร่วมเชื่อมโยงซื้อขายผลไม้และสินค้าเกษตรผ่านตลาดข้อตกลง โดยใช้สัญญาข้อตกลงมาตรฐานของกรมการค้าภายใน รวมปริมาณกว่า 5,412 ตัน มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ครอบคลุมสินค้า อาทิ ส้มโอ มะม่วง หอมหัวใหญ่ สับปะรด มังคุด ลองกอง เงาะ สละ ทุเรียน และลำไย นอกจากนี้ ยังร่วมช่วยระบายสินค้าเกษตรที่ประสบปัญหาผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก เช่น กะหล่ำปลี ถั่วแดง ข้าวโพดหวาน และมันฝรั่ง รวมกว่า 1,000 ตัน ตลอดจนร่วมประชาสัมพันธ์และรณรงค์บริโภคผลไม้ฤดูกาลปี 2569 ภายใต้แคมเปญ “Thailand: The Land of Tropical Fruits”


นายฉันทพัทธ์ กล่าวต่อว่า จากความร่วมมือดังกล่าว ล่าสุดกรมฯ และ GO WHOLESALE ได้ต่อยอดการทำตลาดไปอีกขั้น ด้วยการนำกลยุทธ์ “Entertainment Marketing” มาใช้สร้างกระแสและเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่ โดยดึงศิลปินขวัญใจแฟน ๆ “นอร์ท–อ๊อตโต้” มาร่วมเชิญชวนคนไทย รวมถึงนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ให้เลือกซื้อและบริโภคผลไม้ไทยคุณภาพ พร้อมสื่อสารจุดเด่นด้านความสดใหม่ รสชาติ และความหลากหลายของผลไม้จากแหล่งผลิตทั่วประเทศ

ขณะเดียวกัน GO WHOLESALE ยังจัดโปรโมชั่นพิเศษเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อผลไม้ไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมีโปรโมชั่นสำคัญ ได้แก่
• 2–6 กันยายน 2569 ซื้อผลไม้ไทยครบ 500 บาทขึ้นไป รับ Gift Voucher มูลค่า 100 บาท พร้อมกระเป๋าช้อปปิ้ง GO ฟรี 1 ใบ
• 7–30 กันยายน 2569 กิจกรรม GO Food “ส่งสุข” ซื้อผลไม้ที่ร่วมรายการครบ 300 บาท
ขึ้นไป รับฟรีกระเป๋าช้อปปิ้ง GO 1 ใบ
• 1–30 พฤศจิกายน 2569 รับคะแนน The 1 X2 เมื่อซื้อผลไม้ที่ร่วมรายการ
นายฉันทพัทธ์ กล่าวว่า การนำศิลปินและอินฟลูเอนเซอร์เข้ามาร่วมรณรงค์ ถือเป็นอีกเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยทำให้ผลไม้ไทยเข้าใกล้ผู้บริโภคมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ขณะที่ความร่วมมือกับ Modern Trade จะช่วยเปลี่ยนกระแสความสนใจให้เกิดการซื้อจริง เพิ่มช่องทางรองรับผลผลิต และสร้างโอกาสทางการตลาดให้แก่เกษตรกร

“กรมฯ ต้องการให้ผลไม้ไทยเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคนึกถึงและเลือกซื้ออย่างต่อเนื่อง การใช้พลังของศิลปิน อินฟลูเอนเซอร์ และเครือข่ายค้าปลีกสมัยใหม่ จะช่วยขยายการรับรู้ไปยังผู้บริโภคกลุ่มใหม่ ๆ และสร้าง Demand เพิ่มขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดจะช่วยให้ผลผลิตของเกษตรกรมีช่องทางจำหน่ายมากขึ้นและสร้างรายได้กลับสู่แหล่งผลิต” นายฉันทพัทธ์ กล่าว

ทั้งนี้ กรมการค้าภายในขอเชิญชวนประชาชนร่วมสนับสนุนเกษตรกรไทยด้วยการเลือกซื้อและบริโภคผลไม้ไทยตามฤดูกาล พร้อมติดตามโปรโมชั่นและกิจกรรมส่งเสริมการขายจากเครือข่าย Modern Trade ที่เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส : อร่อยมั่นใจ ผลไม้ไทยคุณภาพ” เพื่อร่วมกันสร้าง Demand และขับเคลื่อนตลาดผลไม้ไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

Thailand LAB INTERNATIONAL 2026, Bio+ HealthTech INTERNATIONAL 2026 และ FutureCHEM INTERNATIONAL 2026 เปิดฉากอย่างเป็นทา...
02/09/2026

Thailand LAB INTERNATIONAL 2026, Bio+ HealthTech INTERNATIONAL 2026 และ FutureCHEM INTERNATIONAL 2026 เปิดฉากอย่างเป็นทางการ ณ BITEC กรุงเทพฯ ผนึกกำลังอุตสาหกรรมห้องปฏิบัติการ เทคโนโลยีชีวภาพ และเคมี ภายใต้แนวคิด “ASEAN Scientific Innovation Ecosystem”

งาน Thailand LAB INTERNATIONAL 2026 ซึ่งจัดขึ้นพร้อมกับ Bio+ HealthTech INTERNATIONAL 2026 และ FutureCHEM INTERNATIONAL 2026 เปิดฉากอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 2–4 กันยายน 2569 โดย Thailand LAB INTERNATIONAL เดินหน้าสู่ปีที่ 16 ในฐานะแพลตฟอร์มชั้นนำด้านเทคโนโลยีห้องปฏิบัติการของภูมิภาค ต้อนรับผู้จัดแสดงสินค้ากว่า 300 ราย จาก 15 ประเทศ พร้อมนำเสนอแบรนด์และเทคโนโลยีกว่า 500 แบรนด์ บนพื้นที่จัดแสดงกว่า 15,000 ตารางเมตร และคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 13,000 รายตลอดระยะเวลา 3 วัน

พิธีเปิดงานได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐ ผู้นำสมาคมอุตสาหกรรม และแขกผู้มีเกียรติจากนานาประเทศ ร่วมเป็นสักขีพยานในการเปิดงานอย่างเป็นทางการ พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือและนวัตกรรมในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมห้องปฏิบัติการ เทคโนโลยีชีวภาพ สุขภาพ และเคมี

พิธีเปิดงานและวิสัยทัศน์จากผู้นำภาคส่วนสำคัญ

พิธีเปิดเริ่มต้นด้วยคำกล่าวต้อนรับโดย คุณปนัดดา ก๋งม้า รองประธานสายงานธุรกิจ บริษัท วีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์ เอเชีย แปซิฟิค จำกัด ตามด้วยคำกล่าวสนับสนุนจาก นายวัฒนา ผาสุข นายกสมาคมการค้าและวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ นางสาวกนกพร ดำรงกุล ผู้อำนวยการฝ่ายนิทรรศการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB ก่อนเข้าสู่คำกล่าวเปิดงานโดย ดร.ธีรารัตน์ สำเร็จวานิช ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

“ตลอด 16 ปีที่ผ่านมา Thailand LAB INTERNATIONAL ได้พัฒนาจากงานแสดงเทคโนโลยีด้านห้องปฏิบัติการ สู่การเป็นแพลตฟอร์มระดับนานาชาติที่เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีชีวภาพ สุขภาพ และเคมีเข้าด้วยกัน ปีนี้เรารวบรวมผู้แสดงสินค้ากว่า 300 บริษัท จาก 15 ประเทศ และเทคโนโลยีกว่า 500 แบรนด์ โดยเป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีมาจัดแสดง แต่คือการเชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ซื้อ นักวิจัย และภาคอุตสาหกรรม ให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การจับคู่ธุรกิจ และความร่วมมือใหม่ ๆ ที่สามารถนำไปต่อยอดได้จริง ซึ่งเราเชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเสริมศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของภูมิภาค”

— คุณปนัดดา ก๋งม้า รองประธานสายงานธุรกิจ บริษัท วีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์ เอเชีย แปซิฟิค จำกัด

“การยกระดับอุตสาหกรรมวิทยาศาสตร์ของไทยต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และภาควิจัย งานนี้จึงเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงทุกภาคส่วน เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยี แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจและนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย”

— คุณวัฒนา ผาสุข นายกสมาคมการค้าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (STTA)

“ทีเส็บเชื่อว่าอุตสาหกรรมไมซ์เป็นกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ถ่ายทอดองค์ความรู้ และเชื่อมโยงความร่วมมือระดับนานาชาติ งานครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นเวทีแสดงเทคโนโลยี แต่ยังช่วยเชื่อมโยงผู้ประกอบการ นักวิจัย นักลงทุน และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก เพื่อเสริมขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทย และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสุขภาพ และนวัตกรรมของอาเซียน”

— คุณกนกพร ดำรงกุล ผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรมการแสดงสินค้านานาชาติ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน)

“การแข่งขันของโลกยุคใหม่ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ประเทศไทยจึงต้องสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงงานวิจัยกับการนำไปใช้ประโยชน์จริง งาน Thailand LAB INTERNATIONAL, Bio+HealthTech INTERNATIONAL และ FutureCHEM INTERNATIONAL 2026 เป็นเวทีสำคัญที่เชื่อมโยงนักวิจัย ผู้พัฒนาเทคโนโลยี ภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน และเครือข่ายนานาชาติ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี ความร่วมมือ และการต่อยอดนวัตกรรมสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย”

— ดร.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ไฮไลต์ภายในงาน

งานแสดงสินค้าทั้งสามงานที่จัดขึ้นพร้อมกันนี้ มีพาวิลเลียนพิเศษจากจีน อินเดีย และไต้หวัน พร้อมด้วยการประชุมเชิงวิชาการ การอบรมเชิงปฏิบัติการ และเวทีเสวนาทางเทคนิคเกือบ 100 รายการ ซึ่งนำโดยผู้เชี่ยวชาญกว่า 160 คนจาก 10 ประเทศ ครอบคลุมหัวข้อสำคัญต่างๆ ในด้านห้องปฏิบัติการ เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีด้านสุขภาพ ความปลอดภัยด้านอาหาร ยา เคมีภัณฑ์ ความยั่งยืน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต งานสามวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่งานแสดงสินค้า แต่ยังเป็นแพลตฟอร์มเชิงงธุรกิจที่สำคัญสำหรับการค้นพบเทคโนโลยี การแลกเปลี่ยนความรู้ การสร้างเครือข่าย การจับคู่ทางธุรกิจ และความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรม เชื่อมโยงนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม ผู้ให้บริการเทคโนโลยี ผู้ซื้อ และผู้นำทางธุรกิจจากทั่วภูมิภาคและที่อื่นๆ

ไฮไลต์สำคัญของทั้ง 3 งาน ได้แก่ Immersive LAB ห้องปฏิบัติการจำลองเชิงอินเทอร์แอคทีฟที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมสัมผัสประสบการณ์และทดลองใช้เทคโนโลยีห้องปฏิบัติการขั้นสูง, Hosted Buyer Campaign และ Online Business Matching สำหรับเชื่อมโยงผู้ให้บริการเทคโนโลยีกับผู้ซื้อที่มีศักยภาพ, Bio Investment Panel และกิจกรรมสร้างความร่วมมือทางธุรกิจ, Future Food Innovation Junior Competition รวมถึงสัมมนาและเวทีเสวนาในประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจ อาทิ Lifestyle Medicine, Healthcare in the Metaverse, เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีสุขภาพ นวัตกรรมด้านเคมี และความยั่งยืน

ตลอดระยะเวลา 3 วัน Thailand LAB INTERNATIONAL 2026, Bio+ HealthTech INTERNATIONAL 2026 และ FutureCHEM INTERNATIONAL 2026 มุ่งเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญของผู้ประกอบการ นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างโอกาสทางธุรกิจ พร้อมร่วมขับเคลื่อนระบบนิเวศด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สุขภาพ และนวัตกรรมของประเทศไทยสู่การเป็น ASEAN Scientific Innovation Ecosystem อย่างเป็นรูปธรรม

ผู้เข้าร่วมงานยังสามารถสัมผัสเทคโนโลยีใหม่ พบปะผู้เชี่ยวชาญและพันธมิตรทางธุรกิจ และต่อยอดโอกาสความร่วมมือได้ตลอด 3 วันของการจัดงาน ระหว่างวันที่ 2–4 กันยายน 2569 ณ BITEC กรุงเทพฯ สะท้อนบทบาทของทั้ง 3 งานในฐานะแพลตฟอร์มสำคัญสำหรับการเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และโอกาสทางธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน

สภากายภาพบำบัดชี้ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองกว่า 70% ยังไม่ได้กายภาพบำบัดตามเกณฑ์ เสนอ 4 มาตรการรับสังคมสูงวัยเมื่อวันที่ 2...
02/09/2026

สภากายภาพบำบัดชี้ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองกว่า 70% ยังไม่ได้กายภาพบำบัดตามเกณฑ์ เสนอ 4 มาตรการรับสังคมสูงวัย

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 เวลา 13.00-13.50 น. สภากายภาพบำบัด ร่วมกับ สมาคมกายภาพบำบัดแห่งประเทศไทย จัดเสวนา เรื่อง “ไทยพร้อมหรือยัง? สู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ ด้วยกายภาพบำบัด” ในงาน Bio+Healthtech International 2026 ณ เวทีไบโอสแควร์ ฮอลล์ 102 ศูนย์การประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ

การเสวนาครั้งนี้ มีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านสิทธิประโยชน์ทางสุขภาพ การส่งเสริมสุขภาพผู้สูงวัยระดับเมือง กับบทบาทของกายภาพบำบัดและทิศทางนโยบายผู้สูงอายุของประเทศไทย ได้แก่ นพ.พีรพล สุทธิวิเศษศักดิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ดร.พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร ศ.กภ.ดร.ประวิตร เจนวรรธนะกุล นายกสภากายภาพบำบัด นายอัครพล ทองพูน คณะกรรมการยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนและพัฒนาองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ตัวแทนพรรคประชาชน และ นางกรรณิการ์ บรรเทิงจิตร ผู้จัดการสำนักงานประสานนโยบายรองรับสังคมสูงวัย ผู้แทนพรรคประชาธิปัตย์

ศ.กภ.ดร.ประวิตร เจนวรรธนะกุล นายกสภากายภาพบำบัด เปิดเผยบนเวทีเสวนา “ไทยพร้อมหรือยัง? สู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ ด้วยกายภาพบำบัด” ว่า มีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง เพียงร้อยละ 30 ที่ได้รับบริการกายภาพบำบัดตามแนวทางที่กำหนด เช่นเดียวกับ ผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักจากการหกล้ม ประมาณร้อยละ 30 ได้รับการฟื้นฟูด้วยกายภาพบำบัด สะท้อนช่องว่างการเข้าถึงบริการที่อาจลดโอกาสฟื้นตัวและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะติดบ้าน-ติดเตียง พร้อมเสนอ 4 แนวทางสำคัญ ทั้งการเพิ่มกำลังจำนวนนักกายภาพบำบัดและมาตรการรักษาบุคลากรให้อยู่ในระบบ การขยายบริการสู่ชุมชนผ่านระบบสุขภาพปฐมภูมิ และการเพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เพื่อรองรับสังคมสูงวัยของไทยอย่างมีคุณภาพ

สังคมสูงวัยที่มีคุณภาพ ควรเป็นสังคมที่ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ยังคงกระฉับกระเฉง สามารถดูแลตนเอง ทำกิจวัตรประจำวัน เข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม ออกกำลังกาย หรือทำงานได้อย่างอิสระ ไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นให้คอยดูแล และมีผู้สูงอายุติดบ้าน ติดเตียง น้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม แม้ความก้าวหน้าทางการแพทย์จะช่วยให้คนไทยมีอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 77.4 ปี แต่อายุขัยของการมีสุขภาพดียังอยู่ที่ประมาณ 68 ปี ทำให้คนไทยอาจต้องใช้ชีวิตช่วงเกือบ 10 ปีสุดท้าย ร่วมกับโรคเรื้อรังหรือข้อจำกัดทางสุขภาพ ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและครอบครัว ยังเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศอย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงคือ จำนวนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่เพิ่มขึ้น โดยในปี 2568 มีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลรัฐ 162,049 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ซึ่งมีจำนวนเกือบ 150,000 ราย การป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองเป็นภาวะเรื้อรัง ไม่ได้หายในทันที นั่นหมายความว่า เพียง 2 ปีที่ผ่านมา เรามีคนเป็นโรคหลอดเลือดสมองประมาณสามแสนคน ผู้ป่วยกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มโอกาสกลับมาเคลื่อนไหว ทำกิจวัตรประจำวัน และใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด

แนวทางการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ฉบับปี พ.ศ. 2567 ของสถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กำหนดให้ผู้ป่วยควรได้รับกายภาพบำบัดประมาณ 1-3 ครั้งต่อสัปดาห์ รวมไม่น้อยกว่า 30 ครั้ง ภายในระยะเวลา 6 เดือน หลังพ้นระยะเฉียบพลันและมีอาการคงที่ โดยความถี่ของการรักษาขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของผู้ป่วย แต่จากข้อมูลที่มีอยู่พบว่า ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเพียงร้อยละ 30 ได้รับบริการกายภาพบำบัดตามแนวทางดังกล่าว หมายความว่า ยังมีผู้ป่วยอีกร้อยละ 70 ที่อาจไม่ได้รับกายภาพบำบัดอย่างเพียงพอหรือต่อเนื่องในช่วงเวลาสำคัญของการฟื้นตัว

นอกจากนี้ ภาวะหกล้มยังเป็นปัญหาสำคัญในกลุ่มผู้สูงอายุ โดยในปี 2568 มีผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักจากการหกล้มเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลรัฐ 28,841 ราย ผู้ป่วยกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับกายภาพบำบัดภายหลังการผ่าตัด เพื่อฟื้นฟูการเคลื่อนไหวและความสามารถในการดำเนินชีวิต แต่พบว่า มีผู้ป่วยเพียงประมาณร้อยละ 30 ที่ได้รับการกายภาพบำบัด
ข้อจำกัดและอุปสรรคสำคัญของการเข้าถึงบริการกายภาพบำบัดในโรงพยาบาลภาครัฐของผู้สูงอายุไทยที่เจ็บป่วย ทั้งโรคหลอดเลือดสมองและกระดูกสะโพกหัก คือ จำนวนบุคลากรและบริการที่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่งผลให้ผู้ป่วยต้องรอคิวเป็นเวลานาน ทั้งที่ช่วงเวลาหลังพ้นภาวะเฉียบพลันถือเป็นช่วงสำคัญของการฟื้นฟู หากผู้ป่วยเข้าถึงกายภาพบำบัดล่าช้าหรือได้รับบริการไม่ต่อเนื่อง โอกาสฟื้นตัวอาจลดลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะติดบ้าน ติดเตียงในระยะยาว

นายกสภากายภาพบำบัด กล่าวต่อว่า วิชาชีพกายภาพบำบัดยังมีบทบาทในการช่วยส่งเสริมสุขภาพและป้องกันความเสื่อมของร่างกายในผู้สูงอายุด้วย ผ่านการตรวจประเมินและวินิจฉัยทางกายภาพบำบัด เพื่อกำหนดวิธีการออกกำลังกายและให้คำแนะนำในการใช้ชีวิตประจำวันอย่างเหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล
สภากายภาพบำบัดจึงรณรงค์ให้นักกายภาพบำบัดทั่วประเทศร่วมจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุ ภายใต้แนวคิด “สูงวัยสุขภาพดี เดินดี ไม่ลืม ไม่ล้ม อารมณ์แจ่มใส” เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุเดินไปได้ทุกที่อย่างมั่นคง ความจำยังดี ไม่เสี่ยงต่อการหกล้ม และมีสุขภาวะทางอารมณ์ที่ดี ร่าเริง ไม่ซึมเศร้า ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาวได้

สภากายภาพบำบัด เสนอ 4 มาตรการสำคัญขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมสูงวัยที่มีคุณภาพ ได้แก่
1. เร่งผลิตนักกายภาพบำบัดตามแผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปกำลังคนและภารกิจบริการสาธารณสุขในภาพรวมทั้งระบบระยะ 10 ปี ของกระทรวงสาธารณสุข
2. เพิ่มกรอบอัตรานักกายภาพบำบัดในสถานพยาบาลของรัฐ พร้อมมาตรการรักษาบุคลากรให้อยู่ในระบบ
3. ขยายบริการกายภาพบำบัดสู่ชุมชนผ่านระบบสุขภาพปฐมภูมิ เพื่อให้ผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางเข้าถึงบริการใกล้บ้าน
4. เพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคสำหรับผู้สูงอายุในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ครอบคลุมการป้องกันภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย และการคัดกรองความเสี่ยงต่อการหกล้ม

01/09/2026

#จาพนม เลือกขับ S05 รถ EV คันแรกของบ้าน ได้ลองแล้วติดใจ ตอบโจทย์ทุกการใช้ชีวิต

ลองครั้งแรกก็ใช่เลย! “จาพนม” เลือกขับ DEEPAL S05 รถ EV คันแรกของบ้านไม่ใช่ทุกครั้งที่คำว่า “ลองขับ” จะจบลงด้วยการ “รับรถ...
31/08/2026

ลองครั้งแรกก็ใช่เลย! “จาพนม” เลือกขับ DEEPAL S05 รถ EV คันแรกของบ้าน
ไม่ใช่ทุกครั้งที่คำว่า “ลองขับ” จะจบลงด้วยการ “รับรถ” แต่สำหรับ “จาพนม ยีรัมย์” หรือ “โทนี่ จา” การได้ลองขับ DEEPAL S05 BEV MAX ครั้งแรก กลับทำให้เจ้าตัวตัดสินใจเปลี่ยนรถคันใหม่ และเลือกให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าคันแรกของบ้าน
ล่าสุดจาพนมได้มีโอกาสขับ DEEPAL S05 ไปชมคอนเสิร์ต ออกไปสนุกกับเสียงเพลง พร้อมเอ่ยปากว่ายิ่งได้ใช้งานจริง ยิ่งติดใจ เพราะเทคโนโลยีและฟังก์ชันต่างๆ ของ DEEPAL S05 เข้ากับไลฟ์สไตล์ของตัวเองอย่างลงตัวสุดๆ โดยเฉพาะการที่ต้องเดินทางเพื่อทำงาน ถ่ายทำภาพยนตร์ และออกทริปต่างจังหวัดอยู่เป็นประจำ ที่ถูกใจคือฟังก์ชันอัจฉริยะไม่ว่าจะเป็นระบบสั่งงานด้วยเสียง โหมดเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ โหมดแคมป์ปิ้ง และ โหมดสัตว์เลี้ยง รวมถึงระบบช่วยเหลือการขับขี่อัจฉริยะ ADAS
หลังทดลองขับ จาพนมจึงไม่รอช้า ตัดสินใจเลือก DEEPAL S05 เป็น EV คันแรก ก่อนเข้ารับมอบรถอย่างเป็นทางการมที่ โชว์รูม Jin Motor ศรีนครินทร์ โดยมี “คริส อู๋” รองประธาน บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมแสดงความยินดี โดยจาพนมเล่าถึงเหตุผลที่เลือก DEEPAL S05 ว่า ที่ผ่านมาใช้งานรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปมาตลอด แต่เมื่อได้ลองเปิดใจกับ EV ก็รู้สึกว่า DEEPAL S05 เป็นรถที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ตัวเอง ทั้งดีไซน์ที่ดูสปอร์ต แข็งแรง การขับขี่ที่สนุก อัตราเร่งที่ตอบสนองทันใจ รวมถึงเทคโนโลยีต่างๆ ที่ช่วยให้การเดินทางง่าย สะดวกสบายขึ้น
นอกจากสมรรถนะและเทคโนโลยีแล้ว DEEPAL S05 ยังตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี ด้วยพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางนั่งสบาย พร้อมฟังก์ชันอำนวยความสะดวกและระบบความปลอดภัยที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในทุกการเดินทาง ทำให้รถคันนี้เป็นรถไฟฟ้าที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนที่ต้องเดินทางหลากหลายรูปแบบ
สำหรับ DEEPAL S05 BEV MAX มาพร้อมดีไซน์สวย โฉบเฉี่ยว ผลงานการออกแบบโดยดีไซเนอร์ชื่อดังระดับโลก ขับสนุกด้วยอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.48 วินาที และระยะทางขับขี่สูงสุด 470 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC พร้อมฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ทั้งการเดินทางและการพักผ่อน รวมถึงมีระบบช่วยเหลือการขับขี่อัจฉริยะ ADAS ที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจและความปลอดภัยตลอดทุกการเดินทาง
จาก “ทดลองขับ” กลายเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ของจาพนมกับการก้าวเข้าสู่โลกของ EV ครั้งแรก และเมื่อถามว่าทำไมถึงเลือก DEEPAL S05 เจ้าตัวตอบสั้นๆ แต่ชัดเจนว่า “เลือกดีพอล เพราะเป็นรถที่พอดี”

ที่อยู่

Nonthaburi

เบอร์โทรศัพท์

+66864516644

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ HOTSTAR Newsผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์