Stockjibjib เพจที่ให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเรื่องการลงทุน

🔍 เจาะดีล Big Lot TTB มูลค่า 1.8 หมื่นล้านบาทING ขายเพราะอะไร กระทบพื้นฐานแค่ไหน และควรวางกลยุทธ์อย่างไร?ประเด็นใหญ่ที่ก...
19/08/2026

🔍 เจาะดีล Big Lot TTB มูลค่า 1.8 หมื่นล้านบาท

ING ขายเพราะอะไร กระทบพื้นฐานแค่ไหน และควรวางกลยุทธ์อย่างไร?

ประเด็นใหญ่ที่กดดันราคาหุ้น TTB วันนี้ คือการที่ ING Bank ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ตัดสินใจขายหุ้น TTB ผ่าน Private Placement ให้แก่นักลงทุนสถาบัน ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นของ ING ลดลงจาก 19.5% เหลือ 11.6% เมื่อคำนวณโดยไม่รวมหุ้นซื้อคืนของธนาคาร

📌 รายละเอียดสำคัญของดีล

มีรายงานว่า ING ขายหุ้น TTB ประมาณ 6.9 พันล้านหุ้น ที่ราคา 2.64 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่าราว 1.8 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 475–550 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ราคา 2.64 บาทต่ำกว่าราคาปิดก่อนทำรายการที่ 2.90 บาทประมาณ 9% ขณะที่การชำระราคาและส่งมอบหุ้นคาดว่าจะแล้วเสร็จวันที่ 21 สิงหาคม 2569

ตัวเลขจำนวนหุ้นและราคา 2.64 บาทมาจากรายงานของ Bloomberg ผ่านสำนักข่าวในประเทศ ส่วน TTB ยืนยันอย่างเป็นทางการถึงมูลค่าประมาณ 475 ล้านยูโร และสัดส่วน ING ที่ลดลงเหลือ 11.6%

❓ ทำไม ING จึงขายหุ้น TTB

เหตุผลที่ ING เปิดเผยคือ การบริหารเงินทุนเชิงรุกและเพิ่มประสิทธิภาพพอร์ตการลงทุน จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่า ING ขายเพราะมองว่าพื้นฐานหรือผลประกอบการของ TTB กำลังมีปัญหา

TTB ชี้แจงว่าธุรกรรมครั้งนี้เป็นการตัดสินใจบริหารพอร์ตของผู้ถือหุ้นโดยตรง ธนาคารไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรับทราบการตัดสินใจล่วงหน้า

ที่สำคัญ ดีลนี้ ไม่ใช่การเพิ่มทุน

จึงไม่มีการออกหุ้นใหม่ ไม่มีผล Dilution ต่อผู้ถือหุ้นเดิม และเงินจากการขายหุ้นจะเข้า ING ไม่ได้เข้าสู่ TTB

📉 ผลกระทบเชิงลบระยะสั้น

ราคา Big Lot กลายเป็นต้นทุนอ้างอิงของตลาด

ราคา 2.64 บาทต่ำกว่าราคาตลาดเดิมประมาณ 9% นักลงทุนจึงอาจนำราคาดังกล่าวมาใช้ประเมินมูลค่าและตัดสินใจขายหุ้นในกระดาน

กดดันความเชื่อมั่นต่อหุ้น

แม้พื้นฐานไม่เปลี่ยน แต่การที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ลดสัดส่วนครั้งใหญ่ ย่อมทำให้ตลาดตั้งคำถามว่า ING จะขายหุ้นเพิ่มเติมอีกหรือไม่

ยังมีความเสี่ยงจากหุ้นส่วนที่เหลือ

มีรายงานว่าหุ้น TTB ที่ ING ถือเหลืออยู่จะติดเงื่อนไขห้ามขายประมาณ 90 วัน ช่วยลดความกังวลว่าจะมีหุ้นออกมาขายเพิ่มทันที

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขนี้ครอบคลุมหุ้นที่ ING ถือเหลืออยู่ ไม่ได้หมายความว่านักลงทุนสถาบันที่รับซื้อหุ้นรอบนี้จะถูกห้ามขายทั้งหมด ดังนั้น ราคาหุ้นยังอาจผันผวนได้

📈 ผลบวกในระยะกลางถึงยาว

หุ้นก้อนใหญ่ถูกขายนอกกระดาน

การขายผ่าน Private Placement ช่วยลดความเสี่ยงที่ ING จะนำหุ้นจำนวนมากออกมาขายในกระดานหลักพร้อมกัน

เพิ่ม Free Float และสภาพคล่อง

เมื่อหุ้นกระจายไปยังนักลงทุนสถาบันหลายราย จะทำให้โครงสร้างผู้ถือหุ้นมีการกระจายตัวมากขึ้น และอาจช่วยเพิ่มสภาพคล่องในการซื้อขายระยะยาว

ไม่กระทบการบริหารและกลยุทธ์

TTB ยืนยันว่าการลดสัดส่วนของ ING ไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการบริหาร การดำเนินงาน กรอบกำกับดูแล หรือกลยุทธ์หลักของธนาคาร

ยังมีแผนซื้อหุ้นคืนช่วยเพิ่มผลตอบแทนผู้ถือหุ้น

TTB มีแผนซื้อหุ้นคืนรวม 35,000 ล้านบาทในช่วงปี 2568–2571 โดยดำเนินการไปแล้วประมาณ 21,000 ล้านบาท และเหลือวงเงินตามแผนอีกราว 14,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม วงเงินที่เหลือไม่ได้หมายความว่าธนาคารจะนำมาซื้อหุ้นคืนทันที แต่ธนาคารจะพิจารณาจังหวะ รูปแบบ และสภาวะตลาดอีกครั้ง

💰 Valuation เริ่มน่าสนใจหรือยัง?

ประเมินมูลค่าเหมาะสม TTB ที่ 3.20 บาท อิง PBV ประมาณ 1.2 เท่า และ PER ประมาณ 13 เท่า

หากเทียบกับราคา Big Lot ที่ 2.64 บาท จะมีส่วนต่างจากมูลค่าเหมาะสมประมาณ 21% และมีประมาณการ Dividend Yield ใกล้ 6% ต่อปี

แต่ต้องย้ำว่า ราคาเป้าหมายและเงินปันผลดังกล่าวเป็นประมาณการไม่ใช่การรับประกันผลตอบแทน

🎯 กลยุทธ์การลงทุน TTB

สำหรับผู้ถือหุ้นเดิม

ยังไม่จำเป็นต้องรีบขายเพราะข่าว Big Lot เพียงอย่างเดียว เนื่องจากดีลนี้ไม่กระทบกำไร การดำเนินงาน หรือจำนวนหุ้นที่ใช้คำนวณกำไรต่อหุ้นโดยตรง

อย่างไรก็ตาม ควรติดตามว่าราคาสามารถรักษาระดับเหนือกรอบต้นทุนสถาบันบริเวณ 2.64–2.70 บาทได้หรือไม่ รวมถึงติดตามความชัดเจนเรื่องการถือหุ้นของ ING หลังครบกำหนด 90 วัน

สำหรับผู้ลงทุนใหม่

ยังไม่ควรรีบเข้าซื้อทันทีเพียงเพราะราคาลดลง ควรรอให้แรงขายเริ่มลดลง ราคาหยุดสร้างจุดต่ำใหม่ และสามารถทรงตัวเหนือกรอบ 2.64–2.70 บาทได้ก่อน

หากราคาทรงตัวได้ กรอบดังกล่าวอาจเป็นจุดสะสมที่มี Margin of Safety มากขึ้น เมื่อพิจารณาร่วมกับเงินปันผลและมูลค่าพื้นฐาน

แต่หากราคาหลุดต่ำกว่า 2.64 บาทพร้อมมูลค่าการซื้อขายสูง อาจสะท้อนว่าแรงขายยังไม่จบ และควรรอประเมินสถานการณ์ใหม่

⚠️ ประเด็นพื้นฐานที่ต้องติดตาม

นอกจากเรื่อง ING นักลงทุนยังต้องติดตามทิศทางส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ หรือ NIM คุณภาพสินทรัพย์ Credit Cost และผลกระทบจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีเดิมที่ทยอยลดลง

ดังนั้น Big Lot ไม่ได้ทำให้พื้นฐาน TTB แย่ลงทันที แต่ก็ไม่ควรใช้ราคา Big Lot เป็นเหตุผลเดียวในการตัดสินใจซื้อ

📌 สรุปมุมมอง

ดีลนี้เป็น ข่าวลบต่อราคาและความเชื่อมั่นในระยะสั้น แต่ยังไม่ใช่ข่าวลบต่อผลประกอบการของ TTB

ราคา 2.64 บาทจะกลายเป็นจุดอ้างอิงสำคัญของตลาด ขณะที่ระยะกลางมีโอกาสได้ประโยชน์จาก Free Float และสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้น

กลยุทธ์ที่เหมาะสมจึงไม่ใช่การรีบรับหุ้นทันที แต่ควรรอให้ตลาดดูดซับหุ้นก้อนใหญ่และราคากลับมามีเสถียรภาพก่อนตัดสินใจ

ณัฐพล พัชราพิมล, CISA, CFP®


บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลและการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคล ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

🚇 เจาะลึกงบ BEM Q2/69“กำไรทำสถิติ แต่ราคาหุ้นกำลังสะท้อนอนาคตไปแค่ไหน?”BEM รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/69 ที่ 1,012 ล้านบาท ...
18/08/2026

🚇 เจาะลึกงบ BEM Q2/69
“กำไรทำสถิติ แต่ราคาหุ้นกำลังสะท้อนอนาคตไปแค่ไหน?”

BEM รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/69 ที่ 1,012 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% Y-Y และ 16% Q-Q ถือเป็นกำไรไตรมาส 2 สูงที่สุดในรอบ 10 ปี

ขณะที่ครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิ 1,887 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.2% Y-Y

ภาพรวมจึงถือว่า “แข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ” แต่ยังไม่ใช่การเติบโตแบบก้าวกระโดด เพราะธุรกิจหลักยังอยู่ในช่วงเติบโตตามปริมาณการเดินทาง ขณะที่โครงการใหม่อย่างรถไฟฟ้าสายสีส้มยังไม่เริ่มสร้างรายได้

ตัวเลขสำคัญใน Q2/69

• รายได้จากการให้บริการรวม 3,982 ล้านบาท
• รายได้ค่าผ่านทาง 2,071 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 50%
• รายได้ธุรกิจระบบราง 1,672 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% และเพิ่มขึ้น 3% Y-Y
• กำไรสุทธิ 1,012 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% Y-Y
• ต้นทุนทางการเงินลดลงประมาณ 9%
• กำไรต่อหุ้น 0.07 บาท

ธุรกิจทางด่วนยังเป็นฐานรายได้ที่มั่นคง

ธุรกิจทางพิเศษสร้างรายได้ค่าผ่านทาง 2,071 ล้านบาท โดยมีผู้ใช้บริการมากกว่า 1 ล้านเที่ยวต่อวัน

จุดแข็งของ BEM คือเส้นทางส่วนใหญ่อยู่ในเขตเมืองและเชื่อมต่อพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ทำให้ปริมาณการเดินทางค่อนข้างสม่ำเสมอ แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจทางด่วนเป็นธุรกิจที่เติบโตตามปริมาณรถและการปรับค่าผ่านทาง จึงมีโอกาสเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป มากกว่าการเร่งตัวอย่างรวดเร็ว

รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินยังเป็นเครื่องยนต์เติบโต

รายได้จากธุรกิจระบบรางอยู่ที่ 1,672 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% Y-Y ได้แรงสนับสนุนจากจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น และการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย–สำนักงานตามแนวรถไฟฟ้า

ข้อได้เปรียบสำคัญคือสายสีน้ำเงินมีลักษณะเป็นวงแหวน เชื่อมต่อรถไฟฟ้าหลายสาย ทำให้มีผู้โดยสารจากสายอื่นไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ในระยะถัดไปต้องติดตามจำนวนผู้โดยสารเฉลี่ยว่าจะสามารถกลับไปเติบโตมากกว่า 4–5% ต่อปีได้หรือไม่ เพราะจะเป็นตัวกำหนดการเติบโตของกำไรปกติก่อนสายสีส้มเปิดให้บริการ

ลดต้นทุนทางการเงิน ช่วยพยุงกำไร

อีกจุดเด่นของงบไตรมาสนี้คือ BEM สามารถลดต้นทุนทางการเงินลงประมาณ 9% จากการบริหารหนี้และรีไฟแนนซ์เชิงรุก

เรื่องนี้มีความสำคัญ เพราะ BEM อยู่ในช่วงลงทุนโครงการสายสีส้ม ทำให้สินทรัพย์และภาระหนี้เพิ่มขึ้นก่อนที่รายได้จากโครงการจะเริ่มเข้ามา

หากบริษัทควบคุมต้นทุนดอกเบี้ยได้ดี จะช่วยลดผลกระทบจากช่วงรอยต่อของการลงทุน และรักษาอัตรากำไรไว้ได้

รถไฟฟ้าสายสีส้มคือ Growth Engine รอบใหม่

ปัจจัยที่จะเปลี่ยนฐานกำไรของ BEM อย่างมีนัยสำคัญคือรถไฟฟ้าสายสีส้ม

• รถไฟฟ้าขบวนแรกเตรียมมาถึงไทยปลายเดือนพฤศจิกายน 2569
• สายสีส้มฝั่งตะวันออกคาดเปิดทดลองใช้ปลายปี 2570
• ตั้งเป้าเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ต้นปี 2571
• คาดรองรับผู้โดยสารช่วงแรกประมาณ 100,000 เที่ยวต่อวัน
• เมื่อเปิดครบทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกในปี 2573 คาดผู้โดยสารเพิ่มเป็นประมาณ 300,000 เที่ยวต่อวัน

ประโยชน์ไม่ได้มีเพียงรายได้จากสายสีส้มโดยตรง แต่ผู้โดยสารบางส่วนจะเปลี่ยนเส้นทางเข้าสู่สายสีน้ำเงินผ่านสถานีศูนย์วัฒนธรรมฯ ทำให้ BEM มีโอกาสได้ประโยชน์จากทั้งสองเส้นทางพร้อมกัน

ดังนั้น ปี 2571 เป็นต้นไปจึงเป็นช่วงที่กำไรมีโอกาสเปลี่ยนจาก “เติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป” ไปสู่การเติบโตในระดับที่สูงขึ้น

Double Deck และการต่อสัมปทานทางด่วน

อีกประเด็นใหญ่คือโครงการทางด่วนชั้นที่ 2 หรือ Double Deck บริเวณงามวงศ์วาน–พระราม 9

แนวทางที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคือให้ BEM ลงทุนก่อสร้างประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท แลกกับการขยายสัมปทานทางด่วนออกไปอีกประมาณ 22 ปี 5 เดือน และอาจมีการปรับโครงสร้างค่าผ่านทาง

หากได้ข้อสรุปที่เหมาะสม จะเป็นบวกต่อมูลค่าระยะยาว เพราะช่วยยืดอายุกระแสเงินสดของธุรกิจทางด่วน แต่ต้องพิจารณาควบคู่กับเงินลงทุน ผลตอบแทนโครงการ และเงื่อนไขลดค่าผ่านทาง

นโยบายค่าโดยสารและการซื้อคืนสัมปทาน

ภาครัฐยังมีแนวคิดปรับโครงสร้างสัมปทานรถไฟฟ้า รวมถึงนโยบายค่าโดยสารราคาต่ำและการเปลี่ยนรูปแบบสัญญาเป็น PPP Gross Cost

ประเด็นนี้อาจเป็นบวก หาก BEM ได้รับค่าชดเชยหรือค่าจ้างเดินรถที่แน่นอน ลดความเสี่ยงด้านจำนวนผู้โดยสาร

แต่ก็อาจเป็นความเสี่ยง หากเงื่อนไขชดเชยไม่ครอบคลุมรายได้ที่บริษัทต้องเสียไป ดังนั้นต้องรอรายละเอียดสัญญา ไม่ควรตีความว่าการลดค่าโดยสารเป็นบวกหรือเป็นลบในทันที

Valuation เป็นอย่างไร?

ณ วันที่ 17 สิงหาคม 2569 ราคาหุ้น BEM อยู่ที่ 7.25 บาท

• P/E ย้อนหลังประมาณ 28.6 เท่า
• P/BV ประมาณ 2.9 เท่า
• EV/EBITDA ประมาณ 25.7 เท่า
• ราคาเป้าหมายเฉลี่ย IAA Consensus อยู่ที่ 8.50 บาท
• ราคาเป้าหมายสูงสุด 10.50 บาท
• ราคาเป้าหมายต่ำสุด 7.30 บาท
• นักวิเคราะห์ 11 ราย แนะนำ “ซื้อ” ทั้งหมด

แม้ราคาเป้าหมายเฉลี่ยยังมีส่วนต่างประมาณ 17% แต่ราคาหุ้นขึ้นมาแตะระดับสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์แล้ว ทำให้ Valuation ไม่ได้อยู่ในระดับถูก

ตลาดกำลังให้มูลค่าล่วงหน้ากับความคืบหน้าของรถไฟฟ้าสายสีส้ม การลดต้นทุนทางการเงิน และโอกาสจาก Double Deck ไปบางส่วนแล้ว

ประเด็นที่ต้องติดตามต่อ

จำนวนรถใช้ทางด่วนเฉลี่ยต่อวัน
จำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน
ต้นทุนทางการเงินและภาระหนี้จากสายสีส้ม
ความคืบหน้าการก่อสร้างและส่งมอบรถไฟฟ้าสายสีส้ม
เงื่อนไขโครงการ Double Deck และการต่อสัมปทาน
นโยบายค่าโดยสารและการปรับโครงสร้างสัมปทานรถไฟฟ้า
ความคืบหน้าการจัดหาขบวนรถเพิ่มให้สายสีน้ำเงิน
ประมาณการกำไรปี 2569 ว่าจะทำได้ตามเป้าหมายประมาณ 4.1–4.2 พันล้านบาทหรือไม่

มุมมอง STOCKJiBJiB

BEM ยังเป็นหุ้น Defensive Growth ที่มีรายได้ประจำและกระแสเงินสดค่อนข้างมั่นคง งบ Q2/69 ยืนยันว่าธุรกิจหลักยังเติบโต และบริษัทสามารถควบคุมต้นทุนการเงินได้ดี

อย่างไรก็ตาม การเติบโตในปัจจุบันยังอยู่ในระดับค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่ราคาหุ้นได้สะท้อนความคาดหวังต่อสายสีส้มและโครงการใหม่ไปพอสมควรแล้ว

หัวใจของการลงทุน BEM จากนี้จึงไม่ใช่เพียง “งบล่าสุดดีหรือไม่” แต่ต้องดูว่าบริษัทสามารถเปลี่ยนโครงการสายสีส้มและ Double Deck ให้เป็นกระแสเงินสดใหม่ โดยไม่ทำให้ภาระหนี้และต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นมากเกินไปได้หรือไม่

ณัฐพล พัชราพิมล, CISA, CFP®

GDP ไทย Q2/69 โต 1.9% ดีกว่าตลาดคาด แต่หดตัว 0.2% QoQ สะท้อนว่าเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นเต็มตัวแรงหนุนหลักมาจากการส่งออก การลงท...
17/08/2026

GDP ไทย Q2/69 โต 1.9% ดีกว่าตลาดคาด แต่หดตัว 0.2% QoQ สะท้อนว่าเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นเต็มตัว

แรงหนุนหลักมาจากการส่งออก การลงทุนเอกชน และ AI–Data Center ขณะที่กำลังซื้อ ท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมดั้งเดิมยังเปราะบาง

กลยุทธ์เน้นอิเล็กทรอนิกส์ นิคม Data Center และแบงก์ใหญ่ ส่วน Domestic Play ควรเลือกเป็นรายบริษัท

ณัฐพล พัชราพิมล, CISA, CFP®

❤️GDP ไทย Q2/69 โต 1.9%“ดีกว่าที่ตลาดกลัว แต่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นเต็มตัว”สภาพัฒน์เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2569 ขยายต...
17/08/2026

❤️GDP ไทย Q2/69 โต 1.9%
“ดีกว่าที่ตลาดกลัว แต่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นเต็มตัว”

สภาพัฒน์เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 1.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน ดีกว่าตลาดคาดที่ประมาณ 1.7% แต่ชะลอลงจากไตรมาสแรกที่เติบโต 2.8%

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนและปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว GDP กลับมาหดตัว 0.2% QoQ สะท้อนว่า “แรงส่งของเศรษฐกิจระยะสั้นยังอ่อนแอ” แม้ตัวเลขรายปีจะออกมาดีกว่าคาดก็ตาม

ภาพรวมครึ่งปีแรก เศรษฐกิจไทยขยายตัวประมาณ 2.3% ถือว่าประคองตัวได้ดีกว่าที่หลายฝ่ายกังวล แต่ยังเป็นการเติบโตที่ไม่กระจายทั่วทั้งระบบ

━━━━━━━━━━━━━━

ทำไม GDP ยังโตได้ 1.9%?

แรงพยุงหลักมาจาก 2 เครื่องยนต์สำคัญ ได้แก่ “การส่งออก” และ “การลงทุนภาคเอกชน”

✅ส่งออกยังแข็งแกร่ง

การส่งออกได้แรงหนุนจากกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนด้าน AI และ Data Center

เดือนมิถุนายน การส่งออกไทยขยายตัวสูงประมาณ 20.8% YoY ช่วยชดเชยความอ่อนแอของการบริโภคและการท่องเที่ยวบางส่วน

แต่ต้องเข้าใจว่า “ส่งออกโต ไม่ได้แปลว่า GDP จะโตเท่ากัน” เพราะไทยมีการนำเข้าพลังงาน วัตถุดิบ เครื่องจักร และสินค้าทุนเพิ่มขึ้นมากเช่นกัน ทำให้ผลบวกจากการส่งออกสุทธิต่อ GDP ถูกหักล้างบางส่วน

✅การลงทุนภาคเอกชนเป็นพระเอก

การลงทุนยังขยายตัวดี โดยเฉพาะเครื่องจักร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โรงงาน และ Data Center

นี่เป็นสัญญาณบวกเชิงโครงสร้าง เพราะการลงทุนไม่ได้สร้างยอดขายเพียงระยะสั้น แต่ช่วยเพิ่มกำลังการผลิต การจ้างงาน และความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

สภาพัฒน์คาดว่าการลงทุนภาคเอกชนทั้งปี 2569 อาจขยายตัวถึง 9.6% สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังมีเครื่องยนต์ใหม่จากเทคโนโลยีและการย้ายฐานการผลิตเข้ามาช่วยพยุง

━━━━━━━━━━━━━━

จุดเด่นของ GDP รอบนี้

✅ตัวเลขดีกว่าตลาดคาด

GDP +1.9% สูงกว่าคาดการณ์ที่ +1.7% ขณะที่ตัวเลข QoQ หดตัวเพียง 0.2% ดีกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์เคยคาดว่าอาจหดตัวประมาณ 0.6%

แปลว่าเศรษฐกิจชะลอตัวจริง แต่ยังไม่แย่ถึงขั้นที่ตลาดกังวลก่อนประกาศตัวเลข

✅การลงทุนยังโต ไม่ได้พึ่งเพียงมาตรการแจกเงิน

การลงทุนใน Data Center อิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน และพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม เป็นการเติบโตที่มีคุณภาพมากกว่าการกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น

✅การส่งออกเชื่อมโยงกับ AI Cycle

การเติบโตของอิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้มาจากการฟื้นตัวตามวัฏจักรเพียงอย่างเดียว แต่มีแรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI, Cloud และ Data Center ทั่วโลก

จึงเป็นโอกาสของไทยในการดึงดูดการลงทุน หากสามารถพัฒนาไฟฟ้า โครงข่ายสื่อสาร บุคลากร และระบบโลจิสติกส์ได้ทัน

✅สภาพัฒน์ปรับประมาณการ GDP ทั้งปีขึ้น

สภาพัฒน์ปรับกรอบ GDP ปี 2569 เป็นเติบโต 2.0–2.5% มีค่ากลางประมาณ 2.2% จากเดิมคาด 1.5–2.5% และค่ากลาง 2.0%

การปรับกรอบล่างขึ้นจาก 1.5% เป็น 2.0% สะท้อนว่าความเสี่ยงเศรษฐกิจรุนแรงเริ่มลดลง และครึ่งปีแรกทำได้ดีกว่าสมมติฐานเดิม

━━━━━━━━━━━━━━

จุดอ่อนที่ยังต้องระวัง

❌เศรษฐกิจหดตัวเมื่อเทียบไตรมาสก่อน

แม้ GDP รายปีขยายตัว 1.9% แต่ตัวเลข -0.2% QoQ บอกว่าเศรษฐกิจไตรมาส 2 มีขนาดเล็กลงจากไตรมาสแรกเล็กน้อย

ดังนั้น ยังไม่ควรตีความว่าเศรษฐกิจเข้าสู่รอบขาขึ้นเต็มตัว

❌กำลังซื้อภายในประเทศยังอ่อนแอ

การบริโภคภาคเอกชนถูกกดดันจากค่าครองชีพ ต้นทุนพลังงาน หนี้ครัวเรือนสูง และความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ

ประชาชนยังเลือกซื้อเฉพาะสินค้าจำเป็น ขณะที่สินค้าชิ้นใหญ่ เช่น บ้าน รถยนต์ และสินค้าตกแต่งบ้าน ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง

นี่คือเหตุผลที่ตัวเลขส่งออกและการลงทุนดูดี แต่ผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนจำนวนมากอาจยังไม่รู้สึกว่าเศรษฐกิจดีขึ้น

❌การฟื้นตัวมีลักษณะ K-shaped

ธุรกิจที่เกี่ยวกับ AI อิเล็กทรอนิกส์ Data Center และการลงทุนจากต่างประเทศขยายตัวดี แต่ธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อภายในประเทศและ SME ยังเผชิญแรงกดดัน

❌เศรษฐกิจจึงไม่ได้โตพร้อมกันทุกอุตสาหกรรม

ภาคอุตสาหกรรมดั้งเดิมยังเปราะบาง

ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมหรือ MPI ในไตรมาส 2/69 หดตัวประมาณ 1.79% โดยเฉพาะยานยนต์และปิโตรเคมี สะท้อนว่าการผลิตสินค้าดั้งเดิมยังเผชิญทั้งการแข่งขันจากต่างประเทศและต้นทุนสูง (สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม)

❌การท่องเที่ยวยังไม่เป็นพระเอก

จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงไตรมาส 2 ลดลงประมาณ 3.2% YoY จากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ต้นทุนเดินทางสูง และปัญหาในประเทศต้นทาง

ทำให้ภาคโรงแรม ร้านอาหาร การบิน และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวยังฟื้นไม่เต็มที่ (Reuters)

❌เสี่ยงเข้าสู่ภาวะ “ขาดดุลแฝด”

สภาพัฒน์คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดปีนี้อาจขาดดุลประมาณ 1.2% ของ GDP จากการนำเข้าพลังงาน สินค้าทุนและวัตถุดิบในระดับสูง

เมื่อประกอบกับการขาดดุลงบประมาณภาครัฐ จะทำให้ไทยเผชิญทั้งขาดดุลการคลังและขาดดุลบัญชีเดินสะพัดพร้อมกัน ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินบาทและจำกัดพื้นที่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว

━━━━━━━━━━━━━━

📈แนวโน้มครึ่งปีหลังเป็นอย่างไร?

ผมมองว่าครึ่งปีหลังมีโอกาส “ฟื้นแบบค่อยเป็นค่อยไป” มากกว่าจะเร่งตัวแรง

ปัจจัยบวก ได้แก่

• มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเริ่มเข้าสู่ระบบ
• การลงทุนใน Data Center และอิเล็กทรอนิกส์ยังเดินหน้าต่อ
• การส่งออกยังได้แรงหนุนจาก AI Cycle
• ต้นทุนพลังงานลดลงจากช่วงที่ตึงตัวมากที่สุด
• ฐานเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีก่อนไม่สูงมาก

ส่วนปัจจัยเสี่ยง ได้แก่

• การส่งออกอาจชะลอลงจากฐานสูง
• การนำเข้าพลังงานและเครื่องจักรยังสูง
• เงินเฟ้ออาจเร่งขึ้นตามต้นทุนพลังงาน
• หนี้ครัวเรือนกดดันกำลังซื้อ
• การท่องเที่ยวยังมีความไม่แน่นอน
• SME และภาคการผลิตดั้งเดิมยังฟื้นตัวช้า

หาก GDP ทั้งปีเติบโตตามค่ากลาง 2.2% หมายความว่าครึ่งปีหลังไม่จำเป็นต้องเร่งตัวมาก เพียงเติบโตประมาณ 2% ต้น ๆ ก็เพียงพอที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายได้

━━━━━━━━━━━━━━

ผลต่อทิศทางดอกเบี้ยและเงินบาท

ตัวเลข GDP ที่ดีกว่าคาดและการปรับประมาณการทั้งปีขึ้น ทำให้แรงกดดันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องรีบลดดอกเบี้ยลดลง

ยิ่งหากเงินเฟ้อเร่งขึ้นเข้าสู่กรอบประมาณ 1.5–2.0% การลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมจะทำได้ยากขึ้น เพราะต้องรักษาสมดุลระหว่างการช่วยเศรษฐกิจกับการควบคุมเงินเฟ้อและดูแลค่าเงินบาท

ส่วนเงินบาทมีทั้งปัจจัยบวกจาก GDP ที่ดีกว่าคาด และปัจจัยลบจากแนวโน้มขาดดุลบัญชีเดินสะพัด จึงมีโอกาสเคลื่อนไหวผันผวนมากกว่ากลับมาแข็งค่าเป็นแนวโน้มชัดเจน

━━━━━━━━━━━━━━

ผลต่อตลาดหุ้นไทย

✅กลุ่มที่มีโอกาสได้ประโยชน์

อิเล็กทรอนิกส์และส่งออก

DELTA, HANA, KCE และ CCET ได้แรงหนุนจากวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ AI และ Data Center แต่ต้องติดตามค่าเงินบาทและ Valuation ของแต่ละบริษัทด้วย

นิคมอุตสาหกรรม

AMATA และ WHA ได้ประโยชน์จากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ การย้ายฐานการผลิต และความต้องการพื้นที่สำหรับโรงงานและ Data Center

โครงสร้างพื้นฐาน Data Center

กลุ่มโรงไฟฟ้า สื่อสาร และระบบโครงข่าย เช่น GULF, GPSC, ADVANC และ TRUE มีโอกาสได้ประโยชน์จากความต้องการไฟฟ้าและการเชื่อมต่อข้อมูลที่เพิ่มขึ้น

ธนาคารขนาดใหญ่

KBANK, KTB และ BBL มีโอกาสได้ประโยชน์จากสินเชื่อภาคธุรกิจ การลงทุนขนาดใหญ่ และความเสี่ยงเศรษฐกิจที่ลดลง

อย่างไรก็ตาม สินเชื่อรายย่อยยังต้องระวัง เพราะหนี้ครัวเรือนและกำลังซื้อยังเปราะบาง

❌กลุ่มที่ควรเลือกลงทุนเป็นรายบริษัท

• ค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค
• อสังหาริมทรัพย์และวัสดุก่อสร้าง
• เช่าซื้อรถยนต์และสินเชื่อรายย่อย
• โรงแรม การบินและธุรกิจท่องเที่ยว

หุ้นเหล่านี้อาจมีผลประกอบการดีจากปัจจัยเฉพาะบริษัท แต่ยังไม่สามารถใช้ GDP รอบนี้ยืนยันได้ว่ากำลังซื้อภายในประเทศฟื้นตัวอย่างทั่วถึง

━━━━━━━━━━━━━━

บทสรุปสำหรับนักลงทุน

GDP Q2/69 ที่โต 1.9% ถือว่า “ดีกว่าที่ตลาดกลัว” และช่วยลดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวรุนแรง

แต่การที่ GDP หดตัว 0.2% จากไตรมาสก่อน กำลังซื้อยังอ่อน และการท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นเต็มที่ ทำให้ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าเศรษฐกิจไทยเข้าสู่รอบขาขึ้นเต็มตัว

กลยุทธ์ลงทุนจึงควรเน้นหุ้นที่มีแรงขับเคลื่อนชัดเจนจากการส่งออก การลงทุน AI–Data Center การย้ายฐานการผลิต และสินเชื่อภาคธุรกิจ มากกว่าซื้อหุ้น Domestic Play ทุกตัวเพียงเพราะ GDP ดีกว่าคาด

“เศรษฐกิจไทยไม่ได้แย่อย่างที่กลัว
แต่ยังไม่ได้ดีจนสามารถลงทุนโดยไม่เลือกหุ้น”

ณัฐพล พัชราพิมล, CISA, CFP®

13/08/2026

ยังใช้ ChatGPT แค่ “สรุปงบให้หน่อย?” คุณอาจกำลังพลาด จุดสำคัญในงบการเงิน รวม 10 Prompt “เจาะงบหุ้น” แบบนักวิเคราะห์ 👇

11/08/2026

🤖 ยังใช้ ChatGPT แค่ “ถามว่าหุ้นไหนดี?”
คุณกำลังใช้ AI ไม่ถึง 20%
รวม 10 Prompt วิเคราะห์หุ้นดี ๆ ที่นี่ 👇

10/08/2026

📱 ถ้าพรุ่งนี้ต้องเริ่มลงทุนในหุ้นใหม่จาก 0
มีเงินแค่ 10,000 บาท + ChatGPT + มือถือ ผมจะเริ่ม 5 อย่างนี้ 👇

🥤 เจาะงบ TACC Q2/69 : กำไรโต 32%…หุ้นเล็กที่กำลังโตทั้งรายได้และ MarginTACC ประกาศงบ Q2/69 ออกมาค่อนข้างดีครับสิ่งที่น่า...
07/08/2026

🥤 เจาะงบ TACC Q2/69 : กำไรโต 32%…หุ้นเล็กที่กำลังโตทั้งรายได้และ Margin

TACC ประกาศงบ Q2/69 ออกมาค่อนข้างดีครับ

สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ “กำไรโต” แต่คือ กำไรโตเร็วกว่ารายได้ สะท้อนว่าธุรกิจเริ่มได้ประโยชน์จาก Operating Leverage มากขึ้น

📊 ตัวเลขสำคัญ Q2/69

• รายได้จากการขายและบริการ 682.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.2% YoY และประมาณ 6.9% QoQ

• กำไรขั้นต้น 217.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.9% YoY

• Gross Margin อยู่ที่ 31.87% ใกล้เคียง Q2/68 ที่ 31.95% และ Q1/69 ที่ 32.07%

• กำไรสุทธิ 104.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.9% YoY และประมาณ 4.6% QoQ

• Net Profit Margin เพิ่มขึ้นเป็น 15.28% จาก 13.68% ใน Q2/68

• งวด 6 เดือนแรกปี 2569 มีกำไรสุทธิ 204 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.1% YoY

เห็นตัวเลขแล้ว จุดที่ผมชอบที่สุดคือ

👉 รายได้โต 18% แต่กำไรโตถึง 32%

แปลว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ถูกกินด้วยค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่เริ่มไหลลงมาเป็นกำไรมากขึ้น

แล้วกำไรโตจากอะไร?

1. รายได้ยังโตเกือบ 20%

ธุรกิจหลักของ TACC ยังเติบโตดี โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเครื่องดื่มใน 7-Eleven ทั้ง Jet Spray และ All Café

นอกจากนี้ยังมีรายได้จากการขายสินค้าให้ กาแฟพันธุ์ไทย รวมถึงผลิตภัณฑ์ชาและวัตถุดิบเครื่องดื่มอื่น ๆ เพิ่มเข้ามา

ครึ่งปีแรก TACC มีรายได้ประมาณ 1,321 ล้านบาท โต 19.3% YoY

ถือว่ายังรักษา Growth ได้ค่อนข้างดี แม้ฐานรายได้เริ่มสูงขึ้นแล้ว

2. Operating Leverage เริ่มเห็นชัด

นี่คือ Highlight ของงบรอบนี้

รายได้ Q2 โต 18.2%

แต่ค่าใช้จ่ายในการขายและจัดจำหน่ายกลับ ลดลงประมาณ 15.9% YoY

ทำให้สัดส่วนค่าใช้จ่ายขายต่อรายได้ลดจากประมาณ

6.72% → 4.78%

พูดง่าย ๆ คือ

“ขายของได้มากขึ้น แต่ไม่จำเป็นต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายในอัตราเดียวกัน”

เมื่อธุรกิจโตขึ้น กำไรจึงโตเร็วกว่ารายได้

นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่า Operating Leverage

และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้กำไร Q2 โตถึง 32%

3. Gross Margin ยังรักษาใกล้ 32% ได้

Gross Margin Q2/69 อยู่ที่ 31.87%

เทียบกับ

Q2/68 = 31.95%
Q1/69 = 32.07%

ถือว่าลดลงเพียงเล็กน้อย

แม้ต้นทุนวัตถุดิบบางรายการ โดยเฉพาะกาแฟ เคยอยู่ในระดับสูง แต่บริษัทยังสามารถรักษา Margin บริเวณ 32% ได้

ดังนั้นกำไรที่โตแรงรอบนี้ไม่ได้เกิดจากการที่ Gross Margin กระโดดขึ้น

แต่เกิดจาก

ยอดขายเพิ่ม + Volume เพิ่ม + ควบคุมค่าใช้จ่ายดีขึ้น

ผมมองว่าเป็นคุณภาพกำไรที่ค่อนข้างดี

4. มีค่าใช้จ่ายพิเศษบางส่วน แต่กำไรยังโตแรง

Q2 บริษัทมีค่าใช้จ่ายบริหารเพิ่มขึ้นบางส่วน เช่น

• Corporate Branding
• ค่าที่ปรึกษากฎหมาย
• ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการลงทุนธุรกิจใหม่

แต่ถึงจะมีค่าใช้จ่ายเหล่านี้ กำไรสุทธิยังเพิ่มขึ้น 31.9% YoY

ถ้าค่าใช้จ่ายบางส่วนเป็น One-time และลดลงในอนาคต ก็อาจช่วยให้ Bottom Line ดีขึ้นอีก

5. ครึ่งปีแรกกำไร 204 ล้านบาท…มีโอกาสเห็น Earnings Upgrade

ครึ่งปีแรก TACC ทำกำไรไปแล้วประมาณ

204 ล้านบาท +34.1% YoY

ขณะที่ประมาณการกำไรปี 2569 ของนักวิเคราะห์ก่อนหน้านี้อยู่ประมาณ 340–400 ล้านบาท

นั่นหมายความว่า TACC ทำกำไรไปแล้วประมาณ ครึ่งหนึ่งถึงเกือบ 60% ของประมาณการทั้งปี

ถ้าใช้ประมาณการบน ๆ ที่ประมาณ 399 ล้านบาท

ครึ่งปีหลังบริษัทต้องทำกำไรอีกประมาณ 195 ล้านบาท

หรือเฉลี่ยเพียงประมาณ 97–98 ล้านบาทต่อไตรมาส

ในขณะที่

Q1 ทำได้ประมาณ 100 ล้านบาท
Q2 ทำได้ประมาณ 104 ล้านบาท

ดังนั้นถ้า Momentum ธุรกิจไม่ชะลอตัวแรง

👉 กำไรปีนี้มีโอกาสแตะหรือทะลุ 400 ล้านบาทได้

และอาจเปิดโอกาสให้นักวิเคราะห์ปรับประมาณการขึ้น

6. Valuation ยังไม่แพงมาก

ถ้าอิงราคาหุ้นบริเวณประมาณ 6.45 บาท

และใช้ EPS ปี 2569 แถว 0.65–0.66 บาท

Forward P/E จะอยู่ประมาณ

👉 9–10 เท่า

ซึ่งเมื่อเทียบกับกำไรที่กำลังเติบโตประมาณ 20–30% ผมยังไม่มองว่า Valuation แพง

ยิ่งไปกว่านั้น TACC ยังมีจุดเด่นเรื่องเงินปันผล

ประมาณการเงินปันผลปีนี้อยู่แถว 0.45–0.49 บาทต่อหุ้น

คิดเป็น Dividend Yield ประมาณ

👉 7–8%

เลยทำให้ TACC มี Character ที่น่าสนใจมาก คือ

Growth + Dividend

กำไรยังโต แต่ก็มีปันผลในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม ไม่มีหุ้นตัวไหนมีแต่ข้อดี

สิ่งที่ผมกังวลที่สุดใน TACC คือ

⚠️ การพึ่งพา 7-Eleven สูง

รายได้ของบริษัทประมาณ 85% ยังมาจากช่องทาง 7-Eleven

วันนี้ถือเป็นข้อดี เพราะ 7-Eleven มีจำนวนสาขามากและยังเติบโต

แต่ในอีกมุมก็ถือเป็น Customer Concentration Risk

เพราะถ้าวันหนึ่งมีการเปลี่ยน Supplier เปลี่ยน Product Strategy หรือมีแรงกดดันเรื่องราคา ผลกระทบต่อ TACC จะค่อนข้างสูง

ดังนั้นสิ่งที่ผมอยากเห็นต่อจากนี้คือ

👉 รายได้จาก พันธุ์ไทย / B2C / ต่างประเทศ / ธุรกิจใหม่ โตเร็วกว่าธุรกิจเดิม

เพื่อค่อย ๆ ลดการพึ่งพาลูกค้ารายใหญ่ในระยะยาว

สรุป

ผมมองงบ TACC Q2/69 เป็นงบที่ “ดี”

✅ รายได้ +18.2%
✅ กำไรสุทธิ +31.9%
✅ 1H69 กำไร +34.1%
✅ Net Margin เพิ่มเป็น 15.28%
✅ Operating Leverage เริ่มเห็นชัด
✅ Forward P/E แถว 9–10 เท่า
✅ Dividend Yield ประมาณ 7–8%

สิ่งที่ต้องติดตามต่อมี 3 เรื่อง

1. กำไรปี 2569 จะทะลุ 400 ล้านบาทหรือไม่

2. Gross Margin จะรักษาระดับประมาณ 32% ได้ต่อหรือไม่

3. ธุรกิจนอก 7-Eleven จะโตจนช่วยลด Customer Concentration ได้เร็วแค่ไหน

ถ้า 3 เรื่องนี้เดินหน้าได้ดี

TACC อาจไม่ได้เป็นแค่ “หุ้นเล็กปันผลสูง”

แต่มีโอกาสถูกมองเป็นหุ้น

“Growth + Dividend”

ที่ตลาดยอมให้ Valuation สูงขึ้นในอนาคตได้ครับ

ณัฐพล พัชราพิมล, CISA, CFP®

07/08/2026

เงินสะสมเริ่มต้นไม่มาก แต่อยากลงทุนหุ้นปันผลให้สร้าง Passive Income เดือนละ 30,000 บาท ห้ามพลาด!
Liberator ชวนคุณมาเรียนรู้ผ่าน Free Workshop

“สร้าง Passive Income เดือนละ 30,000 บาท ด้วยหุ้นปันผล”
คลาสสำหรับมือใหม่ที่อยากเริ่มลงทุนแบบเข้าใจง่าย และนำไปต่อยอดได้จริง

ภายในคลาส จะได้เรียนรู้:

📌 วิธีคำนวณเป้าหมายเงินปันผล
📌 เทคนิคคัดหุ้นปันผลคุณภาพ
📌 วิธีจัดพอร์ตให้มีรายรับสม่ำเสมอ
📌 กลยุทธ์ DCA และการลงทุนแบบทบต้น
📌 วิธีหลีกเลี่ยง “หุ้นปันผลลวง” หรือ Dividend Trap

กิจกรรมจัดขึ้น :
🗓 วันที่ 22 สิงหาคม 2569
⏰ เวลา 13.00 – 16.00 น. (เริ่มลงทะเบียน 12.30 น.)
📌รูปแบบกิจกรรม : Online Workshop

👤บรรยายโดย :
ณัฐพล พัชราพิมล (โค้ชจิ๊บ - StockJIBJIB ) CISA, CFP
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ (Equity Analyst)
บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด

📌 เงื่อนไขการเข้าร่วม
• ลูกค้าที่มีบัญชีลงทุนกับ Liberator สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
• ปิดรับลงทะเบียน 19 สิงหาคม 2569 เวลา 12.00 น.
• ผู้ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมคลาส จะได้รับอีเมลยืนยันภายในวันที่ 20 สิงหาคม 2569

เปิดบัญชีลงทุนและลงทะเบียนเข้าร่วม Workshop ได้ใต้คอมเมนต์!

Disclaimer: เป้าหมาย Passive Income เดือนละ 30,000 บาท เป็นเพียงตัวอย่างเพื่อประกอบการวางแผน โดยขึ้นอยู่กับจำนวนเงินสะสม ระยะเวลาการลงทุน และผลตอบแทนที่ได้รับจริง ทั้งนี้ การลงทุนมีความเสี่ยง ผลตอบแทนและเงินปันผลอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามภาวะตลาด และไม่สามารถรับประกันผลตอบแทนหรือการบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูล ทำความเข้าใจเงื่อนไข และประเมินความเสี่ยงอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน

07/08/2026

คอร์ส ”สร้าง passive income ด้วยเงินปันผล เดือนละ 30,000 บาท“ ฟรี
รายละเอียดใน comment

ที่อยู่

Nonthaburi

เบอร์โทรศัพท์

+66895195456

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Stockjibjibผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Stockjibjib:

ทางลัด

แชร์