The Editors Society

The Editors Society The Editors Society Online Magazine

 #แอบส่องแบรนด์ดัง  #หนุ่มและสาวสายแฟ ต้องมาส่องเมื่อ Coach เฉลิมฉลองครบรอบ 85 ปีกับคอลเลกชั่น Spring 2027 Coach (โค้ช) ...
14/09/2026

#แอบส่องแบรนด์ดัง #หนุ่มและสาวสายแฟ ต้องมาส่องเมื่อ Coach เฉลิมฉลองครบรอบ 85 ปีกับคอลเลกชั่น Spring 2027

Coach (โค้ช) เปิดตัวคอลเลกชั่น Spring 2027 ในค่ำคืนใจกลางมหานครนิวยอร์กเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 85 ปีของแบรนด์ โดยรันเวย์ครั้งนี้นำเสนอซิลูเอตต์ทรงตรงและเพรียวบาง วัสดุที่สะท้อนร่องรอยจากการสวมใส่ และงานเทเลอริ่งอันประณีต ผสานเข้ากับโครงสร้างแบบ inside-out ที่กลับเอาด้านในออกด้านนอก งานหนังที่เป็นเอกลักษณ์ และรายละเอียดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากงานปาร์ตี้วันเกิด

สจ๊วต วีเวอร์ส (Stuart Vevers) ครีเอทีฟไดเรคเตอร์ของ Coach กล่าว “สำหรับการเฉลิมฉลองครบรอบ 85 ปีของ Coach ผมคิดถึงความทรงจำและการเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่คุ้นเคยเมื่อเราใช้ชีวิตไปตามกาลเวลา ผมไม่ได้ต้องการนำเสนอคอลเลกชั่นในรูปแบบของการรำลึกถึงอดีต แต่เลือกนำองค์ประกอบอันเป็นเอกลักษณ์ของ Coach มาพลิกมุมมอง เผยให้เห็นโครงสร้างภายใน ทำให้วัสดุนุ่มขึ้น และเติมร่องรอยของการเฉลิมฉลองลงบนชิ้นงานซึ่งการมีเรื่องราวที่ยาวนานถึง 85 ปี ทำให้เรามีความมั่นใจมากขึ้นที่จะก้าวไปข้างหน้า”

คอลเลกชั่นนี้หยิบยกซิลูเอตต์เอกลักษณ์ที่มีบทบาทในการกำหนดทิศทางของ Coach ในมุมมองของวีเวอร์สมาเป็นแรงบันดาลใจ ไม่ว่าจะเป็นเทรนช์โค้ต แจ็กเก็ตหนัง ทักซิโด้ เดรสตัดเฉียง และรองเท้าบู๊ตสไตล์เวสเทิร์น งานเทเลอริ่งนำเสนอรูปทรงเพรียวแบบคลาสสิก โดดเด่นด้วยช่วงไหล่ที่ชัดเจน แขนเสื้อทรงแคบ และกางเกงผ้าทิ้งตัวถึงบริเวณข้อเท้า สร้างสมดุลระหว่างความสมบูรณ์แบบที่ถูกลดทอนให้ร่วมสมัยกับกลิ่นอายสตรีทและวัฒนธรรมต่อต้านกระแสหลักซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในผลงานของวีเวอร์สมาโดยตลอด

กลุ่มเสื้อผ้า Outerwear นำเสนอทั้งโอเวอร์โค้ต เบลเซอร์ และเทรนช์โค้ตที่มาพร้อมโครงสร้างแบบ inside-out เผยให้เห็นตะเข็บและโครงสร้างภายในของชิ้นงานอย่างชัดเจน หนังนัปป้าเนื้อนุ่มละเอียดช่วยสร้างความพลิ้วไหวให้กับเสื้อผ้า ขณะที่กระเป๋าแบบ Kisslock ได้รับแรงบันดาลใจจากฮาร์ดแวร์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Coach
แจ็กเก็ตและเทรนช์โค้ตเลือกใช้ผ้าเจอร์ซีย์เนื้อหนาที่ย้อมสีบนตัวผ้าและผ่านการเฟดด้วยแสงแดด เติมความอ่อนนุ่มให้กับงานเทเลอริ่งแบบดั้งเดิมให้เหมือนกับเสื้อฮู้ดตัวโปรดที่ผ่านการใช้งานมาอย่างยาวนาน เดรสและกระโปรงทรงไบแอสสร้างความต่อเนื่องตลอดทั้งคอลเลกชั่น โดยปรากฏในหลากหลายวัสดุ ทั้งผ้าซับใน repurposed พิมพ์ลายที่ถูกนำกลับมาใช้ใหม่

ผ้า Georgette ที่ผ่านการย้อมทับสีใหม่ เดนิมที่ถูกนำกลับมาใช้ใหม่ ผ้าลาเม่และผ้าเลื่อม โดยผ้าแต่ละแบบถ่ายทอดคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกันแม้จะเป็นซิลูเอตต์แบบเดียวกัน นอกจากนี้ ชิ้นงานยังเผยให้เห็นรายละเอียดของกระบวนการสร้างสรรค์อย่างขอบผ้าที่ผ่านการตัด และการเย็บตกแต่ง Catch Stitch แขนเสื้อถักและแขนเสื้อโครเชต์ถูกนำมาเติมเต็มเดรส เสื้อท็อป และเสื้อ Outerwear เพื่อนำเสนอการสร้างสรรค์ ทดลองและการดัดแปลงอย่างไม่ตายตัว
โทนสีของคอลเลกชั่นเริ่มต้นด้วยสีเทาตุ่น น้ำตาลอ่อน ดำ ขาว และเฉดสีของหนังธรรมชาติ ก่อนเติมสี Periwinkle สี Powder Pink สี Mint และวัสดุผิวเมทัลลิก ผ้าเลื่อมไล่เฉดจากสีน้ำตาลเข้มไปสู่โทนพาสเทลที่นุ่มนวล อีกทั้งยังมีองค์ประกอบแบบชุดราตรีปรากฏตลอดทั้งคอลเลกชั่นและเป็นส่วนช่วยให้เสื้อผ้าสไตล์เทเลอริ่ง เสื้อหนัง และเดรสทรงไบแอส สามารถสวมใส่และสลับปรับเปลี่ยนได้อย่างอิสระตั้งแต่ช่วงกลางวันไปจนถึงยามค่ำคืน

การเฉลิมฉลองครบรอบ 85 ปีของแบรนด์ถ่ายทอดผ่านบรรยากาศของงานปาร์ตี้ที่อาจจะเพิ่งผ่านพ้นไป โดยเครื่องหนังถูกตกแต่งด้วยฟอยล์เมทัลลิกสีทองและเงิน มีคอนเฟตตีติดบนพื้นผิวของกระเป๋าและรองเท้า มีการผสมกลิตเตอร์เข้ากับยาทาเล็บสีแดงเพื่อสร้างเอฟเฟกต์ลายแตกราวกับถูกตกแต่งด้วยมือ นอกจากนี้ยังมีการนำเอาวัสดุหนังมาสร้างเป็นมงกุฎ หมวกทรงแหลม โบว์ ของขวัญ และการ์ดวันเกิดโดยใส่ใจในรายละเอียดระดับเดียวกับการสร้างสรรค์กระเป๋าและเสื้อตัวนอกของ Coach

การนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ยังคงเป็นส่วนสำคัญของคอลเลกชั่น โดยเสื้อผ้า เครื่องหนัง และเดนิมมือสองถูกนำมารีเวิร์กเป็นชิ้นงานใหม่ เป็นการใช้วัสดุที่มีอยู่เดิมเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ขณะที่ผ้าซับในถูกนำกลับมาใช้ใหม่ในงานเทเลอริ่งแบบ Inside-Out เดรส เสื้อท็อป และกางเกง นอกจากนี้ยังมีกระเป๋าใบใหม่ถูกสร้างสรรค์จากการนำกระเป๋าวินเทจ Pouch ของ Coach มาประกอบเข้าด้วยกัน

ในกลุ่มเครื่องหนัง Turnlock Tote รุ่นใหม่ถูกนำเสนอโดยได้รับแรงบันดาลใจจากดีไซน์ของ Coach ในปี 1970 พร้อมฮาร์ดแวร์ Turnlock อันเป็นเอกลักษณ์ที่เริ่มใช้โดยบอนนี แคชชิน (Bonnie Cashin) ดีไซเนอร์หลักคนแรกของแบรนด์ กระเป๋ารุ่นนี้ผลิตจากหนัง boarded Leather และหนังกลับ พร้อมตกแต่งด้วยและขัดมือด้วยฟอยล์เมทัลลิก คอนเฟตตี กลิตเตอร์ และสีทาเล็บ
Inside-Out Brooklyn เผยให้เห็นโครงสร้างภายในของหนึ่งในกระเป๋ารุ่นปัจจุบันที่เป็นที่จดจำของ Coach ขณะที่ Tabby ถูกปรับโฉมใหม่ด้วยการตกแต่งพื้นผิวสไตล์ธีมงานปาร์ตี้ รวมถึงการดีไซน์ในรูปแบบของ Collaged Tabby ที่นำกระเป๋าวินเทจ Pouch ของ Coach จากแหล่งต่างๆ มาประกอบรวมกันเป็นกระเป๋าหนึ่งใบ รองเท้ารุ่นใหม่ในคอลเลกชั่นประกอบด้วย Hudson Sneaker ซึ่งมาพร้อมสัดส่วนเพรียวบางที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรองเท้าเทนนิสในยุค 1970s และรองเท้าบู๊ตสไตล์เวสเทิร์นทรงย้วยที่ผลิตจากหนังลูกวัว เติมเอกลักษณ์ด้วยรายละเอียดด้วยการขัดเมทัลลิกให้เกิดร่องรอย คอนเฟตตี รวมถึงการตกแต่งด้วยกลิตเตอร์และเคลือบสีทาเล็บช่วยทำให้รองเท้าเหล่านี้ดูมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและให้ความรู้สึกเหมือนเป็นงานคัสตอมที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลก

เครื่องประดับถูกลดทอนให้เหลือเพียงกลุ่มชิ้นงานที่โดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นสร้อยคอสายหนังร้อยจี้คริสตัลที่ได้แรงบันดาลใจจากปริซึมของโคมระย้าและเรือนนาฬิกาสไตล์ Art Deco หรือเข็มกลัดรูปโบว์ที่ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากกล่องของขวัญที่ถูกห่ออย่างประณีต เครื่องประดับที่เป็นหนังประกอบด้วยมงกุฎ หมวกปาร์ตี้ทรงแหลมประดับพู่และปอมปอม กล่องของขวัญ การ์ดวันเกิด ป้ายของขวัญ ตลอดจนสิ่งของในชีวิตประจำวันที่พบได้ในกระเป๋า Coach ไม่ว่าจะเป็นแว่นกันแดด หนังสือพิมพ์ ปากกา โปสการ์ด กุญแจ และนกหวีด หนุ่มและสาว #สายแฟ #ต้องจัด ไว้ในครอบครอง








#แฟชั่น

#แนะนำ

 #สายความงาม ต้องมาส่องเมื่อเมิร์ซ เอสเธติกส์ สร้างมุมมองใหม่ให้โปรแกรมลดเลือนริ้วรอย ส่งแคมเปญ “Xpression Beauty” ดึง “...
14/09/2026

#สายความงาม ต้องมาส่องเมื่อเมิร์ซ เอสเธติกส์ สร้างมุมมองใหม่ให้โปรแกรมลดเลือนริ้วรอย ส่งแคมเปญ “Xpression Beauty” ดึง “แบมแบม” นั่งแท่น The Icon of Xpression Beauty ชูนิยามความงามที่ดูดีขึ้น แต่ยังคงเป็นตัวเองในทุกอารมณ์

เมิร์ซ เอสเธติกส์ บริษัทชั้นนำระดับโลก ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องอัลเทอร่า และผลิตภัณฑ์ฉีดสำหรับใช้ในคลินิกเสริมความงาม ประกาศแต่งตั้ง “แบมแบม – กันต์พิมุกต์ ภูวกุล” (BamBam) สู่การเป็น The Icon of Xpression Beauty ครอบคลุม 8 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย และอินเดีย เพื่อร่วมถ่ายทอดแนวคิด Xpression Beauty – See More Me มุมมองใหม่ของความงามที่ไม่ใช่การเปลี่ยนตัวเราเป็นคนอื่น แต่คือการดูดีขึ้นโดยยังคงสีหน้า แววตา รอยยิ้ม ฟีลลิ่ง และตัวตนที่ทำให้แต่ละคนยังรู้สึกเป็นตัวเอง โดยแคมเปญนี้ตั้งใจเปิดทางเลือกใหม่ในการทำโปรแกรมลดเลือนริ้วรอย สู่ผลลัพธ์ที่ดูดี เป็นธรรมชาติ และยังสามารถสื่ออารมณ์ได้อย่างชัดเจน

ข้อมูลจาก “The Pillars of Confidence Report 2025” โดย เมิร์ซ เอสเธติกส์ ที่ทำการสำรวจผู้คนกว่า 15,000 คน จาก 15 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย สะท้อนอินไซต์สำคัญในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยพบว่า 69% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าพวกเขามีความมั่นใจในความเป็นตัวเอง และสูงถึง 79% มองหาหัตถการความงามที่สามารถช่วยสะท้อนความรู้สึกข้างในออกมาสู่ภายนอกได้ นอกจากนี้ 78% ยังเห็นพ้องว่าการทำหัตถการความงามมีผลต่อมุมมองที่พวกเขามีต่อตัวเอง อินไซต์เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าผู้คนยุคใหม่ไม่ได้ต้องการทำหัตถการเพื่อเปลี่ยนหรือปกปิดใบหน้าเดิม แต่กำลังมองหาทางเลือกที่ตอบโจทย์การแสดงออกทางสีหน้าและอารมณ์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ด้วยเหตุนี้ แคมเปญ Xpression Beauty ที่มาพร้อมแนวคิด See More Me จึงเข้ามาสร้างมุมมองใหม่ในการรับคำปรึกษาสำหรับโปรแกรมลดเลือนริ้วรอย โดยชวนให้ทุกคนหันมาตั้งคำถามกับแพทย์ผู้ดูแลว่า “นอกจากสิ่งที่อยากปรับ เราอยากเก็บรักษาอะไรไว้ เพื่อให้ความเป็นตัวเรายังคงอยู่” เพื่อตอบรับกับทิศทางความงามยุคใหม่ที่ผู้คนไม่ได้มองหาความสมบูรณ์แบบที่ดูประดิษฐ์หรือไร้ที่ติ แต่ให้คุณค่ากับความงามที่ดูมีชีวิตชีวาและสะท้อนความเป็นตัวเองอย่างแท้จริง

“แบมแบม” กับภาพสะท้อนของความงามที่มีชีวิตและทรงพลัง

การแต่งตั้ง แบมแบม ในฐานะ The Icon of Xpression Beauty ไม่ใช่แค่การเปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์ แต่เป็นการเลือกตัวแทนที่สะท้อนแนวคิด Xpression Beauty ได้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุด ในฐานะศิลปินระดับโลก แบมแบมมีมิติทางอารมณ์ที่หลากหลาย มีเสน่ห์หรือคาริสมาเฉพาะตัว ทั้งผ่านการแสดงออกทางสีหน้า แววตา และรอยยิ้ม โดยเฉพาะเมื่ออยู่บนเวที ทุกความเคลื่อนไหวและสีหน้าของเขาล้วนแสดงออกถึงความเป็นธรรมชาติ ซึ่งทำให้แฟนๆ ทั่วโลกจดจำและหลงรัก แบมแบมจึงเป็นไอคอนที่ช่วยให้ผู้คนเข้าใจว่า ความงามที่แท้จริงคือความงามที่มีมิติและไม่สูญเสียตัวตน

เมิร์ซ เอสเธติกส์ เชื่อมั่นว่าแคมเปญ Xpression Beauty จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ส่งเสริมให้ผู้รับบริการและแพทย์ผู้ดูแล ได้พูดคุยเพื่อร่วมออกแบบผลลัพธ์การลดเลือนริ้วรอยที่ให้ความสำคัญกับการสะท้อนตัวตน ควบคู่ไปกับการส่งเสริมนิยามความงามที่เน้นความปลอดภัยเป็นอันดับแรก เพื่อสร้างความมั่นใจที่แท้จริงในแบบของตัวเอง (Safety First, Confidence Always)

รอติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของแคมเปญ “Xpression Beauty” พร้อมกิจกรรมมากมายร่วมกับ “แบมแบม” ได้ผ่านทุกช่องทางของ Merz Aesthetics Thailand
IG:
FB:
Line OA:


#แบมแบม


#แบมแบมกันต์พิมุกต์ภูวกุล

#แนะนำ

 #สายหวาน  #ห้ามพลาด ต้องไป  #เช็คอิน กับการถ่ายทอดเสน่ห์แห่งเยอรมนีสู่คอลเลกชันขนมหวานสุดสร้างสรรค์ ณ ห้องอาหารแบงค็อก ...
13/09/2026

#สายหวาน #ห้ามพลาด ต้องไป #เช็คอิน กับการถ่ายทอดเสน่ห์แห่งเยอรมนีสู่คอลเลกชันขนมหวานสุดสร้างสรรค์ ณ ห้องอาหารแบงค็อก เบกกิ้ง คอมพานี (บีบีโค)

ห้องอาหารแบงค็อก เบกกิ้ง คอมพานี (บีบีโค) โรงแรมเจดับบลิว แมริออท กรุงเทพฯ ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมออกเดินทางสู่มนต์เสน่ห์แห่งงานเฉลิมฉลองการกินดื่มของชาวเยอรมัน ผ่านคอลเลกชันขนมหวานสุดพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวิถีการทำขนมแบบดั้งเดิม และรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์สไตล์เยอรมัน พร้อมให้บริการตั้งแต่วันนี้ – 30 กันยายน 2569 รังสรรค์โดยหัวหน้าเชฟขนมหวานประจำห้องอาหารแบงค็อก เบกกิ้ง คอมพานี (บีบีโค) เชฟโอ เพ็ญสิริ โชติแก้ว ที่ได้หยิบยกเทคนิคการทำขนมจากวัฒนธรรมของประเทศเยอรมนีอันเปี่ยมด้วยเรื่องราวมาสู่ขนมหวานทั้ง5 เมนูพิเศษ และถ่ายทอดถึงเสน่ห์แห่งรสชาติผ่านวัตถุดิบนานาชนิด ตั้งแต่ความหอมหวานของแอปเปิล ความสดชื่นของเชอร์รีและราสป์เบอร์รี ไปจนถึงความเข้มข้นของช็อกโกแลต เฮเซลนัท และครีมรสนุ่ม ที่ผสมผสานจนเป็นรสชาติชวนให้นึกถึงบรรยากาศแห่งยุโรปกลาง

เริ่มต้นเมนูแรกด้วย
🔺เค้กมาร์เบิล กูเกิลฮัพฟ์ (Marble Gugelhupf Cake) ขนมเค้กรูปทรงวงกลมสไตล์ยุโรปกลาง ที่ถูกตีความใหม่อย่างสร้างสรรค์ ด้วยการผสานเค้กมาร์เบิลแบบดั้งเดิมเนื้อเนียนนุ่มเข้ากับมูสช็อกโกแลต ครีมบาวาเรียน และแยมลูกเกด ที่ให้รสสัมผัสอันลงตัวของช็อกโกแลตและความหวานละมุนของผลไม้ไว้ได้อย่างดีเยี่ยม ถัดมาอีกหนึ่งเมนูคลาสสิกสะท้อนเสน่ห์ของบ้านเมืองในเยอรมนีด้วย เค้ก
🔺แอปเปิล(German Apple Cake) ที่ผสมผสานรสสัมผัสความนุ่มของเค้กแอปเปิล แยมแอปเปิล คาราเมล และครีมชีส ไว้ในคำเดียว ต่อด้วยเมนู พาย
🔺แบล็คฟอเรสต์ (Black Forest Pie) สำหรับผู้ที่หลงใหลในรสชาติอันคุ้นเคยของช็อกโกแลตและเชอร์รี ด้วยการผสมผสานของทาร์ตช็อกโกแลต สปันจ์เค้ก และครีมคัสตาร์ด เสริมความสดชื่นด้วยแยมเชอร์รีและวิปครีม ที่ให้ประสบการณ์ความอร่อยอย่างมีมิติ ส่วนเมนู 🔺คุกกี้แซนด์วิชชีสเค้กสไตล์ลินเซอร์ (Linzer Cheesecake Sandwich Cookies)ที่ถ่ายทอดเสน่ห์ของขนมลินเซอร์สูตรดั้งเดิมด้วยการจับคู่คุกกี้ลินเซอร์ และแยมราสป์เบอร์รีเข้ากับชีสเค้กเฮเซลนัท สร้างมิติแห่งรสชาติที่ทั้งหอมละมุนและสดชื่นอย่างมีเอกลักษณ์ และปิดท้ายคอลเลกชันนี้ด้วย
🔺เค้กช็อกโกแลตสไตล์เยอรมัน (German Chocolate Cake)เค้กช็อกโกแลตเลเยอร์สุดคลาสสิก ที่ซ่อนความพิเศษด้วยไส้คาราเมลมะพร้าว วิปกานาชช็อกโกแลต และมูสถั่วพีแคน สร้างสรรค์เป็นขนมหวานที่ทั้งเข้มข้น หอมละมุน และน่าประทับใจในทุกคำ

ร่วมลิ้มรสขนมหวานคอลเลกชันพิเศษได้ตั้งแต่วันนี้ – 30กันยายน 2569 ที่ห้องอาหารแบงค็อก เบกกิ้ง คอมพานี (บีบีโค) โรงแรมเจดับบลิว แมริออท กรุงเทพฯ ในราคา 250 บาทสุทธิ ต่อชิ้น

ห้องอาหารแบงค็อก เบกกิ้ง คอมพานี (บีบีโค) เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 6.00 – 21.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เบอร์โทร 02.656.7700 หรืออีเมล [email protected]

#ห้องอาหารแบงค็อกเบกกิ้งคอมพานี
#บีบีโค

#โรงแรมเจดับบลิวแมริออทกรุงเทพฯ
#เชฟโอเพ็ญสิริโชติแก้ว

#แนะนำ

 #สายไลฟ์สไตล์  #สายภาพยนตร์  #สายท่องเที่ยว  #ปักหมุด ไว้เลยสำหรับ “microWAVE FILM FEASTival ภาค 3 จันทบุรี” เมื่อภาพยน...
13/09/2026

#สายไลฟ์สไตล์ #สายภาพยนตร์ #สายท่องเที่ยว #ปักหมุด ไว้เลยสำหรับ “microWAVE FILM FEASTival ภาค 3 จันทบุรี” เมื่อภาพยนตร์เชื่อม “อาหาร–ศิลปะ–ผู้คน–วิถีชีวิต” สู่เรื่องเล่าของเมืองที่สร้างคุณค่าและโอกาสใหม่ให้เมืองจันท์

เทศกาล “microWAVE FILM FEASTival เทศกาลรวมคลื่น~หนังเคลื่อน ภาค 3 จันทบุรี” โดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ร่วมกับกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม หน่วยงานพันธมิตร และนักสร้างสรรค์ แม้ตัวเทศกาลฯ ได้จบลงไปแล้ว แต่การขับเคลื่อนในพื้นที่ได้สร้างเรื่องราวบทใหม่ให้กับจันทบุรี และย่านชุมชนริมน้ำจันทบูร ซึ่งได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี ด้วยยอดผู้เข้าร่วมตลอดเทศกาลกว่า 7,000 คน ชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จของโมเดลการเชื่อมโยงเทศกาลสร้างสรรค์ ผ่าน “คน–พื้นที่–ทุนวัฒนธรรม” ที่สามารถสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้เมืองรอง พร้อมนำสินทรัพย์ด้านอาหารมาเชื่อมโยงกับภาพยนตร์ ศิลปะ และศาสตร์สร้างสรรค์อื่น ๆ เพื่อสร้างโอกาส เพิ่มมูลค่าให้กับเมืองจันท์ต่อยอดสู่เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารของยูเนสโก (UNESCO Creative City of Gastronomy)

เทศกาลในฐานะ “เครื่องมือ” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น (Local Economy)

คุณพันธิตรา สินพิบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักภาคกลางและกรุงเทพมหานคร สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เปิดเผยว่า “การจัดเทศกาลฯไม่ได้เป็นเพียงการจัดงานรื่นเริงเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเพียงเท่านั้น แต่การจัดเทศกาลฯ สำหรับ CEA คือ ‘ยุทธศาสตร์และเครื่องมือ’ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับพื้นที่ (Local Economy) โดยให้เทศกาลมีบทบาทเป็นพื้นที่ทดลองในการใช้ความคิดสร้างสรรค์เข้ามาพัฒนา คน ธุรกิจ และเมือง ผ่านการนำสินทรัพย์ท้องถิ่นมาบูรณาการณ์ข้ามศาสตร์ เช่น เทศกาล“microWAVE FILM FEASTival” ภาค 3 จันทบุรี” ที่ได้นำ‘ภาพยนตร์’ และ ‘วัตถุดิบอาหารชั้นเลิศเมืองจันท์’ มาตีความใหม่ พร้อมนำเสนอในรูปแบบเทศกาลภาพยนตร์โดยมีของดีเมืองจันท์เป็นแกนหลัก

ภายใต้แนวคิดของเทศกาล ‘FEASTival’ CEA และเครือข่ายนักสร้างสรรค์ จึงได้มุ่งยกระดับห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) ของอุตสาหกรรมในท้องถิ่นตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำเพื่อทำให้เกิดการกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนให้กับผู้ประกอบการดั้งเดิม ทั้งร้านอาหาร ร้านค้าชุมชน เกษตรกรผู้ผลิตวัตถุดิบ ไปจนถึงธุรกิจการบริการต่าง ๆ ในจังหวัด ซึ่งทั้งหมดถือเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ให้กับทรัพยากรเดิมที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และพิสูจน์ให้เห็นว่าความคิดสร้างสรรค์สามารถแปรเปลี่ยนเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม”

“ดังนั้น CEA จึงคาดหวังว่าเมืองจะสามารถนำองค์ความรู้และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นไปประยุกต์ใช้และต่อยอดเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเมืองจากฐานรากได้ ผ่านการรวมพลังของเครือข่ายคนรุ่นใหม่และชุมชน ในการร่วมกันออกแบบและขับเคลื่อนอนาคตของเมืองด้วยความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขาเอง” คุณพันธิตรา กล่าว

การพัฒนาเชิงลึกด้วยกลยุทธ์ Co-Creation และ Train the Maker
นอกจากมิติทางเศรษฐกิจ หัวใจสำคัญของการจัดเทศกาล คือการพัฒนาระบบนิเวศสร้างสรรค์ (Creative Ecosystem) ในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจหลักของ CEA ในการพัฒนาพื้นที่แบบครบมิติ ทั้งด้านการพัฒนาบุคลากร (Creative People) ธุรกิจ(Creative Business) และพื้นที่ (Creative Place)

ความสำเร็จของเทศกาลฯ นี้ มาจากการวางรากฐานการทำงานในพื้นที่มาอย่างยาวนาน โดย CEA ได้ใช้กลยุทธ์ “Train the Maker” ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมและติดอาวุธทางความคิดให้ผู้จัดงานในระดับท้องถิ่น เช่น การทำงานร่วมกับกลุ่มเสน่ห์จันท์และคนรุ่นใหม่ที่กลับคืนถิ่น เพื่อให้เครือข่ายคนในพื้นที่สามารถลุกขึ้นมา บริหารจัดการ ต่อยอดกิจกรรม และพัฒนาย่านของตนเองได้ เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญส่วนกลางสู่บุคลากรในท้องถิ่น ทำให้มั่นใจได้ว่าเมื่อเทศกาลฯ จบลง องค์ความรู้และเครือข่ายความร่วมมือนี้จะยังคงฝังรากลึกและเติบโตต่อไปได้โดยไม่ต้องพึ่งพาหน่วยงานจากภายนอกเพียงอย่างเดียว

ฟื้นฟูย่านเก่าสู่การสร้างแบรนด์เมือง (City Branding)

อีกหนึ่งมิติความสำเร็จที่โดดเด่น คือ การปรับโฉมพื้นที่ดั้งเดิม และพื้นที่ทิ้งร้างให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ผ่านการพัฒนาพื้นที่ระหว่างนักสร้างสรรค์และชุมชน เช่น โรงหนังเก่าจันทบุรีมัลติเพล็กซ์ ตลาดชุมชนเฉลิมจันท์ พื้นที่ริมน้ำจันทบูรให้เกิดเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ใหม่ เช่น Micro Cinema พื้นที่ทำกิจกรรมร่วมกันของชุมชน และพื้นที่การจัดแสดงศิลปะร่วมสมัย โดยการพัฒนาพื้นที่สร้างสรรค์นี้จะช่วยยกระดับการเกิดกลุ่มนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ รวมถึงต่อยอด City Branding ให้กับจันทบุรี ผ่านการนำอัตลักษณ์ท้องถิ่นและศักยภาพของพื้นที่มาเชื่อมโยง สร้างคุณค่าใหม่

ก้าวต่อไปของจันทบุรีบนเวทีระดับสากล
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากเทศกาล “microWAVE FILM FEASTival ภาค 3” เป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพของจังหวัดจันทบุรีที่พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนผ่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และด้วยสินทรัพย์ทางภูมิปัญญา และวัตถุดิบอาหารที่หลากหลายจะเป็นรากฐานที่สำคัญในการผลักดันให้เมืองจันทบุรีก้าวสู่การเป็น “เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารของยูเนสโก” (UNESCO Creative City of Gastronomy) ต่อไป ดังนั้นอนาคตของจันทบุรีจะถูกยกระดับจากเมืองรองสู่การเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรม อาหาร และความคิดสร้างสรรค์ที่พร้อมเติบโตอย่างยั่งยืนบนเวทีระดับสากล





#จันทบุรี

#ไลฟ์สไตล์


#ท่องเที่ยว
#เดินทาง


#แนะนำ

 #แอบส่องคนดัง MAISON VALENTINO ปรากฏบนเหล่าเซเลบริตี้ระดับโลก  #แอบส่องคนดัง แบรนด์แอมบาสเดอร์ ระดับโลกประจำเมซง เดโคตา...
13/09/2026

#แอบส่องคนดัง MAISON VALENTINO ปรากฏบนเหล่าเซเลบริตี้ระดับโลก

#แอบส่องคนดัง แบรนด์แอมบาสเดอร์ ระดับโลกประจำเมซง เดโคตา จอห์นสัน (Dakota Johnson) ปรากฏตัวในลุคจากคอลเล็กชั่น Valentino Fall-Winter 26/27 “Interferenze” โดยผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ อเลสซานโดร มิเคเล่ (Alessandro Michele) ขณะที่บิวตี้แบรนด์แอมบาสเดอร์ อเล็กซานเดอร์ สการ์สการ์ด (Alexander Skarsgård) สวมใส่ลุคจาก Valentino Cruise 2027 โดยผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ อเลสซานโดร มิเคเล่ (Alessandro Michele) ขณะเข้าร่วมงาน Vendetta Motel เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2026 ณ ลอสแอนเจลิส

อีกทั้ง หลิว เหวิน (Liu Wen) ปรากฏตัวพร้อมรองเท้า Valentino Garavani Stud Up sneakers เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2026 ณ กรุงปักกิ่ง


CREDIT: Valentino / Valentino Beauty / Getty




)
#อเลสซานโดรมิเคเล่
#อเล็กซานเดอร์สการ์สการ์ด
)

#หลิวเหวิน

Upsneakers



#แฟชั่น

#แนะนำ

 #เล่นใหญ่เรื่องกิน  🔹The Editors Society 🔹ได้ไปร่วมงานเฉลิมฉลองเมนูพิเศษ “แกงรัญจวน” ที่ร้าน “ข้าวสารเสก” ที่เพิ่งได้รั...
12/09/2026

#เล่นใหญ่เรื่องกิน 🔹The Editors Society 🔹ได้ไปร่วมงานเฉลิมฉลองเมนูพิเศษ “แกงรัญจวน” ที่ร้าน “ข้าวสารเสก” ที่เพิ่งได้รับรางวัล “ Classic Selection 2026 จาก The Last Taste ในหัวข้ออาหารไทยในอดีตเป็นโครงการที่เฉลิมฉลองเมนูอาหารไทย ในแคมเปญ The Last Taste ”วงข้าว “ ที่จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 9 กันยายนถึง 15 ตุลาคม 2569 นี้ โดยเมนูที่ได้ลิ้มลองนั้นเริ่มจาก

🔺ปลาประจำวัน (ปลาตะมะ) ราคา 250 บาท
🔺กุ้งแชบ๊วย ราคา 230 บาท
🔺ซุปมะเขือ 120 บาท
🔺กระเพรากระทา ราคา 230 บาท
🔺กระหล่ำปลี ราคา 185 บาท
🔺หมูแดดเดียวอีสานต้มกะทิ ราคา 280 บาท
🔺แกงรัญจวน ราคา 350 บาท
🔺ข้าวเหนียวดำบรูเล่ ราคา 200 บาท
🔺ข้าวพญาลืมแกง

สามารถแพริ่งกับสาโททั้งจากข้าวเหนียวขาวและข้าวเหนียวดำ บอกเลยว่าอร่อยแซ่บทุกเมนูและถ้าหากสั่งอาหาร 1,500 บาทขึ้นไปสามารถรับแกงรัญจวนฟรี นอกจากนี้ยังมีข่าวพิเศษที่ทางร้าน ”ข้าวสารเสก“ จะไปเปิดสองสาขาที่ประเทศออสเตรเลีย ที่เมืองซิดนีย์และเมืองเพิร์ธในปี 2570 ปีหน้าที่จะถึงนี้ #สายอาหารไทยสุดแซ่ป ต้องไป #เช็คอิน #ห้ามพลาด สำหรับช่วงแคมเปญ ”The Last Taste “ นี้

🔺พิกัด : ร้านข้าวสารเสก
1121 1123 ถ. ทรงวาด แขวงสัมพันธวงศ์ เขต
สัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร 10100
🔺khaosansek.com
🔺โทร : 097 016 98 24

🔺เปิดให้บริการ
วันพุธ : 4:30–10:30 PM
วันพฤหัสบดี : 4:30–10:30 PM
วันศุกร์ : 4:30–10:30 PM
วันเสาร์ : 11:30 AM–10:30 PM
วันอาทิตย์ : 11:30 AM–10:30 PM
วันจันทร์ : 11:30 AM–10:30 PM
วันอังคาร : 4:30–10:30 PM

#ร้านข้าวสารเสก
#แกงรัญจวน

#วงข้าว


#ร้านอาหารไทย
#อาหารไทย

#แนะนำ

 #สายเรือนเวลาหรู  #ห้ามพลาด PIAGET POLO MINUTE REPEATER Piaget (เพียเจต์) เปิดตัว Piaget Polo Minute Repeater ผลงานที่น...
12/09/2026

#สายเรือนเวลาหรู #ห้ามพลาด PIAGET POLO MINUTE REPEATER

Piaget (เพียเจต์) เปิดตัว Piaget Polo Minute Repeater ผลงานที่นำความเชี่ยวชาญด้านการประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูงมาบรรจบกับสุนทรียศาสตร์แห่งงานศิลป์ ผ่านหน้าปัดที่เผยให้เห็นความงดงามบางส่วนของกลไก Calibre 1290P พร้อมถ่ายทอดงานฝีมืออันประณีตจากโรงงานผลิตนาฬิกา La Côte-aux-Fées ได้อย่างน่าหลงใหล

นับตั้งแต่ Georges-Édouard Piaget (ฌอร์ฌ-เอดูอาร์ด เพียเจต์) ก่อตั้งเมซงแห่งนี้ขึ้นในปี 1874 ณ เทือกเขาฌูรา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ภายใต้ปรัชญา “always do better than necessary" หรือ “จงรังสรรค์ให้เหนือกว่าความจำเป็นเสมอ"Piaget ยังคงผลักดันขอบเขตของศาสตร์แห่งเรือนเวลาบางเฉียบอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นหนึ่งในเมซงเพียงไม่กี่แห่งที่มีทั้งความเชี่ยวชาญในศาสตร์การผลิตนาฬิกาชั้นสูง และศาสตร์แห่งการรังสรรค์เครื่องประดับอัญมณีอันประณีต ได้อย่างไร้รอยต่อ สำหรับเรือนเวลา Piaget Polo Minute Repeater คือบทล่าสุดของความเชี่ยวชาญจากสองศาสตร์ดังกล่าว พร้อมนำกลไกซับซ้อนระดับสูงมาสู่คอลเลกชั่น Piaget Polo เป็นครั้งแรก โดยต่อยอดจากความสำเร็จของ Piaget ที่เคยสร้างสถิตินาฬิกา Minute Repeater ที่บางที่สุดในโลกเมื่อปี 2013 ภายใต้ตัวเรือน Piaget Polo Emperador

ความเชี่ยวชาญที่เผยให้เห็นจากภายในสู่ภายนอก
กลไก Calibre 1290P ถือเป็นหัวใจสำคัญของนาฬิการุ่นใหม่นี้ ซึ่งได้รับการคิดค้น พัฒนา ตกแต่ง และประกอบขึ้นทั้งหมด ณ โรงงานที่ La Côte-aux-Fées ประกอบด้วยชิ้นส่วน 430 ชิ้นที่ผ่านการตกแต่งด้วยมืออย่างพิถีพิถัน สะพานจักรลบมุมด้วยมือ เมนเพลทตกแต่งด้วยลวดลายกิโยเชต์ ขณะที่ค้อนของกลไก Minute Repeater ได้รับการขัดเงาให้เกิดความเงางามราวกระจก ขึ้นลานด้วยไมโครโรเตอร์แพลทินัม พร้อมเคลือบ PVD สีน้ำเงินเข้มให้กลมกลืนเข้ากับเฉดสีของหน้าปัด สะท้อนแนวคิดของ Piaget ที่ไม่เคยมองกลไกและความงามเป็นสองสิ่งที่แยกจากกัน

หน้าปัดทำจากทองคำ สะท้อนความเชี่ยวชาญทั้งด้านการผลิตนาฬิกาและอัญมณีศาสตร์ พื้นผิวหน้าปัดแกะสลักลวดลายกิโยเชต์ด้วยมืออย่างพิถีพิถัน สร้างเอฟเฟกต์เปล่งประกายแบบซันเรย์(Soleillé) ตัดกับขอบหน้าปัดสีโอพอลีนที่เพิ่มมิติความลุ่มลึก เส้นขอบทองคำที่สร้างสรรค์อย่างวิจิตรบรรจงทอดตัวโค้งผ่านหน้าปัด ปรับเปลี่ยนทรวดทรงจากเส้นตรงสู่ความโค้งมน เผยให้เห็นชิ้นส่วนกลไก Minute Repeater ที่ซ่อนอยู่ ณ ตำแหน่ง 4 นาฬิกา วงแหวนไพลินสังเคราะห์สีน้ำเงินรมควันสลักอักษร "La Côte-aux-Fées" ครอบอยู่เหนือ Inertia Wheel ซึ่งเป็นชุดควบคุมจังหวะการเคาะที่เปิดให้เห็นเด่นชัด โดยกระบวนการพัฒนาหน้าปัดเพียงอย่างเดียวใช้เวลากว่า 150 ชั่วโมง และอีก 50 ชั่วโมงสำหรับการขัดแต่งด้วยมือในแต่ละชิ้นส่วน

มิติเสียงแห่ง Piaget
นอกจากความสมบูรณ์แบบทางสายตาแล้ว นาฬิกา Piaget Polo Minute Repeater ยังได้มอบเสียงที่กังวานอย่างมีมิติ กลไก Calibre 1290P ให้ระดับความดังสูงถึง 64 เดซิเบล พร้อมลำดับเสียงประสาน (Harmonic partials) 3 ระดับ และค่าการกังวาน (Damping factor) สูงถึง 2,600 ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการวิจัยเชิงลึกควบคู่กันระหว่างกลไกการทำงานและการก้องกังวานของตัวเรือน เสียงตีฆ้องบอกชั่วโมงได้รับการปรับตั้งให้อยู่ในระดับโน้ต G sharp และเสียงตีฆ้องบอกนาทีในระดับโน้ต A sharp ซึ่งอยู่ในอ็อกเทฟที่ 5 ทั้งคู่ สลักเปิดทำงานระบบส่งเสียงกังวานติดตั้ง ณ ตำแหน่ง 9นาฬิกา โดยเลื่อนลงด้านล่าง ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางวิศวกรรมอันแยบคายที่เกิดจากการออกแบบโครงสร้างกลไกขึ้นใหม่ทั้งหมด
�พร้อมลำดับเสียงประสาน (Harmonic partials) 3ระดับ และค่าการกังวาน (Damping factor) สูงถึง 2,600 ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการวิจัยเชิงลึกควบคู่กันระหว่างกลไกการเคลื่อนไหวและการก้องกังวานของตัวเรือน เสียงบอกชั่วโมงถูกปรับตั้งให้อยู่ในระดับโน้ต G sharp และเสียงบอกนาทีในระดับโน้ต A sharp ซึ่งอยู่ในอ็อกเทฟที่ 5 ทั้งคู่ คันสไลด์สำหรับเปิดระบบเสียงติดตั้ง ณ ตำแหน่ง 9นาฬิกา ออกแบบให้เลื่อนลงด้านล่าง ซึ่งเป็นนวัตกรรมรทางวิศวกรรมที่เกิดจากการปรับโครงสร้างกลไกใหม่ทั้งหมด
�ทั้งหมดนี้บรรจุอยู่ในตัวเรือนไวท์โกลด์ 18K ขนาด 48 มิลลิเมตร ที่มีความบางเพียง 9.30มิลลิเมตร รักษาทรวดทรง Shape-in-shape อันเป็นเอกลักษณ์ของ Piaget Polo ไว้อย่างครบถ้วน กันน้ำได้ระดับ 3 ATM ซึ่งนับว่าทนทานอย่างยิ่งสำหรับนาฬิกากลไกส่งเสียง พร้อมสายหนังวัวอัดลายสีน้ำเงินเข้าคู่กับบานพับล็อกสาย และมีสายหนังสำรองให้อีกหนึ่งเส้น
�Piaget Polo Minute Repeater ผลิตขึ้นเพียง 5เรือนทั่วโลก เท่านั้น ซึ่งไม่ได้เกิดจากการตั้งใจจำกัดจำนวนเพื่อการตลาด แต่เป็นผลจากข้อจำกัดของเวลาและความประณีตในการผลิตแต่ละเรือน นาฬิการุ่นนี้ถือเป็นผลงานซับซ้อนระดับสูง (Grand Complication) ล่าสุดต่อจาก Perpetual Calendar และ Flying Tourbillon ที่เข้ามาเติมเต็มคอลเลกชั่น Piaget Polo เป็นเครื่องยืนยันว่าเมื่อความทะเยอทะยานทางเทคนิคมารวมกับงานหัตถศิลป์ นาฬิกาสปอร์ตก็สามารถกลายเป็นงานศิลปะระดับ Masterpiece ได้เช่นกัน

การบรรจบกันของ Haute Joaillerie และ Haute Horlogerie
พร้อมกันกับ Piaget Polo Minute Repeater ทาง Piaget ยังได้เปิดตัวรุ่น Haute Jewellery ซึ่งนำเสนอความเชี่ยวชาญคู่ขนานของเมซงทั้งในด้านการทำเรือนเวลาและอัญมณีศาสตร์ได้อย่างตระการตา ขอบตัวเรือนประดับด้วยไพลินสีน้ำเงินเจียระไนทรงบาแก็ตต์ ขณะที่ตัวเรือนประดับด้วยเพชรเจียระไนทรงบาแก็ตต์ผสมผสานกับเพชรเจียระไนทรงบริลเลียนท์ หน้าปัดถูกฉลุโปร่งเต็มรูปแบบ เผยให้เห็นงานหัตถศิลป์ด้วยมือยาวนานกว่า 70 ชั่วโมงโดยไม่มีสิ่งใดบดบัง นับเป็นการแสดงออกที่หายากและทรงคุณค่าที่สุดแห่งสิ่งที่ Piaget เชี่ยวชาญที่สุด นั่นคือ อัญมณีศาสตร์ชั้นสูง และ เรือนเวลาชั้นสูง ในท่วงทำนองแห่งเสียงที่ไพเราะสมบูรณ์แบบ สาย #เรือนเวลาหรู #ต้องจัด ไว้ในครอบครอง



#เพียเจต์
#ฌอร์ฌเอดูอาร์ดเพียเจต์


#แนะนำ

 #แอบส่องแบรนด์ดัง BALENCIAGA AT THE 83RD VENICE INTERNATIONAL FILM FESTIVAL ประธานคณะกรรมการตัดสิน  #แอบส่องคนดัง  Magg...
12/09/2026

#แอบส่องแบรนด์ดัง BALENCIAGA AT THE 83RD VENICE INTERNATIONAL FILM FESTIVAL

ประธานคณะกรรมการตัดสิน #แอบส่องคนดัง Maggie Gyllenhaalสวมชุด Balenciaga ที่ตัดเย็บขึ้นเป็นพิเศษ ขณะเข้าร่วมงานฉายภาพยนตร์เรื่อง “15/18 A Place To Heal” ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส ครั้งที่ 83 ณ Sala Grande เมืองเวนิส เมื่อวันที่ 4 กันยายน

Maggie Gyllenhaal สวมชุดราตรีเปิดไหล่ข้างเดียวพร้อมชายกระโปรงลากยาวสีดำ ทำจากผ้าไหมซูเปอร์ทาฟเฟตา พร้อมรองเท้าส้นสูงสีดำรุ่น Bloom 110mm Pump ทำจากหนังแกะนัปปาผิวนุ่ม

Nicola Peltz Beckham สวมลุคที่ 23 จาก Balenciaga คอลเล็กชั่นกูตูร์ครั้งที่ 55 เข้าร่วมงานพรมแดง Kinéo Award ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส ครั้งที่ 83 ณ Sala Grande เมืองเวนิส เมื่อวันที่ 5 กันยายน

Nicola Peltz Beckham สวมชุดเดรสแบบมีฮู้ดสีม่วงพร้อมลวดลายดอกไม้ ทำจากผ้าชีฟองและผ้าไหมกาซาร์ แมตช์กับรองเท้าส้นสูงหนังเรียบสีน้ำตาลเข้มรุ่น Opal Slingbacks


#บาเลนเชียก้า




#แฟชั่น

#แนะนำ

 #เล่นใหญ่เรื่องกิน “THE LOBSTER SYMPHONY”มาสัมผัสรสชาติแห่งท้องทะเลผ่านโอมากาเสะกุ้งมังกร 10 คอร์ส ผสมผสานศิลปะการจับคู...
11/09/2026

#เล่นใหญ่เรื่องกิน “THE LOBSTER SYMPHONY”มาสัมผัสรสชาติแห่งท้องทะเลผ่านโอมากาเสะกุ้งมังกร 10 คอร์ส ผสมผสานศิลปะการจับคู่สาเกชั้นเลิศ 5 ชนิด 18 กันยายน 2569 โอกาสสุดพิเศษเพียงค่ำคืนเดียวเท่านั้น

ห้องอาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมียม KiSara (คิซาระ) ที่โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ ขอเรียนเชิญทุกท่านพบกับมนต์เสน่ห์แห่งค่ำคืนสุดพิเศษ ที่ซึ่งความประณีตศิลป์แห่งวิถีญี่ปุ่นดั้งเดิม โคจรมาบรรจบกัน ในงาน “The Lobster Symphony” วันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2569 เวลา 18:00 – 22:00 น. เพียงค่ำคืนเดียวเท่านั้น ขอนำพาทุกท่านเดินทางสู่สุนทรียสัมผัสของโอมากาเสะกุ้งมังกร 10 คอร์ส เติมเต็มความสมบูรณ์แบบด้วยสาเกคัดสรรพิเศษ 5 รสสัมผัส รังสรรค์อย่างพิถีพิถันโดย คุณนาโอโกะ ไซโตะ (Ms. Naoko Saito) ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์แห่งสาเกระดับมืออาชีพ

หัวใจสำคัญของมื้ออาหารนี้ คือศิลปะการจับคู่สาเกที่ผ่านการเจียระไนอย่างพิถีพิถันในทุกรายละเอียด สาเกทั้ง 5 ชนิด ได้รับการคัดสรรมาเพื่อให้สอดประสานและชูสุนทรียรสของกุ้งมังกรในทุกมิติ ขับเน้นความหวานฉ่ำตามธรรมชาติ บาลานซ์ความเข้มข้นอย่างลงตัว พร้อมถักทอมิติรสชาติให้ลื่นไหลละเมียดละไมตลอดทั้งคอร์ส

มาสัมผัสการเดินทางแห่งรสชาติ “Lobster Symphony”
เมนูทั้ง 10 คอร์สถูกรังสรรค์ขึ้นอย่างละเมียดละไม ถ่ายทอดเรื่องราวอันเปี่ยมเสน่ห์ของกุ้งมังกรผ่านประณีตศิลป์แบบญี่ปุ่น ผสานกลิ่นอายความร่วมสมัยและความเป็นไทยได้อย่างสละสลวย
🔺Lobster Chawanmushi ไข่ตุ๋นเนื้อเนียนนุ่มละมุน ลิ้มรสความหอมกลมกล่อมจากน้ำซุปดาชิกุ้งมังกรย่าง เห็ดชิตาเกะ และเม็ดแปะก๊วย
🔺Lobster Nigiri ซูชิกุ้งมังกรบอสตันในรสสัมผัสอันบริสุทธิ์ เผยความหวานฉ่ำตามธรรมชาติอย่างละเมียดละไม
🔺Lobster Uni กุ้งมังกรบอสตันจับคู่ไข่หอยเม่นพรีเมียมจากฮอกไกโด สอดประสานสาเก Kirinzan Beneath the Snows ที่อบอวลด้วยกลิ่นอายอันบางเบาของข้าวสด พฤกษา และดอกไม้
🔺Lobster Taco แป้งตอร์ติญาบางกรอบ ผสานสลัดกุ้งมังกร ไข่ปลาแซลมอน (Ikura) และข้าวซูชิ มอบสุนทรียรสอันขี้เล่นทว่าคงความหรูหราเหนือระดับ
🔺Lobster Aburi กุ้งมังกรเบิร์นไฟหอมกรุ่น เสิร์ฟคู่ข้าวซอสโชยุเนยสด จับคู่สาเก Tedorigawa Yamahai Jikomi Junmai โดดเด่นด้วยอูมามิอันลุ่มลึกและมิติรสชาติที่มีเสน่ห์
🔺Lobster Tempura หางกุ้งมังกรทอดแป้งทองกรอบนอกนุ่มใน เสิร์ฟพร้อมผักตามฤดูกาล และซอสเทมปุระเข้มข้นสูตรเฉพาะ
🔺Lobster Smoked กุ้งมังกรรมควันละมุน เคลือบน้ำผึ้งจากรังผึ้งบนดาดฟ้าของโรงแรมคอนราด โรยฟูริกาเกะ พริกชิชิโตะ และผักดอง เคียงคู่สาเก Iyo Kagiya Muroka Ajikuchi Honjozo Blue ที่เติมเต็มรสหวานและกลิ่นรมควันได้อย่างละมุนละไม
🔺Lobster Tom Yum Crisp กุ้งมังกรย่างซอสต้มยำพริกเผาผสานสมุนไพรไทยบนแผ่นแครกเกอร์กรอบบาง จับคู่สปาร์กลิงสาเก Chiyomusubi Sparkling Sake “Syuwatto Sora” มอบความสดชื่นด้วยฟองซ่าละเมียด ช่วยตัดรสจัดจ้านได้อย่างลงตัว
🔺Lobster Risotto ริซอตโต้กุ้งมังกรเทริยากิ ผสานความนุ่มนวลของสตรัคชาเทลลาชีส และซุปชาเขียว รวมความเข้มข้น รสอูมามิ และความประณีตสไตล์ญี่ปุ่นไว้ในหนึ่งคำ
🔺Cheese and Yuzu ปิดท้ายค่ำคืนด้วยสุนทรียรสอันหรูหราของวิปครีม Brie de Meaux เค้กเหล้าบ๊วยอูเมะชู และซอร์เบต์ชาเขียว จับคู่ Nakano BC Kaoru Nankou Nouveau มอบกลิ่นหอมหวานจากผลบ๊วยและรสสัมผัสเปรี้ยวสดชื่น

ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้หลงใหลในศาสตร์แห่งสาเก หรือกำลังแสวงหาประสบการณ์สุนทรียรสใหม่ๆ ค่ำคืนนี้คือโอกาสพิเศษในการสัมผัสประณีตศิลป์ ความพิถีพิถัน และมนต์เสน่ห์อันงดงามของวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่ไม่เคยเสื่อมคลายในราคาสุทธิท่านละ 4,697 บาทสุทธิต่อท่าน (ราคาไม่รวมเครื่องดื่มร้อน-เย็น)

สำรองโต๊ะล่วงหน้าได้แล้ววันนี้ พิเศษ! รับสิทธิส่วนลดทันทีเพียงท่านละ 4,050 บาทสุทธิ ต่อท่าน (จำนวนจำกัด)
สำรองที่นั่งล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ได้ที่https://conradbangkok.shop/product/the-lobster-symphony-kisara-sake-pairing-dinner/

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่ง:
ห้องอาหาร KiSara โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ โทร +66 (0) 2 690 9233
หรือ ConradBangkok.shop/kisara

เว็บไซต์: www.conradbangkok.com
เฟซบุ๊ก: Conrad Bangkok
อินสตาแกรม:
ไลน์ ออฟฟิเชียล:
คอนราด แบงค็อก ช้อป: https://conradbangkok.shop
แผนที่: https://maps.app.goo.gl


# KiSara
#คิซาระ
#โรงแรมคอนราดกรุงเทพฯ


#ร้านอาหารญี่ปุ่น
#อาหารญี่ปุ่น

#แนะนำ

 #สายเครื่องประดับหรู ต้องมาส่องกับ PRISTINE COLOMBIAN BRIOLETTES: ผลงานมาสเตอร์พีซถ่ายทอดความงดงามของธรรมชาติในรูปแบบอั...
11/09/2026

#สายเครื่องประดับหรู ต้องมาส่องกับ PRISTINE COLOMBIAN BRIOLETTES: ผลงานมาสเตอร์พีซถ่ายทอดความงดงามของธรรมชาติในรูปแบบอันบริสุทธิ์จาก Mouawad

#แอบส่องแบรนด์ดัง Mouawad เผยโฉม “Pristine Colombian Briolettes” ชุดเครื่องประดับไฮจิวเวลรีที่ถ่ายทอดความงดงามของธรรมชาติผ่านมรกตโคลอมเบียสีเขียวสดและประกายระยิบระยับของเพชรสีขาว โดดเด่นด้วยมรกตโคลอมเบีย 6 เม็ดที่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน โดย 5 เม็ดได้รับการเจียระไนในรูปทรงบรีโอเล็ต เพื่อเผยประกายและมิติแห่งการเคลื่อนไหวอย่างงดงาม ผสานลวดลายดอกไม้ที่รังสรรค์จากเพชรทรง Round, Marquise และ Pear เปรียบเสมือนดอกไม้และใบไม้ที่กำลังผลิบาน ประกอบด้วยสร้อยคอ ต่างหู แหวน และสร้อยข้อมือ ทุกชิ้นรังสรรค์บนตัวเรือนทองคำขาว 18 กะรัต ถ่ายทอดความตัดกันอย่างลงตัวระหว่างสีเขียวอันเปล่งประกายของมรกตและประกายเย็นตาของเพชร สะท้อนความเชี่ยวชาญของ Mouawad ในการเปลี่ยนอัญมณีล้ำค่าจากธรรมชาติให้กลายเป็นผลงานศิลปะเหนือกาลเวลา




#เครื่องประดับชั้นสูง

#แนะนำ

ที่อยู่

10 Moo.4 Pong Ta Long
Pak Chong
30450

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ The Editors Societyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง The Editors Society:

ทางลัด

แชร์