Voice TV VOICE
Let People Understand Society Voice of the New Generation

15/08/2026

‘ยศชนัน’ ดันงานวิจัยตอบโจทย์ระบบราง ตั้งเป้าซื้อของไทย 50-70% ภายใน 10 ปี พร้อมสนับสนุนเป็นสินค้าส่งออก สร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ #ระบบราง #อุตสาหกรรมไทย #อว #คมนาคม #ยศชนันวงศ์สวัสดิ์ #พิพัฒน์รัชกิจประการ

📌Forest Bathing เมื่อหมอออกใบสั่งให้ไป ‘อาบป่า’ไม่มีนักวิจัยคนไหนบอกว่าธรรมชาติเป็นยาครอบจักรวาลที่ใช้แทนการรักษาทางการแ...
15/08/2026

📌Forest Bathing เมื่อหมอออกใบสั่งให้ไป ‘อาบป่า’
ไม่มีนักวิจัยคนไหนบอกว่าธรรมชาติเป็นยาครอบจักรวาลที่ใช้แทนการรักษาทางการแพทย์อื่นๆ ได้ทั้งหมด ไม่มีแพทย์คนไหนแนะนำให้ผู้ป่วยหยุดยาลดความวิตกกังวลแล้วไปเดินป่าแทน
แต่ลองจินตนาการว่าคุณไปหาหมอด้วยอาการเครียดสะสม นอนไม่หลับ หรือใจไม่สงบ แล้วสิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่ยาเม็ดในซองสีขาว แต่เป็นกระดาษใบสั่งยาที่เขียนว่า "ยา: เวลาที่เส้นทางริมอ่าวริชมอนด์ ขนาด: 45 นาที วิธีใช้: จันทร์ พุธ ศุกร์ เสาร์ เวลา 7 โมงเช้า เติมยาได้ไม่จำกัด"
นี่ไม่ใช่เรื่องแต่ง แต่เป็นใบสั่งยาจริงที่แดฟนี มิลเลอร์ แพทย์จากแคลิฟอร์เนีย มอบให้ผู้ป่วยที่มีปัญหาสุขภาพจิต ไม่ว่าจะเป็นความเศร้าโศก ภาวะซึมเศร้า หรือความวิตกกังวล เธอบอกว่าใบสั่งยาแบบนี้ไม่มีผลข้างเคียงร้ายแรง นอกจากอาจโดนแดดเผาหรือยุงกัดบ้างเท่านั้น และที่สำคัญคือมันได้ผลจริง
ปรากฏการณ์นี้กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก จากโรงพยาบาลในบอสตัน ไปจนถึงคลินิกในแคลิฟอร์เนีย และระบบสาธารณสุขในสกอตแลนด์ แคนาดา ชี้ชัดว่าวงการแพทย์สมัยใหม่กำลังหันมาใช้ ‘ธรรมชาติ’ เป็นส่วนหนึ่งในการรักษา
แนวคิดนี้มีรากมาจากญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษ 1980 ภายใต้ชื่อ shinrin-yoku หรือที่แปลตรงตัวว่า ‘การอาบป่า’ ซึ่งไม่ได้หมายถึงการอาบน้ำจริง ๆ แต่คือการดื่มด่ำกับบรรยากาศป่าด้วยประสาทสัมผัสทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการฟังเสียงนก สัมผัสเปลือกไม้ สูดกลิ่นดินและใบไม้ หรือปล่อยให้สายตาเพลิดเพลินไปกับแสงที่ลอดผ่านใบไม้
ชิง หลี่ แพทย์จากคณะแพทยศาสตร์นิปปอนและประธานสมาคมป่าบำบัดแห่งญี่ปุ่น ได้ศึกษาเรื่องนี้มานานกว่า 25 ปี เขาเชื่อว่าป่าสามารถ ‘ช่วยเยียวยา’ มนุษย์ได้ โดยเฉพาะในยุคที่ผู้คนใช้เวลาส่วนใหญ่จดจ่ออยู่กับหน้าจอมากกว่าท้องฟ้า
คำถามสำคัญคือ ทำไมแค่เดินอยู่ท่ามกลางต้นไม้จึงส่งผลต่อร่างกายและจิตใจได้มากขนาดนี้
🌳วิทยาศาสตร์เบื้องหลังต้นไม้
งานวิจัยจาก Nurses' Health Study ที่ติดตามผู้หญิงกว่า 121,000 คนเป็นเวลาหลายสิบปี พบว่าผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีพื้นที่สีเขียวมากที่สุดมีโอกาสเสียชีวิตน้อยกว่าถึง 12 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงติดตามผล 8 ปี โดยเฉพาะการเสียชีวิตจากมะเร็งและโรคทางเดินหายใจ ที่น่าสนใจคือเมื่อนักวิจัยพยายามหาสาเหตุ พวกเขาพบว่าไม่ใช่เพราะการออกกำลังกายมากขึ้นหรือมลพิษน้อยลง แต่เป็นเพราะ ‘สุขภาพจิตที่ดีขึ้น’ ต่างหากที่เป็นตัวแปรสำคัญที่สุด
ทีมนักวิจัยยังพบความแตกต่างทางสรีรวิทยาที่ชัดเจนระหว่างคนที่ใช้เวลาในธรรมชาติกับคนที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น ระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลที่เป็นตัวบ่งชี้ความเครียดในน้ำลายที่ลดลง และการทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคิดวนซ้ำเชิงลบที่ลดลง แม้แต่การนั่งในห้องที่มองเห็นวิวธรรมชาติผ่านหน้าต่าง หรือมีต้นไม้ในห้องเพียงเล็กน้อย ก็ยังส่งผลดีต่อการทำงานของสมองได้
นักวิทยาศาสตร์อธิบายกลไกเบื้องหลังนี้ด้วยสองทฤษฎีหลัก ทฤษฎีแรกคือ ‘ทฤษฎีการลดความเครียด’ ซึ่งเชื่อว่าธรรมชาติกระตุ้นระบบประสาทพาราซิมพาเทติก หรือระบบ ‘พักและย่อย’ ที่ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวจากความเครียด ส่วนอีกทฤษฎีหนึ่งคือ ‘ทฤษฎีการฟื้นฟูสมาธิ’ ที่มองว่าธรรมชาติดึงดูดความสนใจของเราแบบเบาๆ โดยไม่ต้องใช้ความพยายาม ทำให้สมองส่วนที่ใช้ในการจดจ่อแบบตั้งใจได้พักและฟื้นตัว
ไม่ใช่แค่สายตาเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ กลิ่นของสารประกอบที่ต้นไม้ปล่อยออกมาที่เรียกว่า ‘ไฟตอนไซด์’ ถูกเชื่อมโยงกับการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ขณะที่เสียงนกร้องก็มีงานวิจัยชี้ว่าอาจช่วยลดความดันโลหิตได้เช่นกัน
🌳จากห้องเรียนแพทย์สู่ป่า
ที่บอสตัน ซูซาน อาบูไคร์ แพทย์และอาจารย์จากโรงพยาบาลบริกแฮมแอนด์วีเมนส์ ฟอล์กเนอร์ ได้พาแพทย์และนักศึกษาแพทย์ข้ามถนนจากโรงพยาบาลไปยังสวนพฤกษศาสตร์อาร์โนลด์อาร์โบรีตัมของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเป็นประจำทุกเดือน เพื่อทำกิจกรรมที่เรียกว่า ‘ป่าบำบัด’ ซึ่งเป็นรูปแบบที่มีโครงสร้างชัดเจนกว่าการอาบป่าทั่วไป
ในช่วงบ่ายวันหนึ่งที่อากาศแจ่มใสแต่หนาวเย็น เธอให้แพทย์และนักศึกษาแพทย์ 11 คนนอนลงบนสนามหญ้าใต้ต้นสน ต้นเฟอร์ และต้นสปรูซที่สูงตระหง่าน แล้วหลับตาลง
“จินตนาการว่าร่างกายของคุณมีรากงอกออกมา” อาบูไคร์บอกกับพวกเขา “เริ่มมองรากเหล่านั้นค่อยๆ ชอนไชลงไปในดิน ลึกลงไปเรื่อยๆ”
ตลอดสองชั่วโมงถัดมา เธอพาทุกคนเดินเข้าไปในป่าพร้อมโจทย์ให้ลองสังเกตการเคลื่อนไหว พื้นผิว กลิ่น หรือแม้แต่บทกวีสั้นๆ บางคนลังเลที่จะสัมผัสพื้นดินเพราะเป็นคนรักความสะอาด บางคนกลัวว่าดอกไม้ที่เห็นจะมีพิษ แต่สุดท้ายทุกคนต่างค้นพบความรู้สึกผ่อนคลายที่หาไม่ได้จากห้องตรวจผู้ป่วย
แพทย์ประจำบ้านคนหนึ่งบอกว่าเขารู้สึกสบายใจที่ได้ยินเสียงรถพยาบาลแล่นผ่าน โดยที่ไม่ต้องเป็นปัญหาของเขาแม้เพียงชั่วขณะ ขณะที่นักศึกษาแพทย์อีกคนสะท้อนว่ารู้สึกเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง เพราะมีเวลาเพียงพอที่จะสัมผัสสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รอบตัว
อาบูไคร์อธิบายว่าเธอสนใจเรื่องนี้เพราะปัญหาภาวะหมดไฟที่แพร่หลายในวงการแพทย์ “เราวิวัฒนาการมาโดยมีความสัมพันธ์กับต้นไม้” เธอกล่าว “ถ้าดูจากหลักวิทยาศาสตร์ คุณจะเห็นว่าสารประกอบหอมระเหยของป่าส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของเราอย่างไร หรือดินช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ของเราได้อย่างไร ไม่มียาหรือเวชศาสตร์แม่นยำชนิดใดที่จะมีประโยชน์กว้างขวางเท่ากับป่าได้เลย”
เธอเชื่อว่าการได้ตระหนักรู้และดื่มด่ำกับประสาทสัมผัสอย่างเต็มที่จะเปลี่ยนแปลงประสาทชีววิทยาของสภาวะจิตใจ โดยไปกระตุ้นระบบประสาทพาราซิมพาเทติกและปล่อยให้สมองส่วนหน้าที่ทำงานหนักตลอดเวลาได้พักผ่อนบ้าง
สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ ประโยชน์เหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในป่าลึกหรืออุทยานแห่งชาติเท่านั้น อาบูไคร์ชี้ว่าแม้แต่สวนสาธารณะในเมืองหรือแปลงหญ้าเล็กๆ ก็ให้ประโยชน์ได้ ตราบใดที่มีองค์ประกอบสำคัญสองอย่าง คือความรู้สึกว่าได้หลุดพ้นจากชีวิตประจำวัน และมีบางสิ่งจากธรรมชาติให้จดจ่อความสนใจ
งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ให้ผู้เข้าร่วมซึ่งอาศัยในเมืองเลือกเวลา สถานที่ และระยะเวลาสัมผัสธรรมชาติได้เอง พบว่าแค่ ‘ยาธรรมชาติ’ ขนาด 20 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ก็เพียงพอที่จะลดระดับฮอร์โมนความเครียดได้แล้ว
“เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่การไปอุทยานแห่งชาติโยเซมิตี” ปีเตอร์ เจมส์ นักวิจัยด้านสาธารณสุขจากฮาร์วาร์ดกล่าว “งานวิจัยบอกว่าคนที่อาศัยอยู่ในเมืองซึ่งมีพื้นที่สีเขียว ต้นไม้ และสวนสาธารณะ มีสุขภาพดีกว่า สิ่งที่เราต้องทำจริงๆ คือการนำธรรมชาติเข้ามาผสมผสานในชีวิตประจำวัน”
นั่นเป็นเหตุผลที่แพทย์หลายคนเรียกร้องให้มีการกระจายพื้นที่สีเขียวอย่างเท่าเทียมมากขึ้น เพราะมันอาจเป็นเครื่องมือลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพที่มีต้นทุนต่ำที่สุดชนิดหนึ่ง
🌳จากใบสั่งยาสู่ระบบสาธารณสุข
แนวคิด ‘ใบสั่งยาสวนสาธารณะ’ ไม่ใช่เรื่องใหม่หรือจำกัดอยู่แค่แพทย์รายบุคคล แต่ได้กลายเป็นขบวนการระดับโลกไปแล้ว ในสหรัฐฯ โครงการอย่าง ParkRx เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2013 ส่วนแคนาดามีโครงการ PaRx ที่มีบุคลากรทางการแพทย์เข้าร่วมมากกว่า 5,000 คน และยังสามารถบันทึกใบสั่งยาธรรมชาติลงในเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ป่วยได้โดยตรง
ในสกอตแลนด์ แพทย์เริ่มออกใบสั่งยาธรรมชาติมาตั้งแต่ปี 2017 ร่วมมือกับองค์กรอนุรักษ์นก ส่วนช่วงการระบาดของโควิด-19 ระบบสาธารณสุขแห่งชาติของอังกฤษก็สร้างเครือข่ายส่งต่อผู้ป่วยไปยังกิจกรรมที่เกี่ยวกับธรรมชาติ เช่น การเดินและการทำสวนชุมชน
ที่แคลิฟอร์เนีย โรงพยาบาลเด็กในโอ๊คแลนด์มีโครงการพาเด็กที่มีปัญหาความวิตกกังวล ออทิสติก หรือโรคอ้วน ไปทัศนศึกษาในสวนสาธารณะใกล้บ้านเป็นประจำทุกเดือน โดยเฉพาะเด็กที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ขาดแคลนพื้นที่สีเขียว นักวิจัยจากโครงการนี้บอกว่า แม้อาการปลายทางที่แพทย์เห็นจะแตกต่างกัน แต่ต้นตอสำคัญมักมาจากความเครียดและการขาดพื้นที่กลางแจ้งเหมือนกัน
นอกจากนี้ยังมีการพัฒนา ‘เส้นทางป่าบำบัด’ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานกว่า 20 เส้นทางทั่วโลก ตั้งแต่สหรัฐฯ คอสตาริกา สโลวีเนีย ไปจนถึงแคนาดา เส้นทางเหล่านี้มักยาวประมาณ 1 ไมล์ ระดับความสูงไม่เปลี่ยนแปลงมาก มีแหล่งน้ำและพืชพันธุ์หลากหลาย พร้อมป้ายแนะนำให้ผู้เดินหยุดหายใจลึกๆ ฟังเสียงน้ำ สัมผัสต้นไม้ หรือหลับตาสักครู่
🌳ธรรมชาติไม่ใช่ยาครอบจักรวาล แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ
แน่นอนว่านักวิจัยเตือนว่าไม่ควรมองธรรมชาติเป็นยาครอบจักรวาลที่ใช้แทนการรักษาทางการแพทย์อื่นๆ ได้ทั้งหมด ไม่มีแพทย์คนไหนแนะนำให้ผู้ป่วยหยุดยาลดความวิตกกังวลแล้วไปเดินป่าแทน ผลของพื้นที่สีเขียวต่อสุขภาพในระดับบุคคลนั้นถือว่า ‘เล็กน้อย’ เมื่อเทียบกับปัจจัยอื่นอย่างความสัมพันธ์ ความพึงพอใจในงาน หรือความมั่นคงทางการเงิน แต่เมื่อมองในระดับประชากรหลายล้านคน ผลกระทบสะสมกลับมีนัยสำคัญต่อสาธารณสุขอย่างมาก
นักวิจัยยังตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า การถูก ‘บังคับ’ หรือกดดันให้ไปสัมผัสธรรมชาติอาจลดทอนประโยชน์ที่ได้รับลง เพราะความรู้สึกกดดันไปทำลายแรงจูงใจภายในของคนคนนั้น พูดง่าย ๆ คือ การอาบป่าควรเป็นเรื่องที่ทำด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่การบ้านอีกชิ้นที่ต้องส่งหมอ
ไม่ว่าจะเรียกว่า shinrin-yoku ป่าบำบัด หรือใบสั่งยาสวนสาธารณะ แก่นของเรื่องนี้เรียบง่ายกว่าที่คิด นั่นคือการหาเวลาออกไปอยู่กับต้นไม้ ฟังเสียงนก สัมผัสลม โดยไม่ต้องมีเป้าหมายอื่นใดนอกจากการอยู่ตรงนั้น
อย่างที่แพทย์คนหนึ่งเคยพูดไว้ว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นการบำบัดป่าเต็มรูปแบบหรือใบสั่งยาอย่างเป็นทางการเสมอไป บางครั้งคำแนะนำง่าย ๆ อย่าง “ออกไปข้างนอกสัปดาห์ละสามครั้ง ครั้งละ 20 นาที” ก็เพียงพอแล้วที่จะสร้างความแตกต่าง
ครั้งต่อไปที่รู้สึกเหนื่อยล้าจนเกินไป บางทีสิ่งที่ร่างกายต้องการอาจไม่ใช่กาแฟแก้วที่สามของวัน แต่เป็นการเดินเล่นใต้ร่มไม้สักครึ่งชั่วโมง ยาที่ไม่มีผลข้างเคียง ไม่ต้องรอคิวเภสัชกร และเติมได้ไม่จำกัด
อ้างอิงข้อมูลจาก
https://www.japantimes.co.jp/community/2018/05/02/our-lives/stressed-bathing-woods-just-doctor-ordered/
https://www.nenc.news/wbur/2026-05-11/in-boston-doctors-try-a-dose-of-nature-as-medicine
https://magazine.hms.harvard.edu/articles/walk-woods-may-boost-mental-health
https://time.com/6171174/nature-stress-benefits-doctors/
https://time.com/6171174/nature-stress-benefits-doctors/
https://www.nationalgeographic.com/travel/article/forest-therapy-trails
#หมอ #ใบสั่งยา #ป่า #ธรรมชาติบำบัด #อาบป่า #ยาธรรมชาติ #ระบบสาธารณสุข

📸บรรยากาศ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)...
15/08/2026

📸บรรยากาศ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และคณะ ลงพื้นที่เยี่ยมชมการนําผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และสุขภาพจาก บัญชีนวัตกรรมไทยไปใช้ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โรงพยาบาลอุดรธานี

#ยศชนันวงศ์สวัสดิ์ #อว #ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ #โรงพยาบาลอุดรธานี #30บาทรักษาทุกที่ #บัตรทอง

📌 นายกฯ อนุทิน เปิด “Digital Shield” สร้างเกราะคนไทยสู้ภัยออนไลน์ ย้ำปราบอย่างเดียวไม่พอ ต้องป้องกันก่อนเงินหาย ดึงแบงก์...
15/08/2026

📌 นายกฯ อนุทิน เปิด “Digital Shield” สร้างเกราะคนไทยสู้ภัยออนไลน์ ย้ำปราบอย่างเดียวไม่พอ ต้องป้องกันก่อนเงินหาย ดึงแบงก์–ค่ายมือถือ–แพลตฟอร์มร่วมปิดช่องโหว่มิจฉาชีพ
วันที่ 15 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดกิจกรรมนิทรรศการรณรงค์ต้านภัยออนไลน์สัญจร (DE Digital Shield Forum) ครั้งที่ 1 เพื่อสร้างความรู้เท่าทันภัยออนไลน์ให้ประชาชนสามารถป้องกันตนเองและคนในครอบครัว ก่อนตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ โดยมีนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผู้บริหาร หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนเข้าร่วมงาน

ก่อนเริ่มพิธี ผู้เข้าร่วมงานได้ยืนสงบนิ่งเพื่อถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เทคโนโลยีทำให้ชีวิตประชาชนสะดวกขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน มิจฉาชีพก็ใช้เทคโนโลยีหลอกลวงได้รวดเร็วและแนบเนียนขึ้น ภัยออนไลน์จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว บางครั้งเพียงรับโทรศัพท์หนึ่งสาย กดลิงก์หนึ่งครั้ง หรือหลงเชื่อข้อความไม่กี่บรรทัด เงินที่เก็บมาทั้งชีวิตก็อาจสูญหายได้

ล่าสุดมีกรณีเตือนภัยการใช้เสียงปลอมเลียนแบบลูก โทรศัพท์ไปหลอกพ่อให้รีบโอนเงิน แต่ผู้เป็นพ่อมีสติและตั้งคำถามเพื่อยืนยันตัวตน จึงไม่ตกเป็นเหยื่อ สะท้อนให้เห็นว่า นอกจากระบบป้องกันของภาครัฐแล้ว “สติและความรู้เท่าทัน” สามารถเป็นเกราะด่านแรกที่ช่วยปกป้องเงินและทรัพย์สินของประชาชนได้จริง

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลกำหนดให้การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์เป็นวาระแห่งชาติ และจะดำเนินการอย่างจริงจังตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ทั้งการจัดการบัญชีม้า ซิมม้า เส้นทางการเงิน โครงสร้างพื้นฐานที่ถูกนำไปใช้ก่ออาชญากรรม ตลอดจนเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ

ขณะเดียวกัน การแก้ปัญหาเป็นหน้าที่ๆหลายฝ่ายได้ร่วมมือกัน ทั้ง ธนาคาร ผู้ให้บริการโทรศัพท์ แพลตฟอร์มดิจิทัล หน่วยงานด้านความมั่นคง และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ต้องร่วมกันปิดช่องโหว่ ไม่ให้ระบบหรือบริการของตนกลายเป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพ

“รัฐบาลมีหน้าที่สร้างระบบป้องกัน จัดการคนร้าย และช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดเหตุ แต่เกราะที่อยู่ใกล้ตัวเราที่สุด คือสติและความรู้เท่าทัน หากมีโทรศัพท์หรือข้อความผิดปกติ อย่ารีบเชื่อ อย่ารีบโอน และหากไม่แน่ใจให้ตรวจสอบกับคนใกล้ตัวหรือหน่วยงานที่เชื่อถือได้ก่อน” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นายกรัฐมนตรียังต้องการให้ความรู้จาก DE Digital Shield Forum ขยายออกไปมากกว่าผู้ที่มาร่วมงาน โดยขอให้ประชาชนนำสิ่งที่เรียนรู้ไปบอกต่อคนในครอบครัวและคนใกล้ตัว เพราะหากคนหนึ่งคนรู้เท่าทัน ก็สามารถช่วยป้องกันความเสียหายได้มากกว่าหนึ่งคน

“ถ้าคนหนึ่งคนมีเกราะ ก็ป้องกันได้หนึ่งคน แต่ถ้าความรู้ถูกส่งต่อ เกราะนี้ก็จะปกป้องได้ทั้งครอบครัวและทั้งสังคม Digital Shield จึงไม่ใช่เพียงทำให้คนไทยใช้เทคโนโลยีเป็น แต่ต้องทำให้ทุกคนใช้เทคโนโลยีได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย รับผิดชอบ และไม่ตกเป็นเหยื่อ” นายกรัฐมนตรีกล่าว

เป้าหมายสำคัญของการจัดกิจกรรมครั้งนี้ คือทำให้ประชาชนสามารถนำความรู้กลับไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การสังเกตสายโทรศัพท์และข้อความหลอกลวง การระวังลิงก์หรือการขอข้อมูลส่วนบุคคล การตรวจสอบก่อนโอนเงิน ไปจนถึงการรู้ช่องทางขอความช่วยเหลือเมื่อพบเหตุผิดปกติ เพราะความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ไม่ใช่เพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่หมายถึงเงินเก็บ รายได้ และความมั่นคงของครอบครัวประชาชน

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมนิทรรศการและกิจกรรมให้ความรู้จากหน่วยงานภายในกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ธนาคารแห่งประเทศไทย ไปรษณีย์ไทย กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือตำรวจไซเบอร์ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อให้ประชาชนรู้จักรูปแบบภัยออนไลน์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมเรียนรู้วิธีป้องกันตนเองและช่องทางรับความช่วยเหลือเมื่อประสบเหตุ

#อนุทิน #ดีอี #ธนาคาร #ค่ายมือถือ #แพลตฟอร์ม #ตำรวจไซเบอร์ #รณรงค์ต้านภัยออนไลน์สัญจร

📸บรรยากาศ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว)...
15/08/2026

📸บรรยากาศ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว) เดินทางลงพื้นที่ จังหวัดหนองบัวลำภู วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2569 โดยมีภารกิจเป็นประธานพิธีเปิดงานมหกรรมเกษตรมูลค่าสูงจังหวัดหนองบัวลำภู ประจำปี 2569 ณ สนามสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อ.เมืองหนองบัวลำภู จ.หนองบัวลำภู

#ยศชนันวงศ์สวัสดิ์ #อว #หนองบัวลำภู

📌'บ้านอิ่มใจ' กทม. คืนชีวิตใหม่ให้คนไร้บ้าน คว้า Creative Excellence Awards 2026  'ฝาท่อเยาวราช - ทางเดินมรดกตลาดน้อย' ก...
15/08/2026

📌'บ้านอิ่มใจ' กทม. คืนชีวิตใหม่ให้คนไร้บ้าน คว้า Creative Excellence Awards 2026 'ฝาท่อเยาวราช - ทางเดินมรดกตลาดน้อย' กวาดรางวัลศิลปะพัฒนาเมืองจากยุโรป
นายเอกวรัญญู อัมระปาล ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นผู้แทนกรุงเทพมหานครในการเข้ารับรางวัลใน “งานประกาศรางวัลความเป็นเลิศทางความคิดสร้างสรรค์ 2569” หรือ “Creative Excellence Awards 2026” โดยมี นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี ณ NEX Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เขตปทุมวัน เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA จัด “งานประกาศรางวัลความเป็นเลิศทางความคิดสร้างสรรค์ 2569” หรือ “Creative Excellence Awards 2026” เพื่อเชิดชูบุคคลและหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ที่นำ “ความคิดสร้างสรรค์” มาประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์ผลงาน ที่สร้างคุณค่า และผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมให้แก่ประเทศไทย พร้อมส่งเสริมการต่อยอดผลงานสู่เวทีประกวดระดับนานาชาติ

สำหรับ Creative Excellence Awards 2026 มีการมอบรางวัลรวมทั้งสิ้น 3 หมวด ครอบคลุม 15 สาขา คือ รางวัลเมืองสร้างสรรค์ (Creative City Awards) จำนวน 5 สาขา รางวัลธุรกิจสร้างสรรค์ (Creative Business Awards) จำนวน 5 สาขา รางวัลพลังสร้างสรรค์เพื่อสังคม (Creative Social Impact Awards) จำนวน 5 สาขา

โดยผลงานของกรุงเทพมหานครที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ คือ บ้านอิ่มใจ : โอเอซิสของคนไร้บ้านและการฟื้นฟูทุนมนุษย์สู่สังคม Baan Im-Jai: A Homeless Oasis and Reintegrating Human Capital คว้ารางวัลใน หมวดที่ 3 Creative Social Impact Awards ใน สาขา Creative Equality Award ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้แก่ผลงานสร้างสรรค์ที่ช่วยแก้ไขปัญหาสังคม สร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างยั่งยืน และส่งเสริมความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ ให้ทุกคนเข้าถึงสิทธิและโอกาสอย่างเป็นธรรม

ที่ปรึกษาฯ เอกวรัญญู กล่าวว่า ที่ผ่านมาเมื่อเราพูดถึงคนไร้บ้านหรือผู้ที่อาศัยในพื้นที่สาธารณะ ส่วนใหญ่เราจะได้เห็นภาพการจัดระเบียบ แต่สำหรับโครงการ ‘บ้านอิ่มใจ’ นั้นจะดำเนินงานในทิศทางตรงกันข้าม โดยมุ่งเน้นการเป็นพื้นที่รองรับและดูแลผู้ไร้บ้าน เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาสามารถกลับมามีชีวิตเป็นของตัวเองได้อีกครั้ง ทั้งนี้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เน้นย้ำเสมอว่า คนไร้บ้านบางคนอาจเพียงก้าวพลาดในบางจังหวะของชีวิตจนทำให้ต้องออกมาอยู่จุดนี้ ดังนั้น พื้นที่แห่งนี้จึงทำหน้าที่เป็นที่พึ่งพิง คอยดูแล และช่วยให้พวกเขาสามารถตั้งหลักใหม่เพื่อเดินหน้าต่อไปได้

“บ้านอิ่มใจเป็นความภาคภูมิใจของทุกภาคีเครือข่ายที่มาร่วมมือกัน และเป็นการตอกย้ำว่าสังคมเรายังคงมีพื้นที่ที่ถ้าหากมีใครผิดพลาดในการเดินชีวิต ก็สามารถมาตรงจุดนี้ได้ รองรับให้เขาสามารถมาเริ่มต้นใหม่ได้ หวังให้พื้นที่นี้เป็นจุดเริ่มต้นที่เราพร้อมจะขยายต่อไปได้อีกมากขึ้น” ที่ปรึกษาฯ เอกวรัญญู กล่าว

นอกจากนี้ ในปี 2569 ผลงานของกรุงเทพมหานครที่ร่วมกับภาคีเครือข่ายและนักออกแบบจำนวน 2 ผลงานจากเวที Creative Excellence Awards 2025 ไม่ได้สิ้นสุดเพียงการได้รับรางวัลในประเทศไทยแต่ยังสามารถคว้ารางวัลระดับโลก จาก DNA Paris Design Awards 2026 ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นรางวัลระดับนานาชาติที่ยกย่องผลงานของสถาปนิกและนักออกแบบจากทั่วโลก ผู้ซึ่งช่วยยกระดับและพัฒนาชีวิตประจำวันของผู้คนให้ดียิ่งขึ้น ผ่านงานออกแบบ คือ “ทางเดินมรดกตลาดน้อย” เขตสัมพันธวงศ์ และรางวัล Creative Tourism Awards 2026 ประเทศสเปน ซึ่งเป็นรางวัลระดับนานาชาติ จัดขึ้นเพื่อคัดเลือกและยกย่ององค์กร ผู้ประกอบการ และโครงการท่องเที่ยวทั่วโลกที่มีความโดดเด่นในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ คือ “ฝาท่อเยาวราช พิพิธภัณฑ์ใต้ฝ่าเท้า”

#เอกวรัญญูอัมระปาล #กรุงเทพมหานคร #บ้านอิ่มใจ #คนไร้บ้าน #ฝาท่อเยาวราช #ทางเดินมรดกตลาดน้อย #ศิลปะพัฒนาเมือง

📌คกก. ครอบครัวแห่งชาติ เคาะ 3 มาตรการ ยกระดับครอบครัวไทย ทบทวนสิทธิ ‘วันลาเพื่อครอบครัว ชุมชนช่วยดูแลคนทุกวัย สมัชชาครอบ...
15/08/2026

📌คกก. ครอบครัวแห่งชาติ เคาะ 3 มาตรการ ยกระดับครอบครัวไทย ทบทวนสิทธิ ‘วันลาเพื่อครอบครัว ชุมชนช่วยดูแลคนทุกวัย สมัชชาครอบครัว 2569’
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ครอบครัวแห่งชาติ (กยค.) ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 โดยที่ประชุมเห็นชอบ 3 แนวทางสำคัญเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัวไทย ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ทั้งการสร้างสมดุลชีวิตการทำงานกับครอบครัว การยกระดับกลไกดูแลครอบครัวในระดับชุมชน และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับสมาชิกทุกช่วงวัย
สำหรับ 3 มาตรการสำคัญ ที่ กยค. เห็นชอบ มีดังนี้
1. “วันลาเพื่อครอบครัว” เพิ่มสิทธิ–เพิ่มความยืดหยุ่น ให้คนทำงานดูแลครอบครัวได้
ที่ประชุมเห็นชอบแนวทาง “คงระบบเดิม เพิ่มความชัดเจน” โดยมอบหมายกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบเกี่ยวกับการลาเพื่อครอบครัว ทั้งระเบียบการลาของข้าราชการ ระเบียบการจ่ายค่าจ้างลูกจ้างของส่วนราชการ และสิทธิประโยชน์ของพนักงานราชการ รวมถึงประสานกระทรวงแรงงานพิจารณาปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เพื่อให้การลาเพื่อครอบครัวครอบคลุมมากขึ้น ที่สำคัญ ยังมีแนวทางปรับปรุงระบบประกันสังคมให้ครอบคลุม การสนับสนุนทางการเงินสำหรับลูกจ้างที่ลาเพื่อครอบครัว พร้อมสนับสนุนให้หน่วยงานมีระบบให้คำปรึกษาสำหรับพนักงานหรือบุคลากรที่ต้องดูแลสมาชิกในครอบครัว และนำเทคโนโลยีมาใช้สนับสนุนการทำงานที่ยืดหยุ่น เช่น การทำงานที่บ้านหรือการปฏิบัติงานนอกสถานที่ เพื่อให้คนวัยทำงานสามารถรับผิดชอบงานและดูแลครอบครัวไปพร้อมกันได้
2. “ศพค. ชุมชนนำ” เปลี่ยนชุมชนเป็นด่านหน้า ดูแลครอบครัวทุกช่วงวัย
กยค. เห็นชอบแนวทางยกระดับ ศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน (ศพค.) ให้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างครอบครัวเข้มแข็ง โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จะนำแนวคิด Social Lab มาใช้เป็นพื้นที่ทดลองรูปแบบการทำงานที่เหมาะกับบริบทของแต่ละชุมชน เป้าหมายคือพัฒนาไปสู่ “ศพค. แบบชุมชนนำ : ศพค. สร้างสุข ดูแลคนทุกช่วงวัย” รองรับทั้งครอบครัวข้ามรุ่นและสังคมสูงวัย ให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทในการดูแลและเสริมพลังครอบครัวอย่างใกล้ชิด
3. “สมัชชาครอบครัวระดับชาติ 2569” ชู 4 วาระ ตั้งแต่สุขภาพใจถึงภัยออนไลน์
ที่ประชุมเห็นชอบกรอบการจัด สมัชชาครอบครัวระดับชาติ 2569 ภายใต้แนวคิด “สานพลังสร้างสุขในครอบครัว” โดยกำหนด 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
• สร้างความสุขและความสัมพันธ์ในครอบครัว เน้นการสื่อสาร สุขภาพจิต และการใช้เวลาร่วมกัน
• สร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อครอบครัว ครอบคลุมบ้าน ชุมชน โรงเรียน ที่ทำงาน และพื้นที่สาธารณะ
• เสริมพลังเศรษฐกิจครอบครัว ทั้งการสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
• Cyber Safe Family สร้างความรู้และภูมิคุ้มกันให้สมาชิกในครอบครัวรู้เท่าทันและปลอดภัยจากภัยออนไลน์
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบผลการติดตามการขับเคลื่อน แผนปฏิบัติการด้านครอบครัว พ.ศ. 2566–2570 ประจำปี 2568 ความคืบหน้าการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัว สถานการณ์ครอบครัวไทยและครอบครัวข้ามรุ่น รวมถึงการขับเคลื่อนมาตรการ “ครอบครัวไทยปลอดภัยไร้ความรุนแรง” ตลอดจนพิจารณาความคืบหน้าการส่งเสริมสมดุลชีวิตการทำงานกับชีวิตครอบครัว และความร่วมมือในการขับเคลื่อน ศพค. และการจัดสมัชชาครอบครัวระดับชาติ 2569

ทั้งนี้ กยค. ตั้งเป้าให้มาตรการสำคัญดังกล่าวเริ่มขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมภายใน ไตรมาสถัดไป โดยบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ท้องถิ่น ชุมชน โรงเรียน และครอบครัว เพื่อสร้างระบบป้องกันและดูแลสมาชิกทุกช่วงวัยอย่างต่อเนื่อง

#ครอบครัวแห่งชาติ #ครอบครัวไทย #วันลาเพื่อครอบครัว #ชุมชนช่วยดูแลคนทุกวัย #สมัชชาครอบครัว2569

📌ดีอี ยันไม่มีบ่ายเบี่ยง เลี่ยงประเด็น กมธ.ติดตามงบฯ ย้ำให้ความร่วมมือ เป็นอย่างดีมาโดยตลอด เข้าชี้แจงแล้ว 4 ครั้งนายพชร...
15/08/2026

📌ดีอี ยันไม่มีบ่ายเบี่ยง เลี่ยงประเด็น กมธ.ติดตามงบฯ ย้ำให้ความร่วมมือ เป็นอย่างดีมาโดยตลอด เข้าชี้แจงแล้ว 4 ครั้ง
นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) เปิดเผยเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ว่า ตามที่คณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.ติดตามงบฯ) ได้ทำหนังสือขอให้กระทรวงดีอี นำเสนอความคืบหน้าในการแก้ไขสัญญาโครงการ TH-AI Passport พร้อมทั้งเชิญไปชี้แจงและส่งเอกสารให้ กมธ. นั้น นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) ได้สั่งการตนและเจ้าหน้าที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องในกระทรวงดีอี ให้ความร่วมมือกับกมธ.ติดตามงบฯ เป็นอย่างดี โดยมอบหมายให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุมเพื่อพิจารณาในทุกครั้ง

ทั้งนี้ กมธ.ติดตามงบฯ ได้มีการเชิญให้กระทรวงดีอี เข้าร่วมประชุมชี้แจงทั้งหมด 4 ครั้ง ไม่รวมถึงการเชิญคู่สัญญาของโครงการฯ ที่ได้มีการเชิญประชุมโดยตรงกับกมธ.ติดตามงบฯ เช่นกัน โดยในส่วนของกระทรวงดีอี ได้มีการจัดส่งผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในกระบวนการซื้อ/จ้าง ที่มีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้

ครั้งที่ 1 นายธีรวุฒิ ธงภักดิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี (ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สดช.) เข้าร่วม

ครั้งที่ 2 มีตน และนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) พร้อมทั้งนายธีรวุฒิ ธงภักดิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี เข้าร่วม

ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 16 กค. 69 โดยมีนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาฯ สดช. และ นายธีรวุฒิ ธงภักดิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี เข้าร่วม

ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 13 สค. 69 โดยมีนางสาวพลอยรวี เกริกพันธ์กุล ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนดิจิทัลเพื่อสังคม สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) และเจ้าหน้าที่กองบริหารกองทุนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการจัดทำ TOR และคณะกรรมการพิจารณาผลการจ้าง ซึ่งได้รับมอบหมายให้เข้าร่วม ขณะที่เอกสารที่ กมธ.ติดตามงบฯ ได้ขอให้กระทรวงดีอี ส่งให้เพื่อพิจารณานั้น ได้มีการจัดส่งแล้วรวม 9 ฉบับดังนี้

1. ประกาศแผนจัดซื้อจัดจ้างโครงการยกระดับทักษะ ด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย (TH-AI Passport)

2. ขอบเขตของงานและรายละเอียด คุณลักษณะเฉพาะ (TOR) โครงการฯ

3. ราคากลาง โครงการฯ

4. ประกาศเชิญชวน

5. ประกาศผู้ชนะ

6. สัญญาจ้างดำเนินโครงการฯ รวมเอกสารแนบท้าย

7. รายละเอียดโครงการที่ได้รับอนุมัติตามมาตรา 26 (1) (2) ประจำปี 2563 – 2568

8. รายงานการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

9. หนังสือ คณะอนุกรรมการ ความร่วมมือป้องกันการทุจริต กรมบัญชีกลาง แจ้งผลการคัดเลือกโครงการจัดทำ ข้อตกลงคุณธรรม

“กระทรวงดีอี ได้ให้ความร่วมมือกับกมธ.ติดตามงบฯ เป็นอย่างดีมาโดยตลอด ทั้งการมอบหมายให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าชี้แจงตามที่ กมธ.มีข้อสงสัย ซึ่งรายละเอียดของการชี้แจงที่ผ่านมามีสาระสำคัญครอบคลุมในทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องครบถ้วนแล้ว ทั้งในส่วนของการถือปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบ รวมถึงแนวทางปฏิบัติที่ดีของทางราชการอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งการส่งมอบเอกสารตามที่กมธ.ร้องขอเพื่อประกอบการพิจารณา แต่เนื่องจากปริมาณรายละเอียดเอกสารหลักฐานที่กมธ.ติดตามงบฯ ต้องการ ตลอดจนในบางส่วนของการขอข้อมูลก็มีลักษณะอาจมีผลกระทบต่อการปฏิบัติราชการตามปกติ และมีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบกับบุคคลอื่นนอกเหนือจากกระทรวงดีอี หรือเป็นข้อมูลที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการติดตามงบประมาณ ทำให้อาจเป็นข้อจำกัดของกระทรวงดีอีในการจัดส่งเอกสารหลักฐานได้ สำหรับกรณีในการประชุมครั้งที่ 4 ที่มีการกล่าวอ้างถึงคำพิพากษาศาลฎีกาก็ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ ที่สามารถเทียบเคียงกับการดำเนินงานโครงการฯ ของกระทรวงดีอีในครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม หาก กมธ.ต้องการที่จะให้มีการชี้แจงเพิ่มเติมในประเด็นใด หรือต้องการเอกสารฉบับใดเพิ่มเติม ก็สามารถส่งเรื่องมายังกระทรวงดีอี โดยกระทรวงดีอีพร้อมให้ความร่วมมือตามแนวนโยบายที่ได้รับมอบหมายจาก รมว.ดีอี ต่อไป” นายพชร กล่าว

#พชรอนันตศิลป์ #กระทรวงดีอี #ดีอี #กมธติดตามงบฯ

📌รัฐบาลเตรียมเจรจาภาษีสหรัฐฯ ปลายเดือนสิงหาคม 2569 ชูเอกชนไทยลงทุนเกือบ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ สะท้อนผลประโยชน์ร่วม วันที่ 1...
15/08/2026

📌รัฐบาลเตรียมเจรจาภาษีสหรัฐฯ ปลายเดือนสิงหาคม 2569 ชูเอกชนไทยลงทุนเกือบ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ สะท้อนผลประโยชน์ร่วม
วันที่ 15 สิงหาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมความพร้อมสำหรับการเจรจาทางเทคนิคด้านภาษีกับสหรัฐอเมริกาในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569 โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะนำข้อมูลด้านการค้า การลงทุน และความเชื่อมโยงของห่วงโซ่การผลิตระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ไปประกอบการเจรจา เพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ส่งออกไทยและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้ได้มากที่สุด
ตามข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ ในกลุ่มรายการสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการตามมาตรา 301 และมาตรา 232 สินค้าไทยประมาณร้อยละ 72 ได้รับการยกเว้นภาษีแล้ว ขณะที่รายการสินค้าอีกร้อยละ 28 ยังต้องจัดทำข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการเจรจา โดยรัฐบาลจะพยายามผลักดันให้สินค้าในส่วนที่เหลือได้รับอัตราภาษีต่ำที่สุด หรือได้รับข้อยกเว้นเพิ่มเติม ทั้งนี้ ตัวเลขร้อยละ 72 และร้อยละ 28 เป็นสัดส่วนของรายการสินค้าในกรอบมาตรการดังกล่าว ไม่ใช่สัดส่วนมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทยไปยังสหรัฐฯ
หนึ่งในข้อมูลสำคัญที่จะนำไปประกอบการเจรจาคือบทบาทของภาคเอกชนไทยในเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยปัจจุบันภาคเอกชนไทยมีเงินลงทุนสะสมในสหรัฐฯ เกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีแผนลงทุนเพิ่มเติมอีกมากกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศไม่ได้มีเพียงการซื้อขายสินค้า แต่ครอบคลุมถึงการลงทุน การผลิต และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกัน
ขณะเดียวกัน ตามข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ อย่างน้อยร้อยละ 30 ของยอดเกินดุลการค้าของไทยกับสหรัฐฯ มาจากการส่งออกของบริษัทสหรัฐฯ ที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย ซึ่งเป็นอีกข้อมูลสำคัญที่สะท้อนว่าห่วงโซ่อุปทานของไทยและสหรัฐฯ มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด การพิจารณาความสัมพันธ์ทางการค้าจึงไม่ควรมองเฉพาะตัวเลขดุลการค้าเพียงด้านเดียว
“รัฐบาลจะนำข้อเท็จจริงทั้งด้านการค้า การลงทุน การจ้างงาน และห่วงโซ่การผลิตไปประกอบการเจรจา เพื่อชี้ให้เห็นว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับสหรัฐฯ เป็นความสัมพันธ์ที่ต่างฝ่ายต่างได้รับประโยชน์ การลดอุปสรรคทางภาษีจึงไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อผู้ส่งออกไทยเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังเอื้อต่อบริษัท การลงทุน และห่วงโซ่การผลิตของสหรัฐฯ ที่เชื่อมโยงกับประเทศไทยด้วย” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว
ข้อมูลการลงทุนเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐของภาคเอกชนไทย เป็นข้อมูลที่ใช้สะท้อนผลประโยชน์ร่วมทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ไม่ใช่เงื่อนไขที่นำไปแลกเปลี่ยนกับการได้รับข้อยกเว้นภาษี เช่นเดียวกับแผนลงทุนเพิ่มเติมมากกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นแผนการลงทุนในอนาคตของภาคเอกชน ไม่ใช่เงินลงทุนใหม่ของรัฐบาลหรือเม็ดเงินที่เกิดขึ้นแล้วทั้งหมด
รองโฆษกรัฐบาลกล่าวถึงกระแสข่าวเรื่องการนำความร่วมมือด้านอื่นมาเชื่อมโยงกับการเจรจาภาษีว่า การเจรจารอบนี้ยึดกรอบผลประโยชน์ทางการค้าและการลงทุนเป็นหลัก ไม่มีการนำเงื่อนไขด้านความร่วมมือทางทหารมาแลกกับผลประโยชน์ด้านภาษีตามที่มีกระแสข่าว
“รัฐบาลจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อให้สินค้าไทยได้รับเงื่อนไขทางภาษีที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย แต่ต้องย้ำว่าขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการเตรียมข้อมูลและการเจรจา ผลลัพธ์สุดท้ายขึ้นอยู่กับการหารือและการพิจารณาของฝ่ายสหรัฐฯ จึงยังไม่ควรสรุปล่วงหน้าว่าสินค้าในส่วนที่เหลือทั้งหมดจะได้รับการยกเว้น รัฐบาลจะยึดผลประโยชน์ของประเทศและผู้ประกอบการไทยเป็นสำคัญในการเจรจา” รองโฆษกรัฐบาลกล่าวกล่าว

#เจรจาภาษีสหรัฐฯ #ศุภจีสุธรรมพันธุ์ #กระทรวงพาณิชย์ #การลงทุน

15/08/2026

📌ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2569 หรือ NST Fair 2026 ภายใต้แนวคิดหลัก “Intelligence in Science for a Sustainable Future” วิทยาศาสตร์ฉลาดรู้ ก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน พร้อมเชิญชวนสัมผัสบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ นวัตกรรม และพลังแห่งวิทยาศาสตร์ที่จะพาเราก้าวสู่อนาคตอย่างยั่งยืน วันที่ 15–23 ส.ค. นี้ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี
#ยศชนันวงศ์สวัสดิ์ #อว #มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ2569 #วิทยาศาสตร์ #นวัตกรรม

ที่อยู่

91/102 Moo 5 Patio Village
Pak Kret
11120

เบอร์โทรศัพท์

+6626506000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Voice TVผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์