Thanee Modsanga เครื่องเสียง - โฮมเธียเตอร์ และเพลง

สิ้นสุดการรอคอย.. กิจกรรมพิเศษ Wilson Audio Experience มาแล้ว..!!!----------Wilson Audio เป็นผู้ผลิตลำโพงในจำนวนไม่กี่แบ...
08/06/2026

สิ้นสุดการรอคอย.. กิจกรรมพิเศษ Wilson Audio Experience มาแล้ว..!!!
----------
Wilson Audio เป็นผู้ผลิตลำโพงในจำนวนไม่กี่แบรนด์ที่ออกแบบให้ผู้ใช้สามารถปรับจูนเสียงของลำโพงด้วยระบบกลไกที่ติดตั้งมาในตัวลำโพงได้ด้วยตัวเอง
ถ้าเคยสังเกต คุณก็คงเคยเห็นระบบกลไกของลำโพง Wilson Audio ที่ติดตั้งมาในลำโพงแต่ละรุ่นว่ามันมีความละเอียดและซับซ้อนมากแค่ไหน ระบบกลไกของลำโพงวิลสันในรุ่นใหญ่ๆ ที่ไดเวอร์แต่ละตัวถูกแยกออกไปอยู่ในตู้ใครตู้มัน ทำให้ผู้ใช้สามารถขยับเลื่อนไดเวอร์แต่ละตัวได้อย่างอิสระ จะเดินหน้า-ถอยหลัง และปรับองศาก้ม-เงย ทำได้หมด โดยที่ระบบกลไกที่ใช้ในการปรับจูนแต่ละส่วนได้ถูกซอยย่อยไว้เป็นขั้นๆ อย่างละเอียดระดับมิลลิเมตรเลยทีเดียว.!!!
ที่ผ่านมา ยังไม่เคยเห็นว่าจะมีการเผยแพร่ข้อมูลที่เจาะลึกถึงการปรับจูนเสียงของลำโพงวิลสันด้วยกลไกเหล่านี้มาก่อน เจ้าของลำโพงวิลสันบางคนอาจจะเคย “ลองเล่น” กับการไฟน์จูนเสียงลำโพงของเขาด้วยกลไกเหล่านี้ แต่ก็ไม่เคยมีการนำเอาผลการปรับจูนมาเผยแพร่ต่อสาธารณะเลย แม้แต่สื่อที่ทดสอบลำโพงวิลสันรุ่นที่มีกลไกเหล่านี้ก็ไม่ได้ลงรายละเอียดการปรับจูนไว้ในรายงานของพวกเขา
คุณเคยสงสัยมั้ยว่า กลไกเหล่านั้นมันใช้ได้ผลจริงหรือไม่? หรือว่าออกแบบขึ้นมาเพื่อความโก้เก๋ แต่ใช้ไม่ได้จริง คุณเคยสงสัยมั้ยว่า ถ้าขยับไดเวอร์มิดเร้นจ์ให้คว่ำหน้าลงมาสัก 1-2 มิลลิเมตร จะเกิดอะไรกับเสียงบ้าง? หรือถ้าขยับตู้ทวีตเตอร์ให้เดินหน้าออกมาสัก 1-2 มิลลิเมตร จะมีผลกับเสียงโดยรวมอย่างไร? เราจะสามารถฟังความแตกต่างออกมั้ย? โดยไม่ต้องอาศัยโปรแกรมกับไมโครโฟนวัดเสียง
มีใครสนใจอยากจะทดลองฟังผลของการปรับจูนลำโพง Wilson Audio ด้วยกลไกพิเศษเหล่านั้นมั้ย? เอาแบบลองกันจริงๆ แล้วฟังเสียงกันสดๆ เลย ผมได้ขอให้ทางบริษัทผู้นำเข้าลำโพง Wilson Audio คือบริษัท DECO2000 ช่วยจัดสาธิตการปรับจูนเสียงของลำโพงวิลสันด้วยกลไกเหล่านั้นให้พวกเราได้ลองฟังกัน จะได้รู้ว่ากลไกเหล่านั้นมันทำงานได้ผลจริงจังแค่ไหน และส่งผลแบบไหนกับเสียง..?
ถ้าคุณสนใจ เตรียมล้างหูไว้ได้เลย.. ตอนนี้ลำโพง Wilson Audio รุ่น Alexia V เดินทางมาอยู่ที่โชว์รูมของ DECO2000 แล้ว และทีมงานของ DECO2000 นำทีมโดยคุณกฤตย์ ก็พร้อมจะเปิดให้เพื่อนๆ ที่สนใจกิจกรรมนี้ได้เข้าไปร่วมกันหาประสบการณ์กับการไฟน์จูนเสียงด้วยกลไกของลำโพง Wilson Audio รุ่น Alexia V กันได้แล้ว ในวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน นี้ เวลาตั้งแต่ 13:00 – 16:00 น.
งานนี้ฟรี.! ไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ต้องโทรฯ จองที่นั่ง เพราะมีพื้นที่จำกัด รับได้แค่ 10 ท่าน สนใจโทรฯ ด่วนที่เบอร์ 089-870-8987 แล้วแจ้งว่าขอจองที่นั่งงานเวิร์คช็อป Wilson Audio Experience.!!! ในหัวข้อ Alexia V – ‘Time Alignment’

#ออกไปหาประสบการณ์กัน

ต้องยอมรับว่า ลำโพงซีรี่ย์ Diamond เป็นเหมือน "เครื่องหมายการค้า" ที่ค้ำชูแบรนด์ Wharfedale มาตั้งแต่ยุคแรกๆ จนถึงปัจจุบ...
08/06/2026

ต้องยอมรับว่า ลำโพงซีรี่ย์ Diamond เป็นเหมือน "เครื่องหมายการค้า" ที่ค้ำชูแบรนด์ Wharfedale มาตั้งแต่ยุคแรกๆ จนถึงปัจจุบันนี้ เป็นซีรี่ย์ที่แบรนด์ Wharfedale นำมา "ปรับปรุง" อัพเกรดประสิทธิภาพมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 1982 ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของ Diamond gen.1 มาจนถึง Diamond gen.12 ในปี 2020 และถูกนำมาปรับปรุงในรายละเอียดปลีกย่อยอีกครั้งก่อนจะผลิตและนำมาเปิดตัวในตลาดลำโพงเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2025 ที่ผ่านมา
Diamond 12.3 vs. Diamond 12.3i
-----
ตัวอักษร 'i’ ที่ต่อท้ายชื่อรุ่น 12.3i นั้นย่อมาจากคำว่า ‘Incremental’ แปลว่า "เพิ่มขึ้นทีละน้อย" นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ยากต่อการ "มองหา" ความแตกต่างจากภายนอกระหว่าง Diamond 12.3 กับ Diamond 12.3i ซึ่งจุดใหญ่ๆ ที่มองเห็นได้ชัดเจนมากที่สุดมีอยู่ 2 จุด จุดแรกคือแผงหน้าของตัวตู้ที่ใช้ติดตั้งไดเวอร์ทั้ง 3 ตัว ที่เป็นแผ่นไม้สีดำ ซึ่งเวอร์ชั่น 12.3 จะเคลือบผิวเป็นเงาวาว ในขณะที่เวอร์ชั่น 12.3i จะทำเป็นผิวดำกึ่งด้าน (Semi-Matte Black)
ส่วนจุดที่สองดูที่ขั้วต่อสายลำโพง ซึ่งในเวอร์ชั่น 12.3 ให้มาเป็นขั้วต่อแบบไบ-ไวร์ฯ ในขณะที่เวอร์ชั่น 12.3i ให้มาเป็นแบบซิงเกิ้ลไวร์
ดีไซน์ + ไดเวอร์
-----
ในแง่ของตัวตู้ Diamond 12.3i ถูกกำหนดให้ทำงานในโหมด "ตู้เปิด" ที่มีช่องระบายเบสขนาดใหญ่อยู่ที่ด้านบนของแผงหลัง ประสานกับการกระจายเสียงในย่านแหลมลงมาถึงทุ้มผ่านทางไดเวอร์จำนวน 3 ตัวที่ติดตั้งอยู่บนแผงด้านหน้า เรียงกันจากบนลงล่างในแนวตั้งแบบ T-M-W (Tweeter – Midrange – Woofer)
ทวีตเตอร์ที่ใช้ในลำโพงซีรี่ย์ Diamond 12i "ทุกรุ่น" เป็นตัวเดียวกันทั้งหมดรวมถึงทวีตเตอร์ที่ใช้อยู่ใน Diamond 12.3i คู่นี้ด้วย ซึ่งไดอะแฟรมของตัวโดมทำมาจากผ้าใยสังเคราะห์โพลีเอสเตอร์อาบเคลือบด้วยน้ำยาเพิ่มความแกร่งเพื่อให้การตอบสนองความถี่สูงที่ราบเรียบนุ่มนวล มีการออกแบบโครงสร้างโดยรอบส่วนของโดมให้มีลักษณะผายออกเป็นปากแตร (waveguide) ตื้นๆ เพื่อช่วยเพิ่มความเข้มข้นของมวลเสียงแหลม นอกจากนั้น ระบบ waveguide ของตัวทวีตเตอร์นี้ยังช่วยทำให้ความถี่สูง (เสียงแหลม) ที่แผ่กระจายออกไปนอกแกนตั้งฉากกับโดม (แนว off-axis) ที่มีความแม่นยำและราบลื่นด้วย ซึ่งแน่นอนว่า เสียงแหลมที่กระจายตัวออกไปนอกแกน (off-axis) นี้จะช่วยทำให้ได้แอมเบี้ยนต์ของเวทีเสียงที่แผ่กว้างอีกด้วย
ความพิเศษของไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์ และวูฟเฟอร์ ทั้งสองตัวที่ใช้อยู่บนแผงหน้าของ Diamond 12.3i ก็มีประเด็นน่าสนใจ คือยังคงเป็นไดเวอร์เวอร์ชั่นเดียวกับที่ใช้ในรุ่น Diamond 12.3 ก่อนหน้า (นิดเนมว่า Klarity) ซึ่งไดอะแฟรมทำมาจากวัสดุโพลีโพรไพลีนที่ผสมผงไมก้าช่วยเพิ่มความแกร่ง และลดความเพี้ยน เมื่อผสมผสานกับ "น้ำหนัก" ที่เบา บวกกับเซอร์ราวนด์ที่ให้แด้มปิ้งดี ควบคุมการขยับเคลื่อนของวอยซ์คอยด้วยแรงแม่เหล็กขนาดใหญ่ ทั้งหมดนั้นส่งผลให้เสียงกลางลงไปถึงทุ้มของไดเวอร์ตัวนี้สามารถตอบสนองสัญญาณฉับพลัน (transient dynamic) ได้เร็ว และสามารถตอบสนองกับอัตราสวิงของไดนามิกได้กว้าง
แม็ทชิ่ง
-----
ได้เห็นรูปร่างหน้าตาภายนอกกับเนื้องานแล้ว ผมให้ดาวไปแล้วหนึ่งดวง พอเจาะเข้าไปดูในรายละเอียดของงานออกแบบตัวตู้, ไดเวอร์ที่ใช้ ไปจนถึงขั้วต่อสายลำโพงและขาตั้งเสร็จ ผมก็เทใจให้ดาวไปอีกหนึ่งดวง พอรู้ราคาขาย ผมก็เทดาวไปให้อีกดวง เป็นสามดวงแล้ว พอเปิดสเปคฯ ดูคุณสมบัติทางไฟฟ้า ผมก็เทดาวไปให้อีกหนึ่งดวง.!
เพราะอะไร.? เพราะถ้าลำโพงคู่นี้ขับยาก ไปได้ดีเฉพาะกับแอมป์แพงๆ สเปคฯ เทพๆ เท่านั้น นั่นก็จะทำให้ "คุณค่า" ของดาวที่ให้ไว้ทั้ง 3 ดวงก่อนหน้านี้ไร้ความหมายทันที.! เพราะการทำลำโพงราคาไม่สูงให้ได้เสียงออกมาดีโดยใช้แอมป์ขั้นเทพมาช่วยไม่ถือว่าเป็นการออกแบบที่ดี ตรงข้ามกัน การทำลำโพงให้ได้เสียงออกมาดีโดยไม่ต้องใช้แอมป์ขั้นเทพมาขับนี่ซิถึงจะเรียกว่าเป็นความสามารถขั้นสูงของผู้ออกแบบ ผู้ใดทำได้ก็สมควรจะยกย่องให้ดาวกันไป
แสดงว่า Diamond 12.3i คู่นี้ขับง่าย.? ใช่เลยครับ.. ผมเห็นแค่ตัวเลข "ความไว" ของลำโพงคู่นี้แล้วก็ยิ้มออกเลย เขาระบุไว้ที่ 89dB (แถบสีแดง) ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง (มาตรฐานความไวปานกลางอยู่ระหว่าง 88 – 90dB) ค่อนมาทางขับง่าย ส่วนตัวเลขกำลังขับที่ผู้ผลิตแนะนำสำหรับขับลำโพงคู่นี้ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดอยู่ระหว่าง 30 – 150W ต่อข้าง (แถบเขียว) ด้วยโหลดความต้านทานอ้างอิงที่ 8 โอห์ม ตลอดลงไปถึง 5 โอห์มต่ำสุด (แถบฟ้า) ซึ่งในยุคนี้ จะหาแอมป์ที่มีกำลังขับ 150W ต่อข้างที่ 8 โอห์มหรือหย่อนลงมาสัก 100 – 120W ต่อข้างที่ 8 โอห์มก็ไม่ใช่เรื่องยาก เผลอๆ ถ้ากล้ายกระดับขึ้นไปเล่นแอมป์ยุคใหม่ๆ ที่ดีไซน์ภาคจ่ายไฟที่มี "สปีด" ในการจ่ายกำลังขับที่เร็วมากๆ อย่างพวกแอมป์ class-AB ที่ใช้ภาคจ่ายไฟแบบสวิทชิ่ง คุณอาจจะใช้แค่แอมป์ 50W ต่อข้างที่ 8 โอห์มก็ขับได้สบายแล้ว
เสียงของ Diamond 12.3i
-----
คุณรู้มั้ยว่า.. การได้ยิน "เสียงที่ดี" ออกมาจากลำโพงที่มีราคาไม่แพง มันน่าตื่นเต้นมากกว่าฟังลำโพงราคาแพงๆ ซะอีก.! ยิ่งถ้าคุณเป็นคนที่ชอบเซ็ตอัพลำโพงเพื่อ "รีด" คุณภาพเสียงแบบผม คุณจะยิ่งตื่นเต้นมากเป็นพิเศษเมื่อได้ยินเสียงที่ดีออกมาจากลำโพงราคาไม่แพง คือมันเหมือนการค้นพบช้างเผือกที่ซ่อนตัวอยู่ในป่า เพราะลำโพงราคาถูกๆ มักจะถูกมองข้าม คนทั่วไปไม่คิดว่าราคาแค่นั้นจะให้เสียงที่ดีได้ ซึ่งผมต้องขอบอกเลยว่า ถ้าคุณ "ฟังเป็น" และ "เซ็ตอัพเป็น" ถ้าได้เอาลำโพงคู่นี้ไปทดลองเซ็ตอัพกับซิสเต็มที่คู่ควร เสียงที่มันให้ออกมาจะทำให้คุณอ้าปากค้างอย่างแน่นอน.!!!
ลำโพงคู่นี้สอบผ่านคุณสมบัติในการถ่ายทอด "อารมณ์เพลง" ออกมาได้ดีมาก.! และมีบางประเด็นที่ผมพบว่า ลำโพงที่มีราคาไม่ถึง 30,000 บาทต่อคู่ในอดีตแทบจะไม่มีคู่ไหนเลยที่สามารถทำได้อย่างที่ Diamond 12.3i คู่นี้ให้ออกมา.!!!
ประเด็นที่ว่าคือความสามารถในการตอบสนองกับ "ไทมิ่ง" ของเพลงที่ถูกต้อง คือมัน (Diamond 12.3i) สามารถแสดงความแตกต่างของ "สปีด" ของ "จังหวะเพลง" ที่ต่างกันระหว่าง "เพลงช้า" กับ "เพลงเร็วปานกลาง" และ "เพลงเร็วมากๆ" ออกมาให้รับรู้ได้ชัดมาก อย่างเพลง Quiet Man กับเพลง The Rose (จากอัลบั้มชุด Dreaming ของ Amanda McBroom) ทั้งสองเพลงนี้มีสปีดของจังหวะเพลงต่างกันมาก ซึ่งลำโพงคู่นี้ก็สามารถแสดงความแตกต่างของสปีดของจังหวะเพลงออกมาให้รับรู้ได้อย่างชัดเจน อารมณ์ในการฟังสองเพลงนี้จะถูกโน้นน้าวให้ต่างกันไปตามอารมณ์ของเพลง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่จะพบได้เฉพาะในลำโพงที่ดีมากๆ เท่านั้น คือลำโพงที่ไม่ดี จะทำให้ความแตกต่างของสปีดของจังหวะเพลงมันหดแคบลงกว่าความเป็นจริง คือถ้าลองฟังเพลงหลายๆ เพลงผ่านไป ถ้าคุณรู้สึกเหมือนกับว่า เพลงเหล่านั้นมีจังหวะที่เร็วพอกัน หรือเร็ว-ช้าต่างกันไม่มาก แสดงว่า ลำโพงคู่นั้นให้สปีดของจังหวะเพลงที่ผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับ ซึ่งประเด็นนี้ Diamond 12.3i สอบผ่านด้วยคะแนนสูงมาก และจากประสบการณ์ผมเชื่อว่ายากที่จะหาลำโพงในระดับราคานี้ที่สามารถตอบสนองสปีดของจังหวะเพลงได้ถูกต้องแม่นยำเท่านี้.!!!
ผลจากการจัดโทนัลบาลานซ์ของลำโพงคู่นี้ด้วยการปรับปรุงท่อระบายเบสให้สามารถควบคุมการไหลเข้า-ออกของความถี่ต่ำจากตัวตู้ได้ดีขึ้น ลดเสียงรบกวนจากลมที่เสียดสีกับท่อเบสลง ทำให้เสียงทุ้มทอดตัวต่ำลงไปได้มากขึ้น ราบลื่นมากขึ้น มีผลให้เสียงทุ้มของลำโพงคู่นี้ "ไม่โด่ง" ขึ้นมาเหมือนลำโพงราคาถูกๆ ทั่วไป จึงไม่ไปรบกวนเสียงในย่านกลางและแหลม เมื่อฟังเพลง Birds (ของ Dominique Fils-Aime จากอัลบั้มชุด Nameless) ผมจึงได้ยินรายละเอียดในเสียงร้องของ Dominique Fils-Aime ที่ลอยเด่นชัด มีอิทธิพลเหนือเสียงเบสขึ้นมาอย่างชัดเจน แม้ว่าเบสจะกระชับ หนักแน่น และมีพลัง แต่ก็ไม่สามารถกลบรัศมีของเสียงร้องได้
----------
นี่เป็นเพียงรายละเอียดแค่บางส่วนในรีวิวของ Wharfedale 'Diamond 12.3i' เท่านั้น ถ้าต้องการอ่านรีวิวตัวเต็ม คลิ๊กที่ลิ้งค์ในคอมเม้นต์ได้เลย..!!! หรือถ้าสนใจรายละเอียดของลำโพง Wharfedale 'Diamond 12.3i มากกว่านี้ ติดต่อสอบถามได้ที่ ไฮไฟ ทาวเวอร์ โทร. 02-881-7273-7


ุด3i

พิมพ์นิยมของ Streamer ในยุคปัจจุบันมักจะติดตั้ง "จอแสดงผล" ขนาดใหญ่ที่ปูเต็มพื้นที่ของแผงหน้าของตัวเครื่องกันแทบทุกแบรนด...
07/06/2026

พิมพ์นิยมของ Streamer ในยุคปัจจุบันมักจะติดตั้ง "จอแสดงผล" ขนาดใหญ่ที่ปูเต็มพื้นที่ของแผงหน้าของตัวเครื่องกันแทบทุกแบรนด์ บางเบรนด์นั้น บนหน้าจอยังสามารถปรับให้แสดงผลได้หลายรูปแบบอีกด้วย อย่างเช่น แสดงหน้าปกอัลบั้มและรายละเอียดของเพลงที่กำลังฟังก็ได้ หรือจะเปลี่ยนให้แสดงเป็นมิเตอร์แสดงระดับความแรงของสัญญาณเพลงในแต่ละเสี้ยววินาที ซึ่งเลือกได้อีกว่าจะให้แสดงเป็นเข็มกระดิก เหมือนมิเตอร์อะนาลอก หรือจะให้แสดงเป็นไฟ LED วิ่งไล่กันไปก็ได้ หรือแสดงเป็นตัวเลข ฯลฯ สารพัดรูปแบบ
คนที่ซีเรียสเรื่องคุณภาพเสียงต่างก็รู้ดีว่า การทำงานของจอแสดงผลเหล่านี้จะส่งผลกระทบกับคุณภาพเสียง เพราะมันจะสร้าง noise ระดับเมกกะเฮิร์ตออกมารบกวนเสียง ทว่า Streamer แทบทุกตัวที่มีจอขนาดใหญ่แบบนี้มักจะทำอ๊อปชั่นเก็บไว้เมนูเครื่องเพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้าไปสั่งปิดการทำงานของจอแสดงผลได้ซึ่งก็เป็นการแก้ปัญหาเรื่อง noise ของจอที่ออกมารบกวนลงไปได้
เครื่องบนคือ Streamer/DAC/Pre รุ่น Selekt DSM ของแบรนด์ LINN ส่วนตัวล่างเป็นสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ตของแบรนด์ Matrix Audio รุ่น TT-1

#เรื่องของStreamer

คุณคิดว่าเป็นไปได้มั้ย.. ที่จะมีใครเข้ามา "เล่นเครื่องเสียง" โดยที่เป็นคน "ไม่ชอบ" ฟังเพลงเลย.? และคุณคิดว่าผิดมั้ย.. ที...
07/06/2026

คุณคิดว่าเป็นไปได้มั้ย.. ที่จะมีใครเข้ามา "เล่นเครื่องเสียง" โดยที่เป็นคน "ไม่ชอบ" ฟังเพลงเลย.? และคุณคิดว่าผิดมั้ย.. ที่จะ "เล่นเครื่องเสียง" โดยไม่สนใจฟังเพลง.??
----------
เคยมีคนสารภาพกับผมว่า เหตุผลที่เขาตัดสินใจเข้ามาเล่นเครื่องเสียงก็เพราะเขา "สงสัย" ว่าเขาเล่นเครื่องเสียงกันไปเพื่ออะไร.? คือลองเล่นเพราะอยากรู้ โดยที่เขาไม่ได้เข้ามาเล่นเครื่องเสียงเพราะชอบฟังเพลง
ผมเคยรู้สึกอึ้งกับเรื่องนี้ เพราะไม่เข้าใจว่า ถ้าคุณไม่ได้ชอบฟังเพลงจริงๆ จังๆ แล้ว คุณจะได้ประโยชน์อะไรกับการเล่นเครื่องเสียง.? คุณจะได้อะไร.. แลกกับการที่จะต้องเสียทั้งเงินทองและเวลาในชีวิตไปกับการเล่นเครื่องเสียง ผมสงสัยมาตลอด จนมีคนสารภาพกับผมตรงๆ ว่าเขาเข้ามาเล่นเครื่องเสียงด้วยเหตุผลอื่นๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวกับการฟังเพลงเลย.. ตอนนี้ผมคิดว่าผมเข้าใจแล้ว และเชื่อว่ามีคนจำนวนมากที่เข้ามา "เล่นเครื่องเสียง" ด้วยเหตุผลอื่นๆ ที่ไม่ไช่เพื่อการฟังเพลง..

#คุณเล่นเครื่องเสียงไปเพื่ออะไร
#คุยกันวันอาทิตย์

สรุปการทดลองเชื่อมต่อระบบ Optical Fiber Network อีกกรณี..----------ผมมีกล่อง MC (Media Converter) อยู่ 4 กล่อง, มีโมดูล ...
06/06/2026

สรุปการทดลองเชื่อมต่อระบบ Optical Fiber Network อีกกรณี..
----------
ผมมีกล่อง MC (Media Converter) อยู่ 4 กล่อง, มีโมดูล SFP แบบ Single Mode อยู่ 4 แท่ง, และมีสาย Fiber Optic อยู่อีก 4 – 5 เส้น ทำให้ผมสามารถติดตั้งระบบ OFN ได้ถึง 2 จุดพร้อมกัน ซึ่งแต่ละจุดใช้ (MC x2) + (SFP x2) + (สาย Optic x1)
ซิสเต็มของผมมีอุปกรณ์ที่ต้องเชื่อมต่อกับเน็ทเวิร์คอยู่ 2 ชิ้น ได้แก่ Streamer ที่ผมใช้เล่นไฟล์เพลงจากการสตรีมฯ และ NAS ที่ผมใช้เก็บไฟล์เพลง โดยที่ผมมีอุปกรณ์อีกชิ้นหนึ่งในระบบเน็ทเวิร์คก็คือ Network Switch ซึ่งเอาไว้กระจายเน็ทเวิร์คให้กับ Streamer กับ NAS
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงสามารถเชื่อมต่อระบบ OFN ทั้งสองชุดของผมเข้ากับซิสเต็มเน็ทเวิร์คของผมได้ 2 รูปแบบ ตามที่เห็นในชาร์ตที่เป็นภาพประกอบ โดยที่แบบแรก (A) นั้น ผมใช้ระบบ OFN เข้าไปคั่นการเชื่อมต่อระหว่าง Streamer กับ Network Switch ชุดนึง ส่วนอีกชุดก็นำไปคั่นการเชื่อมต่อระหว่าง NAS กับ Network Switch ซึ่งผลลัพธ์ตอนแรกที่เริ่มติดตั้งระบบ OFN เข้ากับตัว Streamer แต่ยังไม่ได้ติดตั้ง OFN เข้าไปคั่นระหว่าง NAS กับ Network Switch นั้น เสียงดีขึ้นกว่าไม่ได้ใช้ระบบ OFN มาก ฟังออกได้ชัดเจน ซึ่งดีขึ้นทุกประเด็น หลังจากผมติดตั้ง OFN เข้าไปคั่นระหว่าง NAS กับ Network Switch ผลปรากฏว่า เสียงโดยรวมดีขึ้นไปอีก แต่คราวนี้ไม่ได้ดีขึ้นในเปอร์เซ็นต์ที่เท่ากับตอนที่ติดตั้งระบบ OFN เข้าไปคั่นระหว่างตัว Streamer กับ Network Switch
หลังจากนั้น ผมก็ทดลองติดตั้ง OFN ตามแบบที่สอง (B) คือย้ายชุด OFN ที่ต่อคั่นระหว่าง NAS กับ Network Switch ไปคั่นระหว่าง Router กับ Network Switch ส่วนการเชื่อมระหว่าง Network Switch กับ NAS ผมก็เปลี่ยนมาใช้การเชื่อมต่อผ่านสาย LAN ตรงๆ
ผลของการเชื่อมต่อ OFN ตามแบบที่สอง (B) ออกมาไม่ดี พบว่า มันทำให้เกิดปัญหากับการทำงานของตัว Streamer บางครั้งมีอาการหยุดเล่นไปเฉยๆ และตอนที่เล่นได้ผมก็รู้สึกได้ว่าเสียงไม่ค่อยดี ไม่นิ่ง.. ผมทดลองใช้แบบนั้นไปอีกวันหนึ่ง ก็ไม่ดีขึ้น อาการสตรีมเมอร์หยุดเล่นเกิดขึ้นแบบสุ่ม ไม่แน่นอน แต่ละครั้งทิ้งช่วงเวลาไม่เท่ากัน แม้ว่าความถี่ในการเกิดปัญหาจะไม่สูงมาก แต่พูดได้ว่าไม่ปกติแน่นอน
หลังจากนั้น ผมก็ย้าย OFN กลับมาต่อคั่นระหว่าง NAS กับ Network Switch ตามรูปแบบที่หนึ่ง (A) อาการที่ว่าก็หายไป ระบบทำงานได้ราบลื่น และเสียงโดยรวมก็ออกมาดีกว่าแบบที่สอง (B) ด้วย..
(*ผลการทดลองครั้งนี้ ทำให้ผมนึกถึงคอมเม้นต์ของเพื่อนในเพจคนหนึ่งที่ติงว่า การใช้ระบบ OFN ที่อาศัยการแปลงไฟฟ้าเป็นอ๊อปติคด้วยกล่อง Media Converter ของ TP-Link ‘Omada’ เข้าไปคั่นก่อนเข้า Network Switch ของ Clef Audio รุ่น StreamBRIDGE-X ไม่น่าจะให้ผลดีต่อเสียง เท่าที่จำได้เพื่อนท่านนี้อ้างอิงเหตุผลเรื่องของคุณภาพของระบบ clock ซึ่งในกล่อง MC ‘Omada’ ไม่น่าจะสู้ระบบ clock ที่ใช้อยู่ในตัว StreamBRIDGE-X ซึ่งเป็นแบบ OCXO ได้.. ซึ่งนี่ดูเหมือนจะเป็นคำอธิบายที่ดูสมเหตุสมผลมากที่สุดเกี่ยวกับความผิดปกติในการทำงานของสตรีมเมอร์ ที่เกิดขึ้นเมื่อเอาระบบ OFN ไปติดตั้งก่อนเข้า Network Switch)


คุณพชร สมุทวณิช นักเขียนชื่อดัง และบรรณาธิการสื่อออนไลน์ชั้นนำของเมืองไทย แวะเข้ามาพร้อมคุณวี เจ้าสำนัก WE-soundlab เพื่...
05/06/2026

คุณพชร สมุทวณิช นักเขียนชื่อดัง และบรรณาธิการสื่อออนไลน์ชั้นนำของเมืองไทย แวะเข้ามาพร้อมคุณวี เจ้าสำนัก WE-soundlab เพื่อเยี่ยมเยียน พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการเล่นเครื่องเสียงกัน และถือโอกาสทดลองฟังลำโพง Vivid Audio รุ่น GIYA G4 Cu กับเพาเวอร์แอมป์ Boulder รุ่น 1151 ในห้องฟังของผมไปด้วย (คุณพชร ชอบลำโพงแบรนด์นี้อยู่ก่อนแล้ว)
ประวัติการเล่นเครื่องเสียงของคุณพชร น่าสนใจมาก เขาเริ่มต้นด้วยการเล่นเครื่องเสียงแนววินเทจมาก่อน เล่นมานานหลายปี ก่อนที่จะบิดพวงมาลัยเบี่ยงเข้าสู่เส้นทางการเล่นเครื่องเสียงแนวทางสมัยใหม่ที่ชอบเรียกกันว่าแนวทางออดิโอไฟล์เมื่อสองปีที่ผ่านมานี้เอง คุณวี เปิดให้ดูภาพซิสเต็มเดิมของคุณพชรก่อนที่จะเปลี่ยนแนวทางการเล่น ซึ่งหลังจากสองปีผ่านมา ชุดเครื่องเสียงของคุณพชรในยุคปัจจุบันก็แทบจะไม่มีเค้าเดิมหลงเหลืออยู่เลย
เพราะพื้นเดิมคุณพชรเป็นคนฟังเพลง วิธีการฟังและวิเคราะห์เสียงของเขาจึงอาศัยความรู้สึกซาบซึ้งที่มีต่อเสียงเพลงที่ได้ยินได้สัมผัสมาเป็นมาตรวัดที่สะท้อนออกมาเป็น "ระดับสมรรถนะ" และ "ประสิทธิภาพ" ของอุปกรณ์เครื่องเสียง ซึ่งการใช้คุณสมบัติทางด้าน music appreciation ในการตัดสินคุณภาพเสียงของอุปกรณ์เครื่องเสียงและชุดเครื่องเสียงถือว่าเป็นวิธีประเมินคุณภาพของเครื่องเสียงที่ "สมเหตุสมผล" มากที่สุดแล้ว
อะไรเป็นต้นเหตุที่ทำให้เบนเข็มจากวินเทจมาสู่แนวทางสมัยใหม่.? “..เคยมีเพื่อนไปที่บ้าน บางคนไม่ชอบเครื่องเสียงวินเทจ ผมก็ไปจัดชุดสมัยใหม่เอาไว้ให้ฟังอีกมุมหนึ่ง เป็นลำโพง Magnepan รุ่น MG20 กับแอมป์ชุดนึง และติดต่อคุณวี เอาสตรีมเมอร์เข้าไปเสริม ฟังไปฟังมาผมชอบแฮะ..” เรื่องราวของคุณพชร ยืนยันให้รู้ว่า ถ้าคุณมีจิตวิญญาณที่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับอรรถรสของเพลงได้จริงๆ แล้ว ไม่ว่าเพลง (ที่ชอบเพลง) นั้นจะถูกเล่นผ่านชุดวินเทจหรือชุดเครื่องเสียงสมัยใหม่ ถ้าชุดเครื่องเสียงนั้นมีคุณภาพดีจริงๆ อรรถรสของเพลงนั้นก็จะสามารถแทรกซึมเข้าไปถึงจิตใจของคุณได้เสมอ..
เป็นอีกวันที่ให้ประสบการณ์ชีวิตที่ดี หวังว่าจะมีโอกาสพูดคุยกันอีก..

#เรื่องของคนเล่นเครื่องเสียง

มีเสียงของ FC รุ่นหลานแว่วมา.. -----“ผมเพิ่งไปฟังเครื่องเสียงของเพื่อนคุณพ่อมา เป็นชุดใหญ่ รวมทั้งชุดหลายล้าน แต่เครื่อง...
04/06/2026

มีเสียงของ FC รุ่นหลานแว่วมา..
-----
“ผมเพิ่งไปฟังเครื่องเสียงของเพื่อนคุณพ่อมา เป็นชุดใหญ่ รวมทั้งชุดหลายล้าน แต่เครื่องเสียงหลายๆ ตัวเป็นรุ่นเก่าที่ออกมาเกินยี่สิบปี เขาใช้เครื่องเล่นแผ่นเสียงเป็นหลัก.. คุณพ่อกับเพื่อนเขาคุยกันว่าเสียงของชุดนี้มันนุ่มเนียนมาก ไม่เหมือนเครื่องเสียงยุคใหม่ๆ ที่ออกชัดและจัดจ้านเกินไป แต่ผมนั่งฟังอยู่นาน ทำไมผมรู้สึกว่า เสียงชุดของเพื่อนคุณพ่อมันออกมานุ่มๆ เอื่อยๆ ผมว่ามันไม่สด ไม่คึกคัก หรือว่าคนยุคก่อนกับคนยุคนี้เขามีรสนิยมในการฟังไม่เหมือนกัน..??”

#เห็นด้วยมั้ยและคิดว่าเป็นเพราะอะไร
#หรือจะเป็นเพราะเทคโนโลยี
#หรือจะเป็นเพราะเจนเนอเรชั่นของคนฟัง
#ไดนามิกเร้นจ์สมัยก่อนไม่ถึง100ดีบีแต่ปัจจุบันเกินร้อยไปแล้ว

เห็นมีคนใช้กันบ่อยขึ้น.. น่าจะหมายถึง "เสียง" นั่นแหละ ใครใช้อยู่.. หรือ ไม่เคยใช้ แต่เคยเห็น คุณคิดว่า คำว่า "Organic" ...
03/06/2026

เห็นมีคนใช้กันบ่อยขึ้น.. น่าจะหมายถึง "เสียง" นั่นแหละ
ใครใช้อยู่.. หรือ ไม่เคยใช้ แต่เคยเห็น
คุณคิดว่า คำว่า "Organic" คำนี้ ผู้พูดน่าจะสื่อถึงอะไร.??

#ศัพท์ใหม่

กำลังลองใช้ LPS กับกล่อง MC ทั้งสองกล่องแบบแยก LPS (9V/3.3A) กล่องละตัว.. ลองฟังเสียงแล้ว มีแววว่าจะกลับไปใช้ AC adapter...
02/06/2026

กำลังลองใช้ LPS กับกล่อง MC ทั้งสองกล่องแบบแยก LPS (9V/3.3A) กล่องละตัว.. ลองฟังเสียงแล้ว มีแววว่าจะกลับไปใช้ AC adapter ที่มากับกล่อง MC ไม่ได้อีกแล้ว..!!!

Boulder คือหนึ่งในผู้ผลิตแอมปลิฟายที่ยอมรับกันในวงการว่ามีวิศวกรรมที่ "สุด" ทุกด้านจริงๆ ด้วยพื้นฐานที่สั่งสมมาจากการออก...
01/06/2026

Boulder คือหนึ่งในผู้ผลิตแอมปลิฟายที่ยอมรับกันในวงการว่ามีวิศวกรรมที่ "สุด" ทุกด้านจริงๆ ด้วยพื้นฐานที่สั่งสมมาจากการออกแบบและผลิตแอมป์สำหรับวงการโปรเฟสชั่นแนลมายาวนาน ก่อนจะมาเริ่มต้นออกแบบและผลิตแอมป์สำหรับวงการเครื่องเสียง โดยมีผลงานออกแบบที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ชื่อของ Boulder “แข็งแกร่ง" มากในวงการเครื่องเสียงระดับไฮเอ็นด์ ทุกครั้งที่แบรนด์นี้มีผลิตภัณ์ใหม่ๆ ออกมา มันจะดึงดูดความสนใจของนักเล่นฯ มากประสบการณ์ได้เสมอ
เนื้องาน CNC ขั้นเทพ.!!!
-----
เมื่อปี 2010 เดือนตุลาคม ผมเคยไปเยี่ยมชมโรงงาน Boulder อยู่ที่รัฐโคโรลาโด้ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นโรงงานที่มีขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับโรงงานผลิตเครื่องเสียงไฮเอ็นด์ฯ ทั่วไป เพราะจริงๆ แล้ว เครื่องเสียงไฮเอ็นด์ฯ ไม่ใช่สินค้า mass production ที่ต้องใช้พื้นที่เยอะๆ เพราะต้องผลิตทีละมากๆ คือเห็นแล้วผมยังสงสัยเลยว่า แค่ทำแอมป์กับเครื่องเล่นประเภทอิเล็กทรอนิคส์เท่านั้น ปีนึงๆ ก็คงจะทำออกมาไม่กี่ร้อยเครื่อง ลำโพงก็ไม่ได้ทำ แต่ทำไมต้องใช้โรงงานที่ใหญ่ขนาดนั้น แต่พอได้เข้าไปเห็นข้างในก็ถึงบางอ้อ เพราะในนั้นเขามีครบทุกอย่าง โดยเฉพาะเครื่อง CNC หลายเครื่องเรียงรายอยู่เต็มไปหมด พร้อมทีมออกแบบและควบคุมการผลิตที่เป็นทีมงานของเขาเอง ในโรงงานของเขามีแม้กระทั่งเครื่องพ่นทรายอยู่ในนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่งาน CNC ของแบรนด์ Boulder จึงได้งดงามน่าประทับใจเช่นนั้น ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นถึงความวิลิศมาหราของเนื้องานที่ละเอียดลึกซึ้งมาก โดยเฉพาะฮีทซิ้งค์นั้นเข้าขั้นงานศิลป์เลยทีเดียว ในแง่มุมนี้บอกเลยว่าหาเพาเวอร์แอมป์มาสู้ได้ยาก.!
ขั้วต่อ input / output
-----
การทำงานของทุกภาคที่อยู่ข้างในตัวถังของ 1151 ถูกออกแบบเป็นวงจรบาลานซ์แท้ (Truly Balanced) ทั้งระบบ ตั้งแต่อินพุตไปจนถึงเอ๊าต์พุต ทางผู้ผลิตจึงให้ช่องอินพุตแบบ XLR มาแค่ช่องเดียว ไม่มีช่องอินพุต RCA ที่เป็นอันบาลานซ์มาให้ ดังนั้น เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด แนะนำให้ใช้ปรีแอมป์ที่ดีไซน์เป็น "บาลานซ์แท้" กับเพาเวอร์แอมป์รุ่น 1151 คู่นี้ หรืออีกช่องทางที่ให้ผลดีมาก คือใช้สตรีมเมอร์ที่มีภาคปรีแอมป์ในตัว แล้วต่อเอ๊าต์พุต XLR จากสตรีมเมอร์ตัวนั้นตรงเข้าที่อินพุต XLR ของ 1151 จะได้เสียงที่มีคุณภาพมากเป็นพิเศษ เพราะทางเดินสัญญาณสั้น ตรงออกมาจากภาค DAC มากที่สุด
การเชื่อมต่อกับลำโพง
-----
แต่ละข้างของ 1151 จะมีขั้วต่อสายลำโพงมาให้ 2 ชุด คือ ถ้าลำโพงที่คุณใช้แต่ละข้าง ให้ขั้วต่อสายลำโพงมาแค่คู่เดียว คุณก็ใช้สายลำโพงแบบซิงเกิ้ลไวร์เชื่อมต่อระหว่างลำโพงของคุณกับเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้ด้วยขั้วต่อสายลำโพงชุดไหนก็ได้ แต่ถ้าลำโพงของคุณให้ขั้วต่อสายลำโพงมา 2 ชุด คุณสามารถเชื่อมต่อลำโพงของคุณเข้ากับเพาเวอร์แอมป์ 1151 ด้วยวิธี shotgun ได้ คือใช้สายลำโพงแบบซิงเกิ้ลจำนวน 2 เส้นต่อข้าง แยกเชื่อมต่อกับขั้วต่อสายลำโพงของตัวลำโพงนั้น นั่นคือ ทั้งสองข้างรวมกันใช้สายลำโพงซิงเกิ้ลจำนวน 4 เส้น ซึ่งปกติแล้วจะให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่าใช้สายลำโพงแบบไบไวร์ฯ 2 > 4
ดีไซน์ภายใน
-----
เพาเวอร์แอมป์คู่นี้ใช้ทรานซิสเตอร์จำนวนมากถึง 40 ตัวต่อข้าง เพื่อให้ได้กำลังขับที่สูงถึง 250 วัตต์ แบบนิ่งๆ ไปได้ตลอดตั้งแต่โหลดอิมพีแดนซ์ที่ 8 โอห์มทะลุลงไปถึง 4 โอห์ม และ 2 โอห์มโดยที่กำลังไม่ตก.! เรียกว่าถ้าลำโพงของคุณไม่ได้ต้องการกำลังขับระดับ maximum เกิน 250 วัตต์ต่อข้างที่ 8 โอห์ม คุณจะได้เสียงออกมาเต็มความสามารถของลำโพงตลอดการใช้งานไม่ว่าจะเล่นเพลงหนักหรือเพลงเบา และการใช้ทรานซิสเตอร์เยอะๆ ช่วยกันทำงานยังมีผลดีอีกอย่าง คือทำให้ความเพี้ยนในระบบต่ำด้วย อย่างความเพี้ยนฮาร์มอนิกรวม (Total Harmonic Distortion) / THD) ของตัว 1151 คู่นี้ ที่โหลด 8 และ 4 โอห์มพวกเขาวัดออกมาได้แค่ 0.002% (ที่ 20kHz พุ่งขึ้นไปเป็น 0.01%) ส่วนที่โหลด 2 โอห์ม วัดได้ 0.003% (ที่ 20kHz พุ่งขึ้นไปเป็น 0.02%) สูงขึ้นมาอีกนิด
และเพื่อให้ภาคจ่ายไฟสามารถจ่ายกระแสให้กับทรานซิสเตอร์ได้เร็วทันกับสัญญาณอินพุตที่ทรานซิสเตอร์ต้องขยายขึ้นไป พวกเขาจึงเลือกใช้คาปาซิเตอร์ที่มีขนาดเล็ก แต่เบิ้ลจำนวนเยอะๆ คือข้างละ 12 ตัวพ่วงกันเพื่อให้สามารถจ่ายกระแสได้มากพอ ลักษณะเดียวกับการประมวลผลของชิปโปรเซสเซอร์ที่แยกหลายๆ core ช่วยกันทำงานนั่นแหละ เป็นเทคนิคการออกแบบที่ได้ทั้ง "กำลังขับ" และ "ความเร็ว" ในการตอบสนองไปในคราวเดียวกัน
ดังนั้น เมื่อรวมกับดีไซน์ภาคขยาย ‘Class-A’ ที่จัดกระแสไบอัสด้วยเทคโนโลยี Smart Current และรวมกับการออกแบบวงจรอิเล็กทรอนิคส์ที่ใช้ใน "ทุกภาคส่วน" ที่อยู่ในตัว 1151 เป็นแบบ Truly Balanced แท้ๆ กับความพิิเศษของการแยกตัวถังที่ทำงานกับแชนเนลซ้าย-ขวาออกจากกัน ส่งผลให้การรบกวนข้ามแชนเนล (crosstalk) และปัญหาจากการแย่งกำลังจากภาคจ่ายไฟระหว่างข้างซ้ายและข้างขวา ถูกกำจัดออกไปแบบเบ็ดเสร็จ ทั้งหมดนี้คือจุดเด่นของเพาเวอร์แอมป์โมโนรุ่น 1151 ของ Boulder คู่นี้
เสียงของ Boulder '1151'
-----
หลังจากนั่งฟังเสียงของ 1151 คู่นี้อยู่นานหลายอาทิตย์ ในห้องฟังที่คุ้นเคย และในสภาวะของการเซ็ตอัพที่ลงตัว ผนวกกับทักษะในการฟังในตอนนี้ที่สามารถฟังออกและวิเคราะห์ได้อย่างละเอียดแม่นยำ กว่าเมื่อก่อนที่รู้สึกแค่ว่า ไม่ชอบเสียงของ Boulder รุ่นเก่าๆ แต่บอกไม่ได้ว่าเป็นเพราะอะไร คือฟังแล้วรู้นะว่ามันให้เสียงที่มีความกระชับ ทุกเสียงหยุดตัวได้เร็ว ไม่มีคราง แต่ฟังแล้วไม่รู้สึกอินไปกับเพลง พอมาถึงเสียงของ 1151 ที่ได้ฟังตอนนี้ ผมพบว่า โดยโทนเสียงพื้นฐานก็ยังคงมีบุคลิกของความเป็น Boulder อยู่ในตัว คือความกระชับ เร็ว กับรายละเอียดที่พร่างพรายก็ยังคงอยู่ แต่คราวนี้ไม่ใช่ความกระชับที่มุ่งเน้นแต่ให้หยุดเร็ว ไม่คราง แต่เป็นความกระชับที่มาพร้อมจังหวะลีลาที่มีการ "ผ่อนปลายเสียง" หลังจากหยุดกระชับออกมาด้วย เหมือนคนออกแบบจะยอมให้ปลายเสียงเปิดเผยตัวออกมามากขึ้น ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเสียงทุ้ม แต่เป็นไปตลอดทั้งย่านเสียง เมื่อมีปลายเสียงที่ทอดแผ่ตามหลังความกระชับแน่นออกมาด้วย มันจึงก่อให้เกิดเป็นความ "ผ่อนคลาย" ที่โน้มน้าวให้ฟังแล้วรู้สึกอินไปกับเพลงมากขึ้น
เป็นเรื่องแปลก เราไม่รู้เลยว่า การได้มาซึ่งลักษณะเสียงที่ต่างไปจากเดิมแบบนี้ เป็นความตั้งใจของนักออกแบบที่มองเห็นเสียงแบบนี้มาตั้งแต่ตอนเขียนแบบลงไปบนฟิล์มเขียว หรือว่าเสียงแบบนี้มันเกิดจากความบังเอิญกันแน่ แต่สำหรับผม คิดว่า ที่มาของเสียงแบบที่ได้ยินจาก 1151 นี้ น่าจะเป็นผลพวงที่ได้รับมาจากเทคโนโลยีในการปรับไบอัสของภาคขยาย Class-A แบบใหม่ที่ชื่อว่า Smart Current นี่แหละ..!! เพราะผู้ผลิตให้ข้อมูลไว้ว่า เทคนิคการปรับไบอัสแบบ Smart Current นี้เพิ่งจะถูกใช้อยู่ในซีรี่ย์ 1000 เป็นกลุ่มแรก ซีรี่ย์อื่นยังใช้เทคนิคแบบอื่นอยู่ อย่างเช่นใน 2000 Series และ 3000 Series ใช้เทคนิคที่ชื่อว่า ‘Sliding A Bias’ ซึ่งเป็นเทคนิคที่เก่ากว่า
เพาเวอร์แอมป์วัตต์สูงๆ ยุคก่อนจะสาดพลังออกมาด้วยความรุนแรง แต่ขาดความสมจริง ขาดรายละเอียดตรงจุด peak ของหัวเสียง คนฟังก็ได้แต่ความสะใจ แต่ไม่ได้สื่อสารกับโน๊ตดนตรีที่นักดนตรีส่งมา เพราะเพาเวอร์แอมป์มันรวบเอา attack กับ decay ของโน๊ตตัวนั้นมาผสมไปด้วยกัน ตามด้วย sustain กับ release ที่หดสั้นกว่าปกติ กลายเป็นเสียงทุัมเป็นก้อนที่มีแต่ความหนักและความแน่น แต่ขาดซึ่ง "อารมณ์" ในขณะที่ Boulder ‘1151’ มันสามารถ "คลี่คลาย" มูพเม้นต์ที่ตัวโน๊ตนั้นเคลื่อนไหวออกมาได้อย่างต่อเนื่อง เป็นขั้นเป็นตอน เรียงลำดับออกมาให้ได้ยินครบวัฏจักรตั้งแต่ Attack (หัวเสียง) > Decay (บอดี้) > Sustain (มวล) > Release (หางเสียง) ซึ่งเป็นหลักฐานพยานที่ชี้ให้เห็นว่า Boulder ‘1151’ ไม่ได้มีแค่กำลังขับที่มากถึง 250 วัตต์ที่ 8 โอห์มแบบนิ่งๆ และพีคได้สูงถึง 350 วัตต์เมื่อต้องรับมือกับสัญญาณฉับพลันเท่านั้น แต่มันยังมี "ความเร็ว" อย่างมากในการสแกนเช็ค gain ของสัญญาณอินพุตในแต่ละเสี้ยววินาทีที่รับเข้ามา แล้วนำไป x กับอัตราขยายของเพาเวอร์แอมป์ที่ถูกกำหนดโดยวอลลุ่มที่ยูสเซอร์ปรับตั้งไว้ ออกมาเป็นปริมาณของ "กำลังขับ" (watts) ที่จัดส่งไปให้ลำโพงในเสี้ยวเวลาเดียวกันนั้นได้อย่างแม่นยำ แสดงว่าเพาเวอร์แอมป์คู่นี้ต้องมีระบบ feedback ที่เร็วขั้นเทพ..!!!
นอกจากนั้น ผมยังพบด้วยว่า Boulder ‘1151’ สามารถรักษา Timbre ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของส่วนผสมระหว่าง "ฮาร์มอนิกของโน๊ต + เรโซแนนซ์ของวัสดุของเครื่องดนตรีที่เล่นโน๊ตนั้น" เอาไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้ฟังปุ๊บสามารถบอกได้เลยว่าเป็นเสียงของเครื่องดนตรีที่ทำด้วยวัสดุอะไร ไม้หรือโลหะ และยังสามารถบอกลึกลงไปถึง "เนื้อมวล" ของวัสดุได้ด้วยว่า "หนา" หรือ "บาง" ซึ่งคุณสมบัติของ Boulder ‘1151’ คู่นี้ปรากฏออกมาชัดมาก.!
----------
*** ยังมีรายละเอียดในการทดสอบเพาเวอร์แอมป์ของ Boulder รุ่น 1151 อีกหลายประเด็นในรีวิวฉบับเต็ม ซึ่งคุณสามารถคลิ๊กอ่านได้จากลิ้งค์ในคอมเม้นต์ หรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บ. DECO2000 โทร. 089-870-8987




ที่อยู่

199/235 หมู่บ้านศุภาลัย การ์เด้นวิลล์ กรุงเทพ-ปทุมธานี
Pathum Thani
12000

เบอร์โทรศัพท์

+66992347887

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Thanee Modsangaผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Thanee Modsanga:

แชร์

ประเภท