Thanee Modsanga เครื่องเสียง - โฮมเธียเตอร์ และเพลง

คนมักคาดหวังให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในเสียงของซิสเต็ม "อย่างมาก" เวลานำเอา "อุปกรณ์เสริม" เข้าไปใช้ในซิสเต็ม แต่สำหรับซิสเ...
09/09/2026

คนมักคาดหวังให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในเสียงของซิสเต็ม "อย่างมาก" เวลานำเอา "อุปกรณ์เสริม" เข้าไปใช้ในซิสเต็ม แต่สำหรับซิสเต็มที่ผ่านกระบวนการ "แม็ทชิ่ง + เซ็ตอัพ + ปรับจูน" โดยไม่มีอุปกรณ์เสริมจนลงตัวมากที่สุดแล้ว ผลที่เกิดขึ้นกับ "เสียง" ของซิสเต็มที่ได้จากการเพิ่มอุปกรณ์เสริมเข้าไปในระบบจะต้อง "ไม่เยอะ" แค่ "เล็กน้อย" ในแง่ "ปริมาณความแตกต่าง" แต่ถ้าอุปกรณ์เสริมตัวนั้นมีประสิทธิภาพจริงๆ ความแตกต่างที่น้อยในแง่ปริมาณนั้น จะส่งผลในระดับ “มหาศาล” ในแง่ของ "ความเป็นดนตรี (music appreciation) ..!!!

#ก่อนเสริมอุปกรณ์ต้องแม็ทชิ่งเซ็ตอัพและปรับจูนซิสเต็มโดยไม่มีอุปกรณ์เสริมก่อน
#วัดด้วยความเป็นดนตรีไม่ใช่ปริมาณเสียงที่เปลี่ยนไป
#อุปกรณ์เสริมต้องท๊อปอัพจากเสียงที่พื้นฐานดีอยู่แล้ว
ัวนี้ดีเดี๋ยวมีรีวิว

ภาค DAC ที่อยู่ในอินติเกรตแอมป์ ถือว่ามีคุณภาพระดับไหน.? “ดีพอที่จะใช้เป็นหลักได้" หรือเป็นแค่ "ของแถมที่มีไว้ให้ใช้แก้ข...
09/09/2026

ภาค DAC ที่อยู่ในอินติเกรตแอมป์ ถือว่ามีคุณภาพระดับไหน.? “ดีพอที่จะใช้เป็นหลักได้" หรือเป็นแค่ "ของแถมที่มีไว้ให้ใช้แก้ขัด"
----------
การฟีเจอริ่งกันระหว่าง ภาค “DAC” กับ "อินติเกรตแอมป์" มีอยู่ 2 ลักษณะ ลักษณะแรกคือ ภาค DAC ที่ฝังในตัวอินติเกรตแอมป์สำเร็จมาจากโรงงาน กับลักษณะที่สองคือ อินติเกรตแอมป์ที่ออกแบบโดยเว้นพื้นที่ภายในเอาไว้ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเพิ่มเติมภาค DAC เข้ามาเป็นอ๊อปชั่นได้ภายหลัง ซึ่งโดยมากมักจะทำเป็นบอร์ด DAC ที่มีให้เลือกหลายระดับ ทั้งนี้ก็เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถอัพเกรดคุณภาพของภาค DAC ได้ ยกตัวอย่างเช่น ระบบโมดูล่าร์ของแบรนด์ Linn นั่นเอง
ด้วยรูปแบบของการ "ฝัง" ภาค DAC เข้ามาในตัวอินติเกรตแอมป์นี่เองที่ทำให้บางคนมองว่าภาค DAC เป็นแค่ "ของแถม" ที่ผู้ผลิตแอมป์ใส่มาให้เพื่อเพิ่มมูลค่าของอินติกรตแอมป์ หวังว่าจะทำให้ขายอินติเกรตแอมป์ได้ง่ายขึ้น
พอมองว่าเป็น "ของแถม" ก็เลยไม่มั่นใจว่ามันจะมี "คุณภาพเสียง" อยู่ในระดับที่ "ดีพอ" ที่จะเอามาใช้เป็นแหล่งต้นทางหลักของระบบ digital ในซิสเต็มได้มั้ย.? หรือควรจะซื้อ DAC ที่แยกภายนอกมาเสริมดีกว่า.?
จากประสบการณ์ที่ได้มีโอกาสทดสอบอินติเกรตแอมป์ที่มีภาค DAC ในตัวมาแล้วหลายตัว ผมการันตีให้ได้เลยว่า ภาค DAC ที่ติดตั้งมาในตัวอินติเกรตแอมป์ที่มีราคาตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป ไม่ใช่ "ของแถม" ที่ผู้ผลิตซี้ซั้วจับยัดมาให้อย่างแน่นอน เพราะหลังจากผมทำการทดสอบประสิทธิภาพของภาค DAC เหล่านั้นอย่างละเอียดแล้ว ผมพบว่า ภาค DAC ในตัวอินติเกรตแอมป์เหล่านั้นมันให้ "คุณภาพเสียง" ออกมาอยู่ในระดับที่ "สูงกว่า" ค่าตัวของมันทั้งสิ้น บางตัวนั้นให้คุณภาพเสียงที่ดีมากเกินกว่าราคาค่าตัวของมันซะอีก.!!!
เรื่องนี้ไม่ได้ซี้ซั้วสรุป แต่มันมีเหตุผลรองรับอยู่ 2 – 3 ข้อที่ทำให้ฟังดูเมคเซ้นต์
เหตุผลข้อแรก - ต้นทุน
-----
ภาค DAC ที่ใส่มาในอินติเกรตแอมป์แต่ละตัวนั้น มันมีประสิทธิภาพไม่แพ้ หรืออาจจะสูงกว่าภาค DAC แบบแยกชิ้นซะอีก เหตุผลก็เพราะ การเอาวงจรการทำงานของภาค DAC เข้าไปฝังไว้ในตัวอินติเกรตแอมป์ทำให้ต้นทุนของภาค DAC ลดต่ำลง อย่างเช่น สามารถลดต้นทุนของตัวถังเครื่อง และต้นทุนของภาคจ่ายไฟลงไปได้เยอะ ด้วยเหตุนี้ ถ้าคำนวนแยกต้นทุนของแต่ละภาคในตัวอินติเกรตแอมป์ออกมาเป็นส่วนๆ สมมุติว่า ถ้าเราลองแบ่งต้นทุนของแต่ละภาคการทำงานของอินติเกรตแอมป์ที่มีภาค DAC ในตัวที่มีราคาตัวละ 60,000 บาท ออกมาเป็น 3 ส่วน คือ ภาคปรีแอมป์, ภาคเพาเวอร์แอมป์ และภาค DAC โดยเฉลี่ยให้อยู่ในระดับเดียวกัน ก็จะได้ต้นทุนของภาค DAC ออกมาเท่ากับ 20,000 บาท ซึ่งจะเห็นว่า งบประมาณแค่ 20,000 บาท ถือว่าต่ำมากถ้าจะหาซื้อภาค DAC แบบแยกชิ้นที่มีคุณภาพดี เพราะถ้าเอางบ 20,000 บาทไปผลิต DAC แบบแยกชิ้น คุณภาพของภาค DAC ที่ได้ก็คงจะสู้ภาค DAC ในตัวอินติเกรตแอมป์ราคา 60,000 บาทไม่ได้แน่ เพราะผู้ผลิตต้องเจียดงบบางส่วนจากสองหมื่นบาทไปให้กับตัวถัง และภาคจ่ายไฟ งบที่เหลือสำหรับการออกแบบวงจรบวกกับค่าชิป DAC ก็ไม่น่าจะมากพอสำหรับวัตถุดิบดีๆ
เหตุผลข้อที่สอง – ระดับคุณภาพของชิป DAC ที่ใช้
-----
เมื่อพูดถึงภาค DAC เรารู้กันอยู่แล้วว่า ชิป DAC ที่ใช้จะมีผลกับคุณภาพเสียงของภาค DAC ตัวนั้นมากกว่าส่วนประกอบอื่นๆ ถ้าคุณลองสำรวจชิป DAC ที่ใช้ในภาค DAC ที่อยู่ในอินติเกรตแอมป์ในระดับราคา 50,000 - 60,000 บาท คุณจะพบว่า ภาค DAC ในตัวอินติเกรตแอมป์เหล่านั้นล้วนแต่ใช้ชิป DAC เบอร์ดังๆ ที่ใช้อยู่ในภาค DAC แบบแยกชิ้นที่มีราคาพอๆ กับตัวอินติเกรตแอมป์ทั้งนั้น ถ้าผู้ผลิตแอมป์ตั้งใจใส่ภาค DAC มาให้แค่เป็นของแถม เขาไม่จำเป็นต้องใช้ชิป DAC เบอร์สูงๆ ก็ได้ พูดง่ายๆ คือ แม้แต่ภาค DAC แบบแยกชิ้นที่มีราคา 50,000 – 60,000 บาท ก็ใช้ชิป DAC เบอร์เดียวกัน หรือใกล้เคียงกันกับชิป DAC ที่ใช้ในอินติเกรตแอมป์ แสดงถึงสมรรถนะเริ่มต้นที่ไม่ต่างกัน ยกเว้น ภาค DAC แบบแยกชิ้นที่มีราคาสูงกว่า 50,000 – 60,000 บาทขึ้นไป ที่มีการออกแบบภาคจ่ายไฟที่ดีกว่า หรือมีภาคอะนาลอกเอ๊าต์พุตที่ดีกว่า หรือมีภาค clock ที่ดีกว่า ถึงจะข้ามภาค DAC ในตัวอินติเกรตแอมป์ไปได้ (*ผมเคยใช้ ext.DAC ที่ประเมินราคาแล้วพอๆ กับภาค DAC ในตัวอินติเกรตแอมป์มาทดลองฟังโดยเอาเอ๊าต์พุตอะนาลอกของ ext.DAC ตัวนั้นไปเข้าที่อินพุตอะนาลอกของอินติเกรตแอมป์แล้วเทียบกัน พบว่า เสียงจากภาค DAC ในตัวอินติเกรตแอมป์คุณภาพดีกว่ามาก.!)
เหตุผลข้อที่สาม – เป็นเรื่องของการแม็ทชิ่ง และปรับจูน
-----
แน่นอนว่า การเอาภาค DAC เข้ามาอยู่ในตัวอินติเกรตแอมป์ตั้งแต่แรก โดยนับว่าภาค DAC เป็นส่วนหนึ่งของตัวอินติเกรตแอมป์ตัวนั้น ย่อมทำให้ผู้ออกแบบสามารถปรับจูนการทำงานภาคอะนาลอก เอ๊าต์พุตของอินติเกรตแอมป์ตัวนั้นให้ "แม็ทชิ่ง" กับสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตที่ออกมาจากภาค DAC ในตัวมันได้อย่างลงตัวกันได้มากกว่า ซึ่งก็คือผลลัพธ์ทางเสียงที่ดีที่สุดเท่าที่ภาค DAC ในตัวอินติเกรตแอมป์ตัวนั้นจะสามารถให้ได้..
ถ้าคุณมีโอกาสได้ทำการ "แม็ทชิ่ง + เซ็ตอัพ + ปรับจูน" ภาค DAC ในตัวอินติเกรตแอมป์อย่างเต็มที่ ด้วยการหาอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ทำหน้าที่เป็น "ทรานสปอร์ต" ที่มีคุณภาพดีหน่อย อย่างเช่นตัวสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ตที่สามารถส่งสัญญาณดิจิตัลเข้ามาใช้บริการของภาค DAC ในตัวอินติเกรตแอมป์ และหาสายเชื่อมต่อระหว่างตัวสตรีมมิ่ง สปอร์ตกับภาค DAC ในตัวอินติเกรตแอมป์ผ่านขั้วต่อที่มีประสิทธิภาพในการรองรับสัญญาณสูงๆ เท่าที่อินติเกรตแอมป์ตัวนั้นมีมาให้ อย่างเช่น อินพุต Ethernet หรืออินพุต USB คุณก็จะได้เห็นถึงศักยภาพที่แท้จริงของภาค DAC ในตัวอินติเกรตแอมป์ตัวนั้นอย่างชัดเจน ซึ่งเชื่อว่า มันน่าจะทำให้คุณรู้สึกประหลาดใจกับผลลัพธ์ที่ดีกว่าที่คาดคิดไว้..

#มีของดีอยู่กับตัวอย่าเพิ่งมองข้ามไป
#ถ้าจะอัพDACภายนอกให้เริ่มต้นกับextDACที่มีราคาพอๆกับตัวอินติเกรตแอมป์ขึ้นไป

08/09/2026
07/09/2026

กระทู้นี้เคยโพสต์ให้เพื่อนๆ ช่วยแสดงความคิดเห็นกันไปแล้ว เผอิญว่ามีเพื่อนสมาชิกทักมาคุยกันเรื่องนี้อีกครั้ง คือเขาอยากรู้มุมมองของผมเกี่ยวกับเรื่องนี้ เลยอัดคลิปมาคุยกัน.. ซึ่งเรื่องแบบนี้ถูก-ผิดไม่มีอยู่แล้ว ถือว่าเป็นมุมมองเฉพาะตัวของผมก็แล้วกัน..

ถ้าสามารถหลอมรวม "โลก" ทั้ง 2 ใบ เข้าด้วยกันได้ จะสมบูรณ์แบบ..!!!----------คนเล่นเครื่องเสียงอย่างเราๆ เป็นคนที่มีโลก 2 ...
07/09/2026

ถ้าสามารถหลอมรวม "โลก" ทั้ง 2 ใบ เข้าด้วยกันได้ จะสมบูรณ์แบบ..!!!
----------
คนเล่นเครื่องเสียงอย่างเราๆ เป็นคนที่มีโลก 2 ใบ เพราะ "เครื่องเสียง" เป็นงานอดิเรกที่มีทั้งโลกของ "ศาสตร์" ที่ผสมรวมกันอยู่มากถึง 5 แขนงหลักๆ ได้แก่ Electric (ไฟฟ้า), Electronic (อิเล็กทรอนิคส์), Physic (ฟิสิกส์), Acoustic (อะคูสติก) และ Computer & Network (คอมพิวเตอร์+เน็ทเวิร์ค) กับโลกอีกใบนั่นคือโลกของ "ศิลป์" คือ Music (เพลงและความเป็นดนตรี)
นั่นทำให้การเล่นเครื่องเสียงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องและน่าพอใจจริงๆ นั้น เราจำเป็นต้องศึกษาโลกทั้งสองใบนี้ให้เข้าใจอย่างกระจ่างชัดซะก่อน..
แต่เชื่อว่า คงจะไม่มีใครที่ได้เรียนศาสตร์ทั้ง 5 แขนงข้างต้นมาจนครบก่อนที่จะมาเล่นเครื่องเสียงอย่างแน่นอน แม้อาจจะมีบ้างบางคนที่เรียนจบมาแขนงใดแขนงหนึ่ง แต่การนำความรู้นั้นมาใช้ตรงๆ กับเครื่องเสียงก็อาจจะไม่ได้ผล เพราะศาสตร์ที่เราเรียนมาอาจจะไม่ได้ครอบคลุมถึง "ผลกระทบ" ของศาสตร์ที่เรารู้เมื่อมันเข้ามาผสมกับศาสตร์อื่นที่เราไม่รู้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรียนทางด้านไฟฟ้ากำลังมาก่อน เราก็คงจะไม่เชื่อว่า ไฟ AC ที่เราใช้กับเครื่องเสียง ซึ่งก็เป็นไฟ AC เดียวกันกับที่เราใช้กับตู้เย็นและพัดลม มันจะส่งผลกับสัญญาณเสียงที่ออกมาจากชุดเครื่องเสียงได้ แต่จนถึงวันนี้ เรื่องนี้ก็ทำให้คนจำนวนไม่น้อยที่มีความรู้ทางไฟฟ้าและเริ่มต้นด้วยความไม่เชื่อ กลายเป็นคนที่บ้าคลั่งกับการเล่นสายไฟเอซีไปเลย.!!!
ไม่ว่าคุณจะได้ความรู้ในศาสตร์ทั้ง 5 แขนงมาด้วยวิธีไหน (เรียนมา หรือถามอากู๋มา) วิถีที่ทำให้การเล่นเครื่องเสียงมี "จุดสมดุล" ระหว่างศาสตร์ + ศิลป์ที่ลงตัว ก็คือคุณต้องเอาความรู้ที่ได้จากศาสตร์ทั้ง 5 มาใช้กับชุดเครื่องเสียง แล้วพยายามมองหา "ความสัมพันธ์" ซึ่งกันและกันให้ได้ ต้องพยายามทำให้ส่วนที่เป็น "ศาสตร์" มันไปสะท้อนส่วนที่เป็น "ศิลป์" ออกมาให้ได้ ต้องไม่แยกกันอยู่ ต้องประสานเป็นหนึ่งเดียวกัน ด้วยการไม่ยึดติดกับ "ศาสตร์" แขนงใดแขนงหนึ่งมากเกินไป คือไม่ว่าศาตร์แขนงใดที่ในทางทฤษฎีดู (เหมือน) ว่า (น่าจะ) ดี แต่ถ้านำมาใช้กับเครื่องเสียงแล้วทำให้เสียงแย่ลง ความเป็นดนตรีเสียหายไป ก็ต้องยอมปลดศาสตร์นั้นออกไปจากชุดเครื่องเสียง โดยไม่ต้องสนใจว่าจะต้องอธิบายใดๆ เอา "เสียง + ความเป็นดนตรี" เป็นหลักเท่านั้น
การที่จะทำให้บรรลุถึง "จุดสมดุล" ระหว่าง "ศาสตร์ทั้ง 5" กับ "ศิลป์" ได้ คือต้องไม่มุ่งแต่ค้นหาศาสตร์ต่างๆ มาใช้กับชุดเครื่องเสียงเท่านั้น แต่ต้องไม่ลืมฝึกฝนการฟังที่ทำให้สามารถเข้าถึง "อารมณ์" ของเพลงและความเป็นดนตรีไปพร้อมๆ กันด้วย ต้องฝึกฟังจับอารมณ์ของเพลงให้ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก เพราะ "อารมณ์" ของเพลง จะเป็น "ตัวชี้วัด" ถึงความสำเร็จที่คุณได้รับจากการเล่นเครื่องเสียงอย่างแท้จริง ทุกครั้งที่คุณนำเอา "ศาสตร์" แขนงใดก็ตามเข้ามาใช้ในการอัพเกรดชุดเครื่องเสียง คุณต้องใช้ "ศิลป์" ที่สัมผัสผ่าน "อารมณ์" และความเป็นดนตรีของเพลงเป็นตัวตัดสินเสมอ ต้องระลึกไว้เสมอว่า ต่อให้ "ศาสตร์" นั้นจะดูว่าดีเยี่ยมเหมือนส่งมาจากสวรรค์ แต่ถ้านำมาใช้กับชุดเครื่องเสียงแล้วทำให้ "อารมณ์" และ "ความเป็นดนตรี" ของเพลงแย่ลง ศาสตร์นั้นก็ไร้ประโยชน์สำหรับการเล่นเครื่องเสียง..

#นักเล่นเครื่องเสียงกับโลกสองใบ
#ความรู้ทางศาสตร์แค่อ่านให้เยอะ
#แต่ความสามารถเข้าถึงอารมณ์และความเป็นดนตรีของเพลงต้องฝึกฟังเยอะๆ

ทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ "เพลง" และ "เครื่องเสียง" งดงามเสมอ..!!!
06/09/2026

ทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ "เพลง" และ "เครื่องเสียง" งดงามเสมอ..!!!

06/09/2026

อินติเกรตแอมป์ระดับ mid-end หรือระดับกลางสูง ที่มีราคาตัวละไม่เกินหนึ่งแสนบาท ที่มีอยู่ในตลาดเครื่องเสียง ส่วนใหญ่จะตอบสนองความถี่อยู่ที่ 20Hz – 20kHz หรือบางตัวก็อาจจะไปได้กว้างกว่านั้นอีกหน่อย แต่อินติเกรตแอมป์ของ Onkyo รุ่น ICON A-50 ตัวนี้สามารถตอบสนองความถี่ได้กว้างมากๆ นั่นคือตั้งแต่ 10Hz – 100kHz ..!!!
คนออกแบบเขาทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร.? การทำให้ภาคขยายของแอมป์สามารถตอบสนองความถี่ได้กว้างๆ มีข้อดีอย่างไร.? ไปฟังคำเฉลยในคลิปกันเลย..

JBL ‘Summit Everest’ คู่นี้, ถ้าผ่านกระบวนการ "แม็ทชิ่ง+เซ็ตอัพ+ปรับจูน" จนลงตัวแล้ว เสียงมันจะอะร้าอร่ามขนาดไหนกันน้อ.....
05/09/2026

JBL ‘Summit Everest’ คู่นี้, ถ้าผ่านกระบวนการ "แม็ทชิ่ง+เซ็ตอัพ+ปรับจูน" จนลงตัวแล้ว เสียงมันจะอะร้าอร่ามขนาดไหนกันน้อ..??
----------
เวลาไปเดินชมเครื่องเสียงในงานโชว์เครื่องเสียง ผมจะมีความรู้สึกคล้ายเชฟไปเดินตลาดตอนเช้า สายตาจะสอดส่ายมองหา "วัตถุดิบ" ที่น่าสนใจ เมื่อพบเจอกับวัตถุดิบที่มีความสด คุณภาพดี ก็จะนึกถึงว่าน่าจะเอามันไปปรุงแบบไหน ต้ม ผัด หรือย่าง ถึงจะได้รสชาติออกมาดีเยี่ยมสมกับคุณภาพของวัตถุดิบนั้น
อุปกรณ์เครื่องเสียงที่ผู้นำเข้าเอามาโชว์ตัวในงานก็คือวัตถุดิบ ผู้ชมซึ่งเป็นนักเล่นเครื่องเสียงอย่างเราก็เหมือนเชฟที่ออกไปเดินชมเครื่องเสียงเหล่านั้น ได้ยินได้ฟังได้เห็นตัวเป็นๆ ของอุปกรณ์เครื่องเสียงตัวไหนที่สะดุดตา ในใจก็จะนึกถึงแต่ว่า ถ้าเครื่องเสียงชิ้นนั้นถูกนำไปปรุงด้วยกระบวนการ "แม็ทชิ่ง+เซ็ตอัพ+ปรับจูน" ให้ลงตัวมากที่สุดแล้ว เสียงของมันจะออกมายอดเยี่ยมขนาดไหน.?
ในงาน BAV ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสเข้าไปร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวลำโพง JBL ซีรี่ย์ Summit ซึ่งเป็นซีรี่ย์ใหม่ล่าสุด และได้ลองฟังเสียงของรุ่นใหญ่สุดคือ Summit Everest ด้วย ประจวบกับได้อ่านสเปคฯ และแนวทางออกแบบของลำโพงรุ่นนี้ด้วยแล้ว ในใจนั้นอยากจะจับมา "ปรุง" ซะเหลือเกิน.. เพราะดูจากแนวทางการออกแบบ และดูจากสเปคฯ ของลำโพงคู่นี้แล้ว ถ้านำมาผ่านขั้นตอน "แม็ทชิ่ง+เซ็ตอัพ+ปรับจูน" ให้ลงตัวจริงๆ แล้ว เสียงของมันน่าจะอะเมซิ่งมาก.!!
เพราะไม่ว่าจะเป็นไดเวอร์ที่ใช้, ตัวตู้ที่ใช้, ไปจนถึงวงจรเน็ทเวิร์คที่ออกแบบมาด้วยแนวคิดใหม่ที่ปรับลดความต้านทานของวงจรอิเล็กทรอนิคส์ที่เป็นพาสซีฟออกไปจากทางเดินสัญญาณให้มากที่สุด จุดประสงค์ก็เพื่อให้พลังงานเสียงจากเพาเวอร์แอมป์ถูกส่งผ่านไปถึงไดเวอร์บนตัวลำโพงได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และคุณลองคิดดูซิว่า วูฟเฟอร์ขับทุ้มขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 15 นิ้ว ทั้ง 4 ตัว ที่ติดตั้งอยู่บนลำโพงทั้งสองข้างมันจะให้เสียงทุ้มที่น่าประหวั่นพรั่นพรึงขนาดไหน และดูจากลักษณะการจัดวางไดเวอร์ของลำโพงทั้งสองข้างแล้ว ผมจินตนาการไปไกลเลยว่า ถ้าเซ็ตอัพตำแหน่งซ้าย-ขวาให้ลงตัวเป๊ะๆ ผมน่าจะสัมผัสได้ถึงลักษณะของเสียงที่แผ่ออกมาโอบล้อมไปทั้งห้อง เป็นประสบการณ์ immersive ที่ดีเลย ฟังเพลงสแตนดาร์ด แจ๊สเก่าๆ คงจะได้อารมณ์บวก energy เหมือนฟังวงเล่นสดอย่างแน่นอน.!!!
เป็นความฝันที่อยากให้เป็นจริงอย่างมาก.. ใครซื้อลำโพง JBL รุ่น Summit Everest ไปเล่น อยากได้เพื่อนไปช่วยเซ็ตอัพ+ปรับจูน กรุณาทักผมมาได้เลย อยู่ไกลแค่ไหนก็จะรีบไป..!!!

#ในฝัน

คนที่ชอบเล่น "ลำโพงวินเทจ" เขาพยายามมองหาอะไร.?----------เพลงที่เหมาะฟังกับ "ลำโพงวินเทจ" คือเพลงสแตนดาร์ดแจ๊สที่บันทึกเ...
04/09/2026

คนที่ชอบเล่น "ลำโพงวินเทจ" เขาพยายามมองหาอะไร.?
----------
เพลงที่เหมาะฟังกับ "ลำโพงวินเทจ" คือเพลงสแตนดาร์ดแจ๊สที่บันทึกเสียงอยู่ในช่วงปลายทศวรรษ 1950 ถึงช่วงกลางของทศวรรษ 1960 ซึ่งค่ายเพลงที่มีความโดดเด่นมากที่สุดในช่วงเวลานั้นก็คือค่ายเพลง Blue Note Records ว่ากันว่า งานเพลงที่ค่ายบลูโน๊ตทำออกมาในช่วงเวลานั้นมีความงดงามครบทุกองค์ประกอบ ไม่ว่าจะมองในแง่ของตัวเพลง, คุณภาพของงานบันทึกเสียง และการจัดทำอาร์ตเวิร์คของปกอัลบั้มที่ปั๊มออกมาเป็นแผ่นเสียง ล้วนมีคุณสมบัติเพียบพร้อมในการที่จะเรียกว่าเป็นงานศิลปะได้เต็มปากเต็มคำ
คนที่ค้นหาจนบรรลุพบ "โทนเสียง" ที่เป็นอัตลักษณ์ของค่าย Blue Note Records มาแล้ว จะจำได้ว่า เสียงดับเบิ้ลเบสกับเสียงเครื่องเป่าที่อวบใหญ่ มีมวลเนื้อที่อิ่มแน่น เสียงกระเดื่องกลองที่กระแทกกระทั้น แต่อิ่มหนา ฯลฯ เหล่านี้คืออัตลักษณ์เฉพาะตัวของเสียงเพลงแนวสแตนดาร์ด แจ๊สของค่าย Blue Note Records ซึ่งต้องเล่นบนซิสเต็มที่ใช้ลำโพงที่มีวูฟเฟอร์ขนาดใหญ่เท่านั้น ถึงจะได้เสียงของอะคูสติกเบสกับกระเดื่องกลองที่อวบหนา มีพละกำลังสะท้านสะเทือน และที่สำคัญคือ "สเกลเสียง" ของชิ้นดนตรีที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งยากที่วูฟเฟอร์ขนาด 5 – 6 นิ้วของลำโพงสมัยใหม่จะให้ออกมาได้
เมื่อมาถึงยุคสตรีมมิ่ง เพลงของค่าย Blue Note Records ก็ได้ถูกนำมาแปลงเป็นไฟล์ดิจิตัล ไฮเรซฯ ลงบน TIDAL ซึ่งในยุคแรกๆ นั้น ไฟล์เพลงที่ให้บริการสตรีมจาก TIDAL ยังไม่สามารถให้ "อัตลักษณ์" เฉพาะตัวที่เป็น signature sound ของค่าย Blue Note Records ออกมาได้ หลังจากนั้น ก็ได้เริ่มมีการทำ remastered งานเพลงยุค golden era ของค่าย Blue Note Records ออกมาเรื่อยๆ ซึ่งเวอร์ชั่นหลังๆ มีงานเพลงของค่าย Blue Note Records ที่รีมาสเตอร์ออกมาเป็นไฟล์ Hi-Res ที่ระดับ 24/192 หลายชุดที่ผมพบว่า มันเริ่มมีบุคลิกเสียงที่แสดงความเป็น Blue Note Style ออกมาให้ได้ยินมากขึ้น
ยกตัวอย่าง อัลบั้มชุด Midnight Blue ของมือกีต้าร์แจ๊สสัญชาติอเมริกัน Kenny Burrell ที่ผมเพิ่งจะเล่นจากสตรีมมิ่ง TIDAL โดยใช้ Innuos 'STREAM1 + LPS1' + ext.DAC ของ Ayre Acoustics รุ่น QB-9 Twenty ผ่านออกไปที่แอมป์กับลำโพงยุคใหม่ นั่นคืออินติเกรตแอมป์ของ Onkyo รุ่น ICON A-50 ขับลำโพง Audio Physic รุ่น Classic 8 แล้วได้เสียงออกมาในสไตล์ Blue Note Records เกือบ 100% (หลังจากทำไฟน์จูนซิสเต็มและตำแหน่งลำโพงแล้ว) ได้เสียงกีต้าร์ของเคนนี่ออกมากลมมน ลอยหลุดออกมาจากลำโพงซ้ายชัดๆ ได้เสียงแซ็กโซโฟนของ Stanley Turrentine ที่อวบใหญ่ ขาดก็แค่ sizing ของเสียงในย่านทุ้มคืออะคูสติกเบสกับกระเดื่องกลองที่ยังไม่ "ใหญ่" เหมือนตอนที่เคยฟังอัลบั้มนี้จากแผ่นเสียง + ซิสเต็มวินเทจที่ใช้ลำโพง JBL ที่ใช้วูฟเฟอร์ 12 นิ้ว (วูฟเฟอร์ของ Classic 8 แค่ 6.5 นิ้ว เท่านั้น!)
อัลบั้ม Midnight Blue ของ Kenny Burrell ชุดนี้เป็นเวอร์ชั่นที่รีมาสเตอร์ออกมาเมื่อปี 2012 ทางค่าย TIDAL นำเสนอออกมาเป็นไฟล์ FLAC 24/192 (ลิ้งค์ในคอมเม้นต์) ใครใช้ TIDAL อยู่แนะนำให้ทดลองฟัง แล้วให้สังเกตเสียงรูดอะคูสติกเบสในแทรคที่ 2 เพลง Mule ที่บันทึกมาในแชนเนลขวานั้น มันทั้งใหญ่ ลึก หนัก และแน่นมากๆ ซิสเต็มใครที่ใช้ลำโพงที่มีวูฟเฟอร์ขนาดใหญ่ 12 – 15 นิ้ว ถึงจะได้ยินเสียงอะคูสติกเบสในเพลงนี้ออกมา "ใกล้เคียง" ของจริง..!!! ซึ่งนี่แหละคือสิ่งที่คนเล่นลำโพงวินเทจตัวใหญ่ๆ เขาพยายามมองหากัน..
ลองเปิดฟังดูว่าซิสเต็มของคุณทำได้ดีแค่ไหน..??

#ชอบแจ๊สเก่าๆแนะนำให้ฟังยุคของBlueNoteRecords

มีคนสงสัยว่า ตอนนี้มีเพจทั้งไทยและเทศ ทำคอนเท็นต์แนวกระแนะกระแหน เสียดสี กลุ่มนักเล่นเครื่องเสียง ทำนองว่า มโนบ้าง หลงงม...
04/09/2026

มีคนสงสัยว่า ตอนนี้มีเพจทั้งไทยและเทศ ทำคอนเท็นต์แนวกระแนะกระแหน เสียดสี กลุ่มนักเล่นเครื่องเสียง ทำนองว่า มโนบ้าง หลงงมงายบ้าง บางทีก็ยกตัวอย่างเทคนิคและวิธีการเล่นที่นักเล่นเครื่องเสียงยุคก่อนๆ ปฏิบัติกันมาว่าเป็นเรื่องไร้สาระ บางทีก็ใช้คำเสียดสีผลิตภัณฑ์บางอย่าง โดยเฉพาะอุปกรณ์เสริมว่านักเล่นฯ ที่ซื้อมาใช้ทั้งๆ ที่ฟังไม่ออก ถูกหลอกบ้าง หลอกตัวเองบ้าง..
คือมีคนสงสัยว่าจริงๆ แล้ว กลุ่มคนที่ออกมาทำคอนเท็นต์ถากถางกลุ่มคนเล่นเครื่องเสียงนั้นเขาเป็นนักเล่นฯ หรือเปล่า.? ถ้าเป็นนักเล่นฯ ก็น่าสงสัยว่า สิ่งที่เขาได้ยินกับสิ่งที่คนเล่นยุคก่อนได้ยิน มันเป็น "สิ่งเดียวกัน" หรือเปล่า.? น่าสงสัยว่า ความคิดเห็นที่แตกต่างกันนั้น มันเกิดจากการ "ได้ยิน" ที่ไม่เหมือนกัน หรือเกิดจากอะไรกันแน่..??
อือมม.. เป็นเรื่องที่น่าคิด เพราะเราไม่รู้เลยว่า คนอื่นจะได้ยินแบบที่เราได้ยินรึเปล่า.? ต่อให้นั่งอยู่ต่อหน้าชุดเครื่องเสียงชุดเดียวกัน ฟังเพลงเดียวกัน คนสองคนอาจจะได้ยินต่างกันก็เป็นไปได้ บ้างก็อ้างถึงสรีระของหู บ้างก็อ้างถึงประสบการณ์ในการฟัง แต่จริงๆ แล้ว เราไม่รู้เลยว่า ตอนฟังเสียงจากชุดเครื่องเสียงนั้น คนอื่นๆ จะได้ยินเหมือนอย่างที่เราได้ยินรึเปล่า.?
ทำไมบางคนฟังแล้วสามารถแยกแยะออกมาได้เป็นฉากๆ ในขณะที่อีกคนฟังชุดเดียวกัน ในเวลาเดียวกัน แต่กลับบอกว่า "ฟังไม่ออก" ..!!! ไม่สามารถแยกแยะรายละเอียดของเสียงออกมาได้.. ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น หรือว่าคนที่ฟังแล้วแยกแยะรายละเอียดได้เขาคิดไปเอง.? มโนสร้างเรื่องขึ้นมา..?? หรือ "การฟังออก" เป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นเอง ต้องผ่านการฝึกฝนที่มากพอจึงจะสามารถฟังแล้วแยกแยะรายละเอียดออกมาได้..???

#เราไม่รู้เลยว่าเขาได้ยินอะไร

ที่อยู่

199/235 หมู่บ้านศุภาลัย การ์เด้นวิลล์ กรุงเทพ-ปทุมธานี
Pathum Thani
12000

เบอร์โทรศัพท์

+66992347887

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Thanee Modsangaผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Thanee Modsanga:

ทางลัด

แชร์

ประเภท