Anansap Service สินเชื่ออันดับ 1 ที่คนไทยไว้ใจที่สุด
ยินดีให้บริการ สินเชื่อฉุกเฉิน
-ติดแบล็คลิสต์ บูโร ก็กู้ได้
-เอกสารไม่ยุ่งยาก
082-198-9659 กันต์

11/06/2026

ตลาดปรับฐานแรง มิถุนายน 2026: โพยจัดหุ้นเป็นกลุ่ม เน้นคอขวด AI

Correction คือเวลาของการจัดลำดับ ไม่ใช่เวลาของความตื่นตระหนก

ตลาดเดือนมิถุนายนกลับมาปรับฐานแรงอีกครั้ง หุ้น AI หลายตัวเหวี่ยงหนัก แต่แทนที่จะตกใจขายทุกอย่าง สิ่งที่ควรทำคือถอยมาจัดลำดับว่าตัวไหนน่าซื้อ ตัวไหนควรรอ และตัวไหนควรหลบ รอบนี้เราเน้นหนักไปที่กลุ่มคอขวดของ AI เพราะเป็นจุดที่ของยังขาดจริงและกำไรจับต้องได้ นี่คือโพยจัดกลุ่มหุ้นออกเป็นห้ากลุ่มตามจังหวะและความเสี่ยง

🟢 ลุยได้เลย ของดีคอขวดที่ราคาน่าสนใจ

GOOGL เจ้าของ AI stack ทั้ง Gemini และ TPU ที่ลงน้อยกว่าตลาดในรอบนี้ valuation ยังไม่แพงเมื่อเทียบการเติบโต

NVDA คอขวดด้าน compute และหัวใจของ AI ทั้งระบบ ราคาย่อตามตลาดแต่พื้นฐานยังแรงและยืนแนวรับได้

AVGO คอขวดด้านชิป custom AI บวกธุรกิจเครือข่ายและซอฟต์แวร์ที่ปั๊มกระแสเงินสด มาร์จิ้นสูง

TSM คอขวดระดับรากฐานของการผลิตชิปที่ทุกคนต้องพึ่ง พื้นฐานแข็งแม้มีความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

VRT คอขวดด้านไฟและระบบระบายความร้อนของดาต้าเซ็นเตอร์ ขายทุกอย่างยกเว้น GPU กำไรจับต้องได้และมี backlog ชัด

🟡 ทยอยสะสม ของดีคอขวด แต่ผันผวนต้องใจเย็น

MU คอขวดด้านหน่วยความจำ HBM ที่ของขาด งบแรงมากแต่ Memory เป็นธุรกิจวงจรที่ผันผวนสูง

MRVL คอขวดด้าน custom silicon และเครือข่าย บวกธีมโฟโตนิกส์ ธุรกิจ AI กำลังเร่งตัวแต่กำไรรวมยังอยู่ระหว่างเปลี่ยนผ่าน

CRDO เกือบผูกขาดสายทองแดงความเร็วสูงในชั้นวาง มาร์จิ้นสูงมาก ราคาที่ย่อเปิดโอกาสเก็บของคุณภาพ

ASML ผู้ผูกขาดเครื่อง EUV ที่ขาดไม่ได้ในการผลิตชิปขั้นสูง เป็นของดีที่สะสมได้ระยะยาว

NBIS คลาวด์ AI รุ่นใหม่ที่ฐานะการเงินสะอาดที่สุดในกลุ่ม NeoCloud รายได้เร่งตัวเร็วและมี upside สูง

🟠 รอก่อน ดีแต่ยังไม่ใช่จังหวะ

MSFT ธุรกิจดีมากทั้ง Azure และ AI แต่ตลาดกำลังกังวลเรื่องงบลงทุน AI ที่สูง รอภาพชัดขึ้น

AMZN AWS แข็งแรงและมีชิป Trainium ของตัวเอง แต่ฝั่งค้าปลีกยังอ่อนไหวต่อเศรษฐกิจ

AAPL ระบบนิเวศแข็งแกร่งและลูกค้าเหนียวแน่น แต่การเติบโตยังช้า จึงยังไม่เร่งรีบ

PLTR ซอฟต์แวร์ AI ที่เติบโตแรง แต่ราคาแพงและอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนยังตึง

AMD ผู้ท้าชิงด้าน compute ที่มีโอกาส แต่ยังต้องพิสูจน์ว่าจะแย่งส่วนแบ่ง AI จากผู้นำได้จริงแค่ไหน

🔵 มองยาว คอขวดและธีมอนาคต เสี่ยงสูงรับได้ค่อยถือ

LITE คอขวดด้านออปติคอลที่ได้ธีม AI โดยตรง แต่ลูกค้ายังกระจุกตัวและธุรกิจมีลักษณะวัฏจักร

COHR ออปติคอลที่เติบโตแรงตามรอบ AI optical ต้องจับตาภาระหนี้และมาร์จิ้น

CRWV คลาวด์ AI สายพันธุ์แท้ที่คำสั่งซื้อล่วงหน้าล้นมือ แต่ต้องกู้และลงทุนหนัก เหวี่ยงแรงที่สุดในกลุ่ม

IREN สินทรัพย์จริงคือไฟฟ้าราคาถูก ซึ่งเป็นคอขวดด้านพลังงานของ AI กำลังพลิกสู่ศูนย์ข้อมูล AI

RKLB ธีมอวกาศที่เติบโต ผลประกอบการทำได้ตามแผน แต่ยังมีความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน

🔴 หนีไป ของเสี่ยงเกินจำเป็น

PLUG ธุรกิจไฮโดรเจนที่เผาเงินและเพิ่มทุนเจือจางต่อเนื่องมานาน ยังมองไม่เห็นเส้นทางสู่กำไรที่ชัดเจน

LCID ผู้ผลิต EV ที่เผาเงินหนักและห่างไกลจากการทำกำไร ต้องพึ่งการระดมทุนเป็นระยะ

FUBO ธุรกิจสตรีมมิ่งเฉพาะกลุ่มที่ยังขาดทุนและแข่งขันยากกับแพลตฟอร์มที่ใหญ่กว่า

CHPT ธุรกิจสถานีชาร์จ EV ที่เผาเงินและเผชิญการแข่งขันสูง ฐานะการเงินยังเปราะบาง

BYND รายได้หดตัวต่อเนื่องและยังมองไม่เห็นทางฟื้น เป็นธุรกิจที่ยังต้องพิสูจน์ว่าจะไปต่อได้

🎯 หลักการใช้โพยนี้

หลักง่าย ๆ คือ ของดีให้ทยอยซื้อ ของผันผวนให้รอจังหวะ และของเสี่ยงเกินจำเป็นให้หลบ รอบนี้เราให้น้ำหนักกลุ่มคอขวด AI เป็นพิเศษ เพราะเป็นจุดที่ดีมานด์ยังแข็งและกำไรจับต้องได้ แม้ราคาจะเหวี่ยงตามตลาด

สิ่งสำคัญที่ต้องจำคือ การปรับฐานไม่ใช่เวลาของความตื่นตระหนก แต่เป็นเวลาของการจัดลำดับ คนที่ใช้ช่วงนี้แยกแยะว่าอะไรคือของดีที่ราคาน่าสนใจ อะไรคือของดีที่ต้องรอ และอะไรคือของที่ควรปล่อยไป คือคนที่จะออกจากการปรับฐานด้วยพอร์ตที่แข็งแรงกว่าเดิม ไม่ใช่บอบช้ำกว่าเดิม

⚠️ Disclaimer: ข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรตัดสินใจด้วยตนเอง และยอมรับความเสี่ยงทุกกรณี

11/06/2026

#สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ขอรายงานข้อมูลราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์ม (สัปดาห์ที่ 24/2569)
วันพระที่ 8 มิถุนายน 2569

ราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์ทุกภูมิภาคมีการปรับตัวขยับขึ้นมาเข้าใกล้ต้นทุนการผลิต จากความต้องการบริโภคที่สูงขึ้น ประกอบกับการจัดการด้านผลผลิตที่มีการควบคุมอย่างต่อเนื่อง หลังผู้เลี้ยงสุกรขาดทุนมาเป็นระยะเวลานาน

การกลับมาของโรค PED หรือ "โรคท้องร่วงติดต่อในสุกร" ในบางพื้นที่กระทบจำนวนผลผลิต และกิจกรรมตัดวงจรการผลิตลูกสุกรทำหมูหันยังคงเป็นตัวดูดซับซัพพลาย ที่ยังคงเป็นกิจกรรมต่อเนื่องตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2569

ภาคตะวันตก 62-64
ภาคตะวันออก 64-68
ภาคอีสาน 68
ภาคเหนือ 68
ภาคใต้ 68

ลูกสุกรขุนเล็ก 1,400 บวก/ลบ 58

10/06/2026

หุ้นเบอร์ 1 ของแต่ละประเทศ ครองสัดส่วนตลาดหุ้น มากแค่ไหน ?

#ลงทุนแมน

10/06/2026

หมูสดปรับขึ้นราคา 5-10 บาท/กิโลกรัม

08/06/2026

หุ้นไทยเปิดตลาดวันนี้ ร่วง 17.72 จุด รับแรงกดดันกลุ่มเทคฯ
ความเคลื่อนไหว "หุ้นไทย" ภาคเช้า ณ วันที่ 8 มิ.ย.2569 ปรับลง 17.72 จุด หรือ 1.12% อยู่ที่ 1,564.88 จุด มูลค่าการซื้อขาย 8,865.27 ล้านบาท
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้คาดว่าแกว่งตัวลง ตามทิศทางตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้ที่ปรับตัวลงตามตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยคาดว่ายังคงมีแรงกดดันเข้ามาในหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งอิงกับ Sentiment ของหุ้นเทคโนโลยีต่างประเทศที่ถูกขายทำกำไรออกมา ทำให้ยังเป็นแรงกดดันต่อดัชนี
ขณะที่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐเดือนพ.ค.ที่รายงานออกมาเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมายังมีความแข็งแกร่ง สะท้อนภาพของเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังดี และยังส่งผลต่อทิศทางของเงินเฟ้อที่ยังสูง ทำให้ตลาดมีความกังวลเกี่ยวกับโอกาสในการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยได้ และทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (Bond Yield) พุ่งสูงขึ้น กดดันต่อตลาดหุ้น อีกทั้งยังมีความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา
มองกรอบวันนี้ แนวต้าน 1,600 จุด แนวรับ 1,565 จุด
อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1237447
#กรุงเทพธุรกิจ #กรุงเทพธุรกิจWealth #กรุงเทพธุรกิจFinance

08/06/2026

📈 #เจาะลึก! ทำไม "ราคาอาหารสัตว์" ถึงแพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง? 🐄🐖🐓
รู้หรือไม่? ต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์กว่า 80% มาจาก "วัตถุดิบ" หากราคาวัตถุดิบในตลาดผันผวนเพียงเล็กน้อย ก็จะส่งผลกระทบต่อกำไรขั้นต้น (Gross Margin) ของผู้ผลิตทันที! วันนี้เรามาแกะรอยสาเหตุและผลกระทบที่เกิดขึ้นกันครับ 👇

📊 #โครงสร้างต้นทุนหลักของการผลิตอาหารสัตว์ มีอะไรบ้าง?
🌽 แหล่งพลังงาน (50-60%): เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปลายข้าว มันสำปะหลัง (มักได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ ฤดูกาลเพาะปลูก และนโยบายคุมราคาในประเทศ)
🐟 แหล่งโปรตีน (20-30%): เช่น กากถั่วเหลือง (นำเข้าเกือบทั้งหมด) ปลาป่น กากเนื้อและกระดูกป่น (ต้นทุนอ่อนไหวต่อค่าเงินบาทและค่าระวางเรือ)
💊 สารเสริมและพรีมิกซ์ (3-5%): เช่น กรดอะมิโนสังเคราะห์ วิตามิน แร่ธาตุ ยาและวัคซีน (สัดส่วนน้อยแต่สำคัญมากต่อการกำหนดคุณภาพอาหารและประสิทธิภาพการแลกเนื้อ หรือ FCR)

🏭 #ต้นทุนดำเนินการ หรือ OPEX (10-15%): ครอบคลุมค่าใช้จ่ายโรงงาน ค่าไฟ น้ำมันเชื้อเพลิง โลจิสติกส์ และค่าแรงงาน
🚀 3 สาเหตุหลักที่ดันราคาอาหารสัตว์ในไทยให้พุ่งสูง
1️⃣ วิกฤตโลจิสติกส์โลกและราคาน้ำมัน: ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้ราคาน้ำมันและค่าระวางเรือ (Freight Rate) พุ่งสูงขึ้น ต้นทุนขนส่งข้ามทวีปจึงถูกบวกเข้าไปในราคากากถั่วเหลืองและข้าวสาลีนำเข้า
2️⃣ นโยบายแทรกแซงและปกป้องของรัฐ: ไทยต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ถึง 8 ล้านตัน/ปี แต่ผลิตได้จริงแค่ 5 ล้านตัน รัฐจึงมี "มาตรการ 3:1" (บังคับซื้อข้าวโพดในประเทศ 3 ส่วน ถึงจะได้รับสิทธิ์นำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน) ทำให้ผู้ผลิตขาดความยืดหยุ่นในการหาวัตถุดิบที่ถูกกว่า
3️⃣ กำแพงภาษีและค่าเงินบาท: วัตถุดิบนำเข้ามีภาระภาษี (เช่น กากถั่วเหลือง 2%) ซึ่งเป็นต้นทุนแฝง ประกอบกับเมื่อค่าเงินบาทอ่อนค่า ต้นทุนการนำเข้าก็ยิ่งพุ่งทะยานขึ้น 💸

⚠️ #ผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรม : 3 ความท้าทายสำคัญ
📉 ภาวะกำไรหดตัว (Margin Squeeze): โรงงานไม่สามารถผลักภาระต้นทุนให้ลูกค้าได้ทันที หากอาหารแพงเกินไป เกษตรกรก็จะลดการเลี้ยง ทำให้ยอดขายรวม (Volume) ลดลง
🧪 ความท้าทายในการจัดสูตรอาหาร (Least-Cost Formulation): ต้องพยายามหาวัตถุดิบทดแทนในท้องถิ่น แต่ก็ยังต้องรักษาค่า FCR และคุณภาพอาหารให้ได้ตามมาตรฐาน เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของแบรนด์
💰 การบริหารสภาพคล่องและเครดิต: ต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนสูงขึ้นเพื่อสต็อกวัตถุดิบราคาแพง และต้องดูแลเครดิตกับพาร์ทเนอร์อย่างระมัดระวัง เพื่อให้ระบบเดินหน้าต่อไปได้

💡 #สรุป: ราคาอาหารสัตว์ที่สูงขึ้นไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็น "ผลกระทบซ้อนทับของโรคระบาด/ขั้วอำนาจโลก + โครงสร้างภายในประเทศ" ผู้ประกอบการจึงต้องบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ จัดสูตรอาหารอย่างชาญฉลาด เพื่อพยุงอุตสาหกรรมและช่วยให้เกษตรกรไทยแข่งขันได้อย่างยั่งยืนครับ 🤝✨

APMFEEDANDSERVICE
เป็นกำลังใจให้พี่น้องเกษตรกรไทยผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปด้วยกันครับ✌️✌️

05/06/2026

#เกษตรกรเริ่มยิ้มออก… 😊🤔
🐷 #หมูหน้าฟาร์มจ่อปรับราคาขึ้น รับโครงการนายก 60/40
หลังจากที่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรต้องเผชิญกับภาวะราคาหน้าฟาร์มตกต่ำอย่างหนักมาตั้งแต่ช่วงต้นปี ล่าสุดทิศทางตลาดเริ่มมีสัญญาณบวกจากการเตรียมประกาศใช้ "โครงการ 60/40" ของนายกรัฐมนตรี ซึ่งการที่ราคาหมูหน้าฟาร์มเตรียมปรับตัวขึ้นรับนโยบายนี้ สามารถวิเคราะห์ผ่านกลไกทางเศรษฐศาสตร์และการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับชุมชนได้ดังนี้ครับ

1. #โครงการ 60/40: สารกระตุ้นชั้นดีสำหรับเศรษฐกิจฐานราก
กลไกการร่วมจ่าย (Co-pay) ที่รัฐช่วยออก 60% และประชาชนจ่ายเอง 40% (หรือในสัดส่วนที่กำหนด) ถือเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพในการดึงเม็ดเงินออกจากกระเป๋าประชาชน
ลดความลังเลในการใช้จ่าย: ในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง ประชาชนมักชะลอการซื้อสินค้าที่ราคาสูง แต่เมื่อมีรัฐช่วยจ่ายต้นทุนเกินครึ่ง สินค้าอุปโภคบริโภคโดยเฉพาะ "เนื้อสัตว์" ที่เป็นโปรตีนหลัก จะกลับมาเป็นที่ต้องการอย่างรวดเร็ว
กระจายเม็ดเงินสู่ชุมชนโดยตรง: หากโครงการเน้นให้ใช้จ่ายผ่านร้านค้ารายย่อย เม็ดเงินมหาศาลจะถูกอัดฉีดเข้าสู่เส้นเลือดฝอยของระบบเศรษฐกิจ เลี่ยงการกระจุกตัวอยู่ในห้างค้าปลีกขนาดใหญ่

2. #ผลลัพธ์โดยตรงต่อ "เขียงหมูสด" ในชุมชน
ร้านขายหมูในตลาดสดหรือเขียงหมูตามหมู่บ้าน จะเป็นจุดรับกระแสเงินสดที่ชัดเจนที่สุด:
ปริมาณการซื้อต่อหัว (Ticket Size) เพิ่มขึ้น: ลูกค้าที่เคยซื้อหมูแค่ขีดหรือครึ่งกิโลกรัมเพื่อประหยัด จะกล้าตัดสินใจซื้อเป็นกิโลกรัม หรือเลือกซื้อชิ้นส่วนที่มีราคาแพงขึ้น เช่น สามชั้น สันคอ หรือซี่โครงอ่อน เพราะรู้สึกว่า "จ่ายจริงในราคาที่ถูกลงมาก"
การหมุนเวียนของสินค้าเร็วขึ้น: เมื่อเขียงหมูขายสินค้าหมดไวขึ้น พ่อค้าแม่ค้าก็มีเงินสดไปหมุนรับหมูซีกจากโรงฆ่าสัตว์ในท้องถิ่นมาขายในวันถัดไปได้ทันที สร้างสภาพคล่องให้ตลาดสดกลับมาคึกคัก
ดึงกำลังซื้อกลับสู่ตลาดดั้งเดิม: โครงการของรัฐมักจูงใจให้คนเดินตลาดสดมากขึ้น ซึ่งช่วยสร้างผลพลอยได้ (Spillover Effect) ให้กับพ่อค้าแม่ค้าผัก เครื่องปรุง และสินค้าอื่นๆ ในตลาดเดียวกันด้วย

3. #เหตุใดหน้าฟาร์มจึงต้อง "จ่อปรับราคาขึ้น"?
การเตรียมปรับราคาของหน้าฟาร์มในช่วงเวลานี้ ไม่ใช่เพียงการฉวยโอกาสจากนโยบายรัฐ แต่เป็นการ "ปรับตัวเข้าสู่จุดสมดุลใหม่ (New Equilibrium)" หลังจากบอบช้ำมานาน:
การชดเชยภาวะขาดทุนสะสม: ตั้งแต่ต้นปี เกษตรกรรายย่อยต้องทนแบกรับต้นทุนอาหารสัตว์ที่สูงลิ่ว ผนวกกับปัญหาหมูเถื่อนที่ดัมพ์ราคาตลาดจนพังทลาย ทำให้หลายฟาร์มต้องยอมขายหมูแบบ "ขาดทุน" เพื่อระบายสต๊อก การที่ความต้องการ (Demand) กำลังจะพุ่งสูงขึ้นจากโครงการ 60/40 จึงเป็นจังหวะต่อลมหายใจให้ฟาร์มสามารถขยับราคาขึ้นมาอยู่ในจุดที่ "คุ้มทุน" หรือพอมีกำไรได้
กลไกอุปสงค์-อุปทานทำงานตามธรรมชาติ: โรงฆ่าสัตว์และผู้ค้าส่งคาดการณ์ล่วงหน้าแล้วว่า เขียงหมูจะสั่งออเดอร์เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด เมื่อความต้องการดึงตัวในขณะที่ปริมาณสุกรในระบบมีเท่าเดิม (หรือลดลงจากฟาร์มที่ปิดตัวไปก่อนหน้านี้) ราคาหน้าฟาร์มจึงต้องปรับขึ้นตามกลไกตลาด

#มุมมองเพิ่มเติม:
โครงการ 60/40 ของนายกฯ ถือเป็น "น้ำฝน" ที่ตกลงมาถูกที่ถูกเวลาสำหรับวงการปศุสัตว์ไทย ช่วยชีวิตตั้งแต่ต้นน้ำ (ฟาร์มหมู) กลางน้ำ (พ่อค้าส่ง/โรงฆ่า) ไปจนถึงปลายน้ำ (เขียงหมูและประชาชน) แต่ความท้าทายของภาครัฐคือการ "คุมกำเนิดเงินเฟ้อแฝง" เพื่อไม่ให้พ่อค้าคนกลางหรือเขียงหมูบางรายฉวยโอกาสอัปราคาขายปลีกแบบก้าวกระโดด จนผลประโยชน์จากเงินอุดหนุนของรัฐสูญเปล่าครับ

ทีมการตลาด APMFEEDANDSERVICE
เพจ อาหารสัตว์เอพีเอ็มภาคใต้

24/05/2026

แจก 4 วิธี คัดกรองหุ้นเติบโต หุ้นปันผล ท่ามกลางหุ้นหลาย 1,000 ตัว ในตลาด /โดย ลงทุนแมน
ตลาดหุ้นไทย มีบริษัทจดทะเบียนมากกว่า 900 แห่ง
ตลาดหุ้นฮ่องกง มีมากกว่า 2,600 แห่ง
ตลาดหุ้นจีน มีมากกว่า 5,300 แห่ง
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีมากกว่า 6,000 แห่ง

ตลาดหุ้น เต็มไปด้วยหุ้นจำนวนมากมาย หลายร้อย หลายพันตัว ที่นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนได้

แต่การมีหุ้นจำนวนมหาศาล ก็เป็นความยากของนักลงทุน เพราะคงไม่มีใครมีเวลามากพอที่จะสามารถศึกษาหุ้นทุกตัวได้
แต่ถึงจะมี การวิเคราะห์หุ้นทุกตัว ก็เป็นวิธีที่ไม่มีประสิทธิภาพ

ซึ่งยิ่งเป็นเรื่องท้าทายเข้าไปอีก ในการค้นหาหุ้นผู้ชนะ ที่มีธุรกิจแข็งแกร่ง จนสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนได้ในระยะยาว
เพราะหุ้นผู้ชนะ มีเพียงแค่หยิบมือเท่านั้น..

ซึ่งถ้านักลงทุน มีเครื่องมือหรือแนวทางที่เป็นระบบ มาช่วยแยกแยะเบื้องต้นว่า หุ้นตัวไหนมีศักยภาพ
ก็อาจจะทำให้เราคัดกรองหุ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

บทความนี้ ได้รวม 4 Framework ที่มีชื่อเสียง สำหรับใช้คัดกรองหุ้นเบื้องต้น
โดยแต่ละ Framework จะเหมาะกับการใช้หาหุ้นแต่ละประเภท

1. CANSLIM - สำหรับหุ้นเติบโต
2. Piotroski F-Score - สำหรับหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง
3. Magic Formula - สำหรับหุ้นคุณค่า
4. Dividend Growth Model - สำหรับหุ้นปันผล

1. CANSLIM : คัดกรองหุ้นเติบโต (Growth Stock)

CANSLIM เป็นกลยุทธ์ที่พัฒนาโดย William O'Neil ผู้ก่อตั้ง Investor's Business Daily โดยใช้ข้อมูลพื้นฐานและทางเทคนิค เพื่อค้นหาหุ้นที่มีแนวโน้มเติบโตสูง และเป็นผู้นำตลาด

CANSLIM เป็นอักษรย่อที่ประกอบไปด้วย 7 ปัจจัย

C (Current Quarterly Earnings) > กำไรต่อหุ้น (EPS) ไตรมาสล่าสุด ควรเติบโตมากกว่า 25% YoY
โดยกำไรที่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในไตรมาสล่าสุด ถือเป็นสัญญาณบวกที่บ่งบอกถึงแนวโน้มการเติบโตของบริษัท

A (Annual Earnings Growth) > กำไรสุทธิประจำปี ควรเติบโตขึ้นอย่างน้อย 25% ต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ปี
อีกทั้งอัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ควรอยู่ที่ 17% หรือมากกว่า

N (New Product or Service) > บริษัทมีการพัฒนาและสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง หรือมีโมเดลธุรกิจใหม่

S (Supply & Demand) > หุ้นมี Volume การซื้อขายสูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น หากมีปริมาณการซื้อขายสูง อาจเป็นสัญญาณว่า หุ้นกำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุน

L (Leader or Laggard ?) > หุ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม หรือมีส่วนแบ่งการตลาดสูงในอุตสาหกรรมนั้น ๆ

I (Institutional Sponsorship) > มีนักลงทุนสถาบัน เช่น กองทุนรวม หรือสถาบันการเงินขนาดใหญ่ เข้าลงทุน โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสล่าสุด เป็นสัญญาณที่อาจบอกได้ว่า หุ้นตัวนั้น ๆ มีความสามารถในการดำเนินธุรกิจระยะยาว

M (Market Direction) > ควรที่จะลงทุนในช่วงที่แนวโน้มตลาดโดยรวม อยู่ในช่วงขาขึ้น และหลีกเลี่ยงการลงทุนในช่วงตลาดขาลง

2. Piotroski F-Score : คัดกรองหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง

Piotroski F-Score ถูกคิดค้นโดย Joseph Piotroski ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยชิคาโก เพื่อช่วยนักลงทุนวิเคราะห์หุ้นพื้นฐานที่แข็งแกร่งผ่าน 9 ปัจจัยจากงบการเงิน ด้วยการให้คะแนนแต่ละข้อ ถ้าข้อไหนผ่านเกณฑ์ ก็จะได้ 1 คะแนน ถ้าไม่ผ่านให้ 0 คะแนน

ซึ่งหากหุ้นได้ 7-9 คะแนน แสดงว่ามีพื้นฐานดี

เกณฑ์ความสามารถในการทำกำไร
- อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) เป็นบวก ในปีปัจจุบัน
- ROA สูงขึ้นจากปีก่อน
- กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (CFO) เป็นบวก ในปีปัจจุบัน

เกณฑ์หนี้สิน สภาพคล่อง และแหล่งเงินทุน
- อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ลดลงจากปีก่อน
- อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน (Current Ratio) สูงขึ้นจากปีก่อน
- ไม่มีการเพิ่มทุน หรือไม่มีการออกหุ้นใหม่ ในปีที่ผ่านมา

เกณฑ์ประสิทธิภาพการดำเนินงาน
- อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) สูงขึ้นจากปีก่อน
- อัตราหมุนเวียนของสินทรัพย์ (Asset Turnover) เพิ่มขึ้นจากปีก่อน

ซึ่ง Piotroski F-Score จะใช้เพื่อช่วยคัดกรองหุ้นที่มีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง และช่วยนักลงทุนหลีกเลี่ยงหุ้นที่มีปัญหาทางการเงิน

3. Magic Formula : คัดกรองหุ้นคุณค่า (Value Stock)

Magic Formula ถูกคิดค้นโดย Joel Greenblatt นักลงทุนชื่อดัง และผู้เขียนหนังสือ The Little Book That Still Beats the Market

ใช้เพื่อตรวจหาหุ้นที่มีคุณภาพดีและราคาถูก โดยใช้ 2 ปัจจัยหลัก คือ อัตราส่วนผลตอบแทนของเงินลงทุน (ROIC) และอัตราผลตอบแทนจากกำไร (Earnings Yield)

ROIC สูง > สามารถสร้างผลตอบแทนจากเงินลงทุนได้ดี
สูตรคำนวณ ROIC = EBIT / (สินทรัพย์ถาวรสุทธิ + เงินทุนหมุนเวียน)

Earnings Yield สูง > หุ้นที่มีราคาถูกเมื่อเทียบกับกำไร
สูตรคำนวณ Earnings Yield = EBIT / Enterprise Value

โดย Enterprise Value หาได้จาก มูลค่าตลาด (Market Capitalization) + หนี้สินรวม - เงินสดรวม

สำหรับขั้นตอนการใช้ Magic Formula ในการลงทุน มีลำดับตามนี้

- กำหนดมูลค่าตลาดขั้นต่ำของหุ้นที่ต้องการลงทุน เช่น Market Capitalization มากกว่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- คัดกรองหุ้นที่ไม่ต้องการลงทุน เช่น ตัดหุ้นสาธารณูปโภค และกลุ่มการเงิน ออกจากรายการ
- คำนวณ Earnings Yield และ ROIC
- จัดอันดับบริษัทที่ผ่านเกณฑ์ โดยเรียงลำดับ Earnings Yield และ ROIC จากสูงไปต่ำ (หุ้นที่ได้อันดับ 1 คือหุ้นที่มีค่าสูงที่สุด)

- รวมลำดับของทั้งสองเกณฑ์เข้าด้วยกัน และเรียงลำดับหุ้นจากค่าน้อยไปหามาก (ยิ่งคะแนนรวมต่ำ ยิ่งดี)
- เลือกหุ้น 20-30 ตัว ที่ได้คะแนนสูงสุด
- จัดสรรเงินลงทุนให้แต่ละหุ้นเท่า ๆ กัน
- มีวินัยปรับพอร์ตทุกปี (ขายหุ้นที่ไม่ได้อยู่ในอันดับสูงแล้ว และซื้อหุ้นใหม่ที่เข้าเกณฑ์)

จุดเด่นของ Magic Formula คือเป็นกลยุทธ์ที่ใช้ข้อมูลเชิงตัวเลข ไม่มีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง
แต่มีจุดอ่อนคือ อาจไม่ได้ผลดีในช่วงเวลาสั้น ๆ และไม่สามารถใช้ได้กับหุ้นทุกประเภท เช่น หุ้นเติบโต หรือหุ้นเทคโนโลยีที่กำลังขาดทุน

4. Dividend Growth Model (DGM) : คัดกรองหุ้นปันผล

Dividend Growth Model ถูกพัฒนาจากแนวคิดของ Gordon Growth Model ซึ่งใช้คำนวณมูลค่าหุ้น จากการเติบโตของเงินปันผล

สูตรของ Gordon Growth Model คือ
ราคาหุ้น = เงินปันผลที่คาดว่าจะได้รับในปีหน้า / (อัตราผลตอบแทนที่นักลงทุนต้องการ - อัตราการเติบโตของเงินปันผล)

ส่วนแนวคิด Dividend Growth Model มองว่า หุ้นปันผลที่ดี ควรมีปัจจัยเหล่านี้

- อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ควรสูงกว่า อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล

- อัตราส่วนการจ่ายปันผล (Dividend Payout Ratio) ไม่ควรสูงเกินไป เช่น ต่ำกว่า 60%
เพราะถ้าสูงเกินไป หมายความว่าบริษัทจ่ายปันผลมากเกินไป และอาจไม่มีเงินเหลือสำหรับการลงทุนขยายธุรกิจ

- อัตราการเติบโตของเงินปันผล (Dividend Growth Rate) เงินปันผลควรเติบโตเฉลี่ย 5-10% ต่อปี

- กระแสเงินสดอิสระ (FCF) ควรเป็นบวก เพราะบ่งชี้ว่า บริษัทสามารถจ่ายเงินปันผลได้จริง โดยไม่ต้องกู้ยืมเงิน หรือใช้เงินสดสำรองมากเกินไป

- D/E Ratio ไม่ควรสูงเกินไป
เช่น ควรต่ำกว่า 1.0 สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ เพราะหากบริษัทมีหนี้สินสูงเกินไป อาจมีปัญหาในการจ่ายปันผลในระยะยาว

สรุปแล้ว Dividend Growth Model เหมาะกับนักลงทุน ที่ต้องการคัดกรองหาหุ้น ที่มีแนวโน้มจ่ายปันผลสม่ำเสมอ

อย่างไรก็ดี แนวคิดนี้จะไม่เหมาะกับหุ้นเติบโต เช่น หุ้นเทคโนโลยี ที่ไม่จ่ายปันผล หรือหุ้นวัฏจักร ที่จ่ายปันผลไม่สม่ำเสมอ

อีกทั้งวิธีนี้ก็มีข้อจำกัดเช่นเดียวกับวิธีอื่น ๆ ที่กล่าวมาทั้งหมด
เพราะทุกวิธี ทุกแนวคิด จะมีข้อดี ข้อเสียในตัวเอง

ดังนั้นในฐานะนักลงทุน ต้องใช้วิธีคัดกรองหุ้น ร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยอื่น ๆ ด้วย ทั้งเชิงคุณภาพ และเชิงปริมาณ เพื่อให้หุ้นที่เราจะเลือกเข้ามาในพอร์ต เป็นหุ้นที่มีศักยภาพ และสามารถสร้างผลตอบแทนที่ตอบโจทย์เรามากที่สุด

เพราะสุดท้ายแล้ว ในโลกที่มีหุ้นนับพัน นับหมื่นตัว
ไม่ใช่การแข่งขันว่าใครรู้จักหุ้นมากกว่า แต่คือการแข่งขันว่า ใครสามารถคัดเลือก “หุ้นที่ใช่” และตัดสิ่งที่ไม่ใช่ ได้อย่างเป็นระบบมากกว่า

—----------------------
4 Methods to Screen Growth and Dividend Stocks Amidst Thousands of Market Options /By Longtunman

The Thai stock market has over 900 listed companies. The Hong Kong stock market has more than 2,600. The Chinese stock market has more than 5,300. The US stock market has more than 6,000.

The stock market is filled with an immense number of stocks—hundreds or even thousands—for investors to choose from.

However, having a massive selection is a challenge for investors. No one has enough time to study every single stock, and even if they did, analyzing every one would be a highly inefficient approach.

It is even more challenging to find "winners"—businesses strong enough to generate great long-term returns—because these winners usually represent only a tiny fraction of the market.

If investors have systematic tools or frameworks to help with an initial screening of potential, it can make the selection process much more efficient.

This article compiles 4 famous frameworks for initial stock screening, each suited for finding different types of stocks:
1. CANSLIM – For Growth Stocks
2. Piotroski F-Score – For stocks with strong fundamentals
3. Magic Formula – For Value Stocks
4. Dividend Growth Model – For Dividend Stocks

1. CANSLIM: Screening for Growth Stocks

CANSLIM is a strategy developed by William O'Neil, founder of Investor's Business Daily. It uses both fundamental and technical data to find high-growth stocks that are market leaders.

CANSLIM is an acronym consisting of 7 factors:

C (Current Quarterly Earnings): Earnings Per Share (EPS) for the latest quarter should grow by more than 25% YoY. Accelerating profit growth in the recent quarter is a positive sign.

A (Annual Earnings Growth): Annual net profit should grow at least 25% consistently for at least 3 years. Additionally, Return on Equity (ROE) should be 17% or higher.

N (New Product or Service): The company continuously develops new innovations or has a new business model.

S (Supply & Demand): The stock shows increasing trading volume, especially when the price rises. High volume suggests the stock is gaining investor interest.

L (Leader or Laggard?): The stock should be an industry leader or hold a high market share in its sector.

I (Institutional Sponsorship): There is investment from institutional investors, such as mutual funds or large financial institutions. Recent institutional buying indicates confidence in long-term performance.

M (Market Direction): One should invest when the overall market trend is bullish and avoid investing during a downtrend.

2. Piotroski F-Score: Screening for Strong Fundamentals

The Piotroski F-Score was created by Joseph Piotroski, a professor at the University of Chicago. It helps analyze fundamental strength through 9 financial statement factors. Each passing criterion earns 1 point; otherwise, it gets 0.

A score of 7–9 indicates strong fundamentals.

Profitability Criteria:
- Positive Return on Assets (ROA) in the current year.
- ROA is higher than the previous year.
- Positive Cash Flow from Operations (CFO) in the current year.

Leverage, Liquidity, and Source of Funds:
- Decrease in Debt-to-Equity (D/E) ratio from the previous year.
- Increase in Current Ratio from the previous year.
- No new shares issued (no capital increase) in the past year.

Operating Efficiency:
- Higher Gross Margin compared to the previous year.
- Higher Asset Turnover compared to the previous year.

The Piotroski F-Score is used to screen for financially robust companies and helps investors avoid those with potential financial distress.

3. Magic Formula: Screening for Value Stocks

The Magic Formula was created by Joel Greenblatt, a famous investor and author of The Little Book That Still Beats the Market.

It is used to identify high-quality stocks at cheap prices using two main factors: Return on Invested Capital (ROIC) and Earnings Yield.

High ROIC: Indicates the ability to generate good returns from invested capital.
- ROIC = EBIT / (Net Fixed Assets + Working Capital)

High Earnings Yield: Indicates a stock is cheap relative to its earnings.
- EarningsYield = EBIT / Enterprise Value
- Enterprise Value = Market Cap + Total Debt − Total Cash

Steps for using the Magic Formula:
1. Set a minimum market cap (e.g., over $50 million).
2. Exclude specific sectors like utilities and financial groups.
3. Calculate Earnings Yield and ROIC.
4. Rank companies by Earnings Yield and ROIC from high to low (Rank 1 is the highest).

5. Combine the ranks of both criteria and sort from lowest to highest total (the lower the total score, the better).
6. Select the top 20–30 stocks.
7. Allocate capital equally to each stock.
8. Disciplined rebalancing once a year (sell those that drop in rank and buy new qualifiers).

The strength of the Magic Formula is its data-driven, emotionless approach. However, its weakness is that it may not perform well in the short term and isn't applicable to all types of stocks, such as loss-making growth or tech stocks.

4. Dividend Growth Model (DGM): Screening for Dividend Stocks
The Dividend Growth Model is derived from the Gordon Growth Model, used to calculate stock value based on dividend growth.

Gordon Growth Model formula: P = D1 ​/ (r − g)
(Where P = Stock price, D1​ = Expected dividend next year, r = Required rate of return, g = Dividend growth rate)

The Dividend Growth Model suggests a good dividend stock should have:
- Dividend Yield: Should be higher than government bond yields.
- Dividend Payout Ratio: Should not be too high (e.g., below 60%). If it's too high, the company might be overpaying and lack funds for expansion.
- Dividend Growth Rate: Dividends should grow by an average of 5–10% per year.

- Free Cash Flow (FCF): Should be positive, indicating the company can actually afford dividends without excessive borrowing.
- D/E Ratio: Should not be too high (e.g., below 1.0 for large firms), as high debt might jeopardize long-term dividend stability.

In summary, the Dividend Growth Model is ideal for investors seeking consistent dividend payers. However, it is not suitable for growth stocks (like non-dividend-paying tech) or cyclical stocks with inconsistent payouts.

Every method and framework mentioned has its own pros and cons. Therefore, as an investor, you should use these screening methods alongside other qualitative and quantitative analyses. This ensures the stocks you pick have the potential to meet your specific financial goals.

Ultimately, in a world with tens of thousands of stocks, it isn't a competition of who knows more stocks, but who can systematically select the "right" ones and filter out the rest.

03/07/2025

สินค้า SME ไทย 100 ล้าน ที่วางขายใน 7-Eleven

#ลงทุนแมน

03/02/2025

เปิด 10 บริษัท โกย ‘กำไร’ มากสุดในโลก ปี 2024
ทั้งปี 2567 ที่ผ่านมา บริษัทต่างๆ ที่อยู่ในรายชื่อ 500 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดของโลกในปีนี้ มีรายได้เพิ่มขึ้น 0.1% จากปีก่อนหน้า โดยมียอดรายได้รวมทำลายสถิติที่ 41 ล้านล้าน ซึ่งรายได้ของบริษัทที่ใหญ่ที่สุด 10 อันดับแรกของโลกมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 4.6 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี มากกว่า GDP ของประเทศต่างๆ เช่น ญี่ปุ่นและเยอรมนี
ส่วนบริษัทที่ทำกำไรมากที่สุดในโลกเป็นของ “ซาอุดีอารามโก” (Saudi Aramco) บริษัทน้ำมันแห่งชาติของซาอุดีอาราเบีย ซึ่งเป็นบริษัทที่สามารถทำกำไรได้มากที่สุดในโลกเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน อยู่ที่ 1.2 แสนล้านดอลลาร์
อ่าน: https://www.bangkokbiznews.com/world/1164455?anm=
#กรุงเทพธุรกิจ #กรุงเทพธุรกิจInfo #กรุงเทพธุรกิจBusiness

ที่อยู่

ซอย ลาดพร้าว 71 แขวง สะพานสอง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร
Phra Khanong
10310

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Anansap Serviceผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Anansap Service:

แชร์