08/05/2026
DB 504 ตายดีมีได้ ตายได้มีดี (8:15 นาที) - พระราชโพธิวิเทศ (หลวงพ่อปสันโน)
คำถาม : เรื่องของเจ ศิริพงษ์ บอกสอนอะไรเราบ้างเจ้าค่ะ
คำตอบ : อันนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว
ที่อาตมาอยู่กับคนไทยที่ถูกประหารชีวิตในคุก
ที่ซานแควนตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา
ส่วนหนึ่งที่สอนเรา สอนผู้อื่น
หรือเป็นตัวอย่างใหักับผู้อื่น
คือ ความมั่นคงในวาระสุดท้ายของการมีชีวิตอยู่
ได้มั่นคง ไม่หวั่นไหวต่อความตาย
เพราะรู้ว่าจะตายในเวลาไหน
ทางรัฐกำหนดเวลาไว้แล้ว และเจ้าหน้าที่ก็ได้พาไป
แต่อาตมาไม่ได้อยู่จนถึงวาระสุดท้าย
อยู่จนถึงเที่ยงคืน และเจ้าหน้าที่ได้พาเขาไปใน
ห้องประหารซึ่งอยู่ติดๆ กัน
เขาก็มั่นคง เยือกเย็นดี ไม่หวั่นไหว
แล้วเราได้อธิบายวิธีในการทำจิต
คือเราพูดตรงไปตรงมาว่า
เดี๋ยวเขา(เพชฌาต)จะมาและพาไป
แล้วรัดตัวในที่นอน แล้วจะเหยียดแขนเพื่อใช้ยาฉีด
พอเข้าไปแล้วต้องทำตัวให้สงบ คลี่คลาย
แล้วก็ไม่ต้องไปดูอะไรทั้งสิ้น
จะมีเจ้าหน้าที่ และก็มีคนอื่นๆ
ครอบครัวของเราก็มี ญาติของเราก็มี
เพื่อนของเราก็มี เพื่อนของคนที่ตายก็มี
มีคนต้องหลายคน
ไม่ต้องสนใจอะไรเลย เดี่ยวนี้เวลามีเหลือไม่เยอะแล้ว
ให้เน้นการทำจิตให้สงบ เขาก็ทำได้อย่างดี
อย่างช่วงสุดท้ายที่ได้คุยกัน
ผ่านลูกกรงที่อยู่ห้องขังคนละห้องที่อยู่ตรงข้ามกัน
และมีเจ้าหน้าที่ 3-4 คนที่ได้เฝ้าดูเราอยู่ตลอด
เราก็ไม่ได้สนใจอะไรเขา
และในที่สุดพวกเจ้าหน้าที่ก็เอ็นดูเรา
พอถึงเวลาเที่ยงคืน เจ้าหน้าที่ก็ได้พาเจไปห้องประหาร
เจ้าหน้าที่พาเจเดินออกจากห้องขัง
ผ่านอาตมาก็หยุด ยกมือไหว้
พูดว่า ลาก่อนครับ แล้วก็เข้าห้องประหาร
มั่นคงดี ไม่หวันไหว
พอตอนเช้า หลังจากถูกประหาร
เจ้าหน้าที่ก็เอาศพไปไหว้ด้านนอก
อาตมาก็ได้ไปกับญาติและเพื่อน
อาตมาก็ได้ขอให้เจ้าหน้าที่เปิด
Body Bag ซึ่งตามหลักจะไม่เปิด
แต่อาตมาก็ได้บอกให้เขาเปิด
เขาก็ได้ทำตาม
พอเปิดดู หน้าตาสงบ แจ่มใสดี
คือไปด้วยดี ไม่น่าเป็นห่วง
ก็ทำให้พี่สาวกับญาติๆ เพื่อสนิท
สบายใจว่า ไปด้วยดี
เรื่องของเจเป็นการแสดงออกถึง
ความสามารถในการถึงวาระสุดท้ายโดยไม่หวั่นไหวได้
เพราะว่าอย่างหนึ่งที่เขาเปิดเผยกับอาตมาว่า
พอถูกขังได้สัก 3-4 ปี (เจถูกขังมา 16 ปี ก่อนที่จะถูกประหาร)
และเกิดความรู้สึกว่า เดี่ยวนี้เรากำลังเป็นคนทุกข์มาก
อารมณ์และความรู้สึกพัวพันอยู่กับความเศร้าหมอง
ความโกรธ ความแค้น ความเสียใจ
แล้วถ้าหากว่า เราไม่ทำอะไรอย่างอื่น
ถ้าเรายังอยู่อย่างนี้
ตายไปก็เหมือนกับชีวิตไม่มีความหมาย
ตายอย่างคนเศร้าหมอง
ทำให้นึกถึงตอนที่เคยได้บวชชั่วคราว
ได้เคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับพุทธศาสนา
น่าจะได้กลับไปทบทวน
เพื่อทำให้ตัวเองมีหลักในจิตใจของตัวเอง
และถ้าเราสามารถเปลี่ยนจิตใจได้
ก็จะเป็นการใช้เวลาที่เหลือในทางที่ดี
เราจึงทุ่มเทเพื่อเปลี่ยนจิตของตัวเอง
พัฒนาจิตของตัวเอง ทั้งๆ ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อม
และสถาที่ที่ไม่ค่อยเกื้อกูลเท่าไหร่
แต่ว่าด้วยความมั่นใจและความตั้งใจ
สามารถที่จะทำได้
คิดดู พวกเราอะไรๆ ก็เกื้อกูลทั้งนั้น
น่าจะเอาเป็นแบบอย่างหน่อยนะ ...”
พระราชโพธิวิเทศ (หลวงพ่อปสันโน)
ณ บ้านบุญ ๑๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๖
#เรื่องของเจ #นักโทษประหารชีวิต #จิต #ทุกข์ #เศร้าหมอง #ธรรมะ #หลวงพ่อปสันโน
#พระราชโพธิวิเทศ