Pr Yala Public บริการข้อมูลข่าว

🩷“นิกร” รมว.พม. ลุยโคราช มอบสวัสดิการกลุ่มเปราะบาง ขับเคลื่อน พม. 8 ด้าน สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส📌วันที่ 5 กันยายน 2569 ...
05/09/2026

🩷“นิกร” รมว.พม. ลุยโคราช มอบสวัสดิการกลุ่มเปราะบาง ขับเคลื่อน พม. 8 ด้าน สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส

📌วันที่ 5 กันยายน 2569 นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อติดตามการดำเนินงานด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเป้าหมายทุกช่วงวัย ตามนโยบายกระทรวง พม. 8 ด้าน “สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน” พร้อมมอบสิทธิสวัสดิการสังคมและความช่วยเหลือตามภารกิจกระทรวง พม. ให้แก่กลุ่มเปราะบาง คนพิการ ผู้สูงอายุ และประชาชนที่ประสบปัญหาทางสังคมในพื้นที่

🚩การลงพื้นที่ครั้งนี้ รมว.พม. พร้อมคณะ ได้เดินทางไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ในจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ เวลา 09.00 น. ณ องค์การบริหารส่วนตำบลสารภี อำเภอหนองบุญมาก เวลา 10.45 น. ณ องค์การบริหารส่วนตำบลท่าลาดขาว อำเภอโชคชัย เวลา 13.00 น. ณ องค์การบริหารส่วนตำบลครบุรี อำเภอครบุรี และเวลา 14.45 น. ณ เทศบาลตำบลเสิงสาง อำเภอเสิงสาง เพื่อรับฟังปัญหา ติดตามการดำเนินงาน และส่งมอบความช่วยเหลือให้แก่ประชาชนในพื้นที่อย่างทั่วถึง

🩼🦯สำหรับการมอบสิทธิสวัสดิการสังคม ประกอบด้วย เงินสงเคราะห์ผู้ประสบปัญหาทางสังคมสำหรับกลุ่มเปราะบางและประชาชนที่ประสบปัญหาทางสังคมในพื้นที่ กายอุปกรณ์รถเข็นนั่งสำหรับคนพิการ บัตรประจำตัวคนพิการจากการประเมินความพิการจากปัจจัยทางสังคมหรือพฤติการณ์แวดล้อม เงินกู้ยืมเพื่อประกอบอาชีพสำหรับคนพิการและผู้ดูแลคนพิการ ตลอดจนเงินอุดหนุนโครงการปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยสำหรับคนพิการ และเงินอุดหนุนโครงการปรับสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกของผู้สูงอายุให้เหมาะสมและปลอดภัย รวมถึงเงินอุดหนุนศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน

😊การดำเนินงานดังกล่าวมุ่งให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการของภาครัฐได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม พร้อมส่งเสริมให้คนพิการและผู้ดูแลคนพิการมีโอกาสประกอบอาชีพ มีรายได้ และสามารถพึ่งพาตนเองได้ ขณะที่ผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางได้รับการดูแลและมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ปลอดภัย และเอื้อต่อการดำรงชีวิต

🗣️นายนิกร กล่าวว่า วันนี้ ตนได้นำคณะผู้บริหารกระทรวง พม. ที่ดูแลประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายมาร่วมลงพื้นที่ด้วยกัน เพื่อรับฟังปัญหาและความต้องการจากสภาพความเป็นจริง และนำไปพัฒนาและปรับปรุงการทำงานเชิงรุกของกระทรวง พม. ในระดับพื้นที่จังหวัด เพื่อให้กลุ่มเปราะบางและประชาชนที่ประสบปัญหาทางสังคมได้รับสิทธิสวัสดิการที่เหมาะสม ในการสร้างโอกาสการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ซึ่งกระทรวง พม. ได้ขับเคลื่อนนโยบาย พม. 8 ด้าน "สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน" โดยมุ่งเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้ให้" ไปสู่ "ผู้สร้างโอกาส" และเป็น "กำแพงพิงหลัง" ให้กับคนไทยทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็น เด็ก เยาวชน สตรี ครอบครัว ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาสในสังคม รวมถึงผู้มีรายได้น้อย อีกทั้งบูรณาการทำงานร่วมกับเครือข่ายท้องถิ่น และอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) เพื่อร่วมกันค้นหาและสำรวจครัวเรือนเปราะบางและประชาชนที่ประสบปัญหาทางสังคมในพื้นที่ พร้อมนำสิทธิสวัสดิการของรัฐเข้าถึงอย่างทั่วถึง

👉โอกาสนี้ นายบัลลังก์ ไวยท์ศิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวง พม. ทีมหน่วยงาน พม. จังหวัดนครราชสีมา ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้แทนเครือข่ายท้องถิ่น ร่วมลงพื้นที่ด้วย

#จังหวัดนครราชสีมา #นิกรโสมกลาง #กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ #พม

ภราดรเปิดเวที “เมืองเล็ก หัวใจสิงห์” ชวนแลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างอัตลักษณ์ท้องถิ่นวันที่ 5 กันยายน 2569 เวลา 17.30 น.นายภรา...
05/09/2026

ภราดรเปิดเวที “เมืองเล็ก หัวใจสิงห์” ชวนแลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างอัตลักษณ์ท้องถิ่น

วันที่ 5 กันยายน 2569 เวลา 17.30 น.นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเวทีเสวนา “เมืองเล็ก หัวใจสิงห์” ด้านการสื่อสารและการสร้างอัตลักษณ์ ณ ศาลากลางจังหวัดสิงห์บุรี ร.ศ.130 เพื่อรับฟังความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการสื่อสารยุคใหม่ ตลอดจนแนวทางการสร้างอัตลักษณ์ท้องถิ่นให้มีความโดดเด่นและเป็นที่จดจำ

โดยมีนายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี พร้อมด้วยนักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และประชาชน ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นการสื่อสาร การสร้างภาพลักษณ์ และแนวทางการพัฒนาจังหวัดอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ นายภราดร ปริศนานันทกุล มีบทบาทในการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน ซึ่งรวมถึงจังหวัดสิงห์บุรี โดยเวทีดังกล่าวมุ่งเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมสะท้อนความคิดเห็น เพื่อนำไปสู่การสื่อสารอัตลักษณ์ของจังหวัดสิงห์บุรีให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่และสร้างการรับรู้ในวงกว้างมากยิ่งขึ้น

🌏 เตรียมพร้อมทุกบทบาท เพื่อการเป็นเจ้าภาพที่น่าประทับใจภาพบรรยากาศการอบรมนิสิตนักศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติหน...
05/09/2026

🌏 เตรียมพร้อมทุกบทบาท เพื่อการเป็นเจ้าภาพที่น่าประทับใจ
ภาพบรรยากาศการอบรมนิสิตนักศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนการเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569
✨ ตั้งแต่การทำความรู้จัก IMF และ World Bank Group ความสำคัญของการประชุม บทบาทของประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพ ไปจนถึงมารยาทและพิธีการระหว่างประเทศ พร้อมทำความรู้จักทีมงานและภารกิจในแต่ละด้าน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลก
เพราะเบื้องหลังการเป็นเจ้าภาพที่ดี คือการเตรียมพร้อมในทุกรายละเอียด
แล้วพบกัน 12-18 ตุลาคม ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
🌏 Prepared to Be Exceptional Hosts
Behind the scenes at the training session for student volunteers supporting Thailand as host of the 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings.
✨ From exploring IMF and World Bank Group insights and the significance of the Annual Meetings and Thailand’s national role, to international etiquette and operational readiness—our volunteers are getting fully prepared to deliver a world-class welcome to global delegates.
Because great hospitality starts with attention to every detail.
See you on 12–18 October 2026 at the Queen Sirikit National Convention Center.

05/09/2026
รมช.เกษตรฯ “ปิยะรัฐชย์” ลุยแม่จัน รณรงค์กำจัดด้วงหนวดยาวเจาะต้นกาแฟ หลังเชียงรายเสียหายกว่า 7,600 ไร่ เตรียมปั้น “บ้านแส...
05/09/2026

รมช.เกษตรฯ “ปิยะรัฐชย์” ลุยแม่จัน รณรงค์กำจัดด้วงหนวดยาวเจาะต้นกาแฟ หลังเชียงรายเสียหายกว่า 7,600 ไร่ เตรียมปั้น “บ้านแสนใหม่” สู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร
วันที่ 5 กันยายน 2569 เวลา 14.00 น. นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ศัตรูพืชในสวนกาแฟ พร้อมเป็นประธานเปิดงาน “รณรงค์การป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวเจาะลำต้นกาแฟ” ณ ลานกิจกรรมบ้านแสนใหม่ หมู่ 19 ตำบลป่าตึง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย โดยมี นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น และเกษตรกรในพื้นที่เข้าร่วม
การจัดกิจกรรมครั้งนี้ สืบเนื่องจากเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิกาในจังหวัดเชียงราย กำลังประสบปัญหาการระบาดของด้วงหนวดยาวเจาะลำต้นกาแฟ ซึ่งเข้าทำลายต้นกาแฟจนยืนต้นตายและไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ โดยพบพื้นที่ได้รับผลกระทบและเสียหายรวม 7,643 ไร่ ขณะที่อำเภอแม่จันและอำเภอเมืองเชียงรายเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง รวมกว่า 2,000 ไร่ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลผลิตและรายได้ของเกษตรกร
กรมส่งเสริมการเกษตรจึงเร่งดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาการสะสมของศัตรูพืช โดยนำชีวภัณฑ์มาใช้ควบคู่กับการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน เพื่อลดและบรรเทาความเสียหาย พร้อมสร้างความรู้ความเข้าใจให้เกษตรกรสามารถเฝ้าระวัง ป้องกัน และกำจัดด้วงหนวดยาวได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และเหมาะสมกับสภาพพื้นที่
สำหรับกิจกรรมภายในงาน มีการถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับแนวทางป้องกันและกำจัดศัตรูพืช โดยเฉพาะการเตรียมรับมือศัตรูพืชที่อาจเพิ่มจำนวนขึ้นในฤดูกาลถัดไป รวมถึงการสาธิตและดำเนินการฉีดพ่นชีวภัณฑ์เชื้อราเมตาไรเซียม เพื่อควบคุมและทำลายด้วงหนวดยาวที่สะสมอยู่ในพื้นที่เสี่ยง โดยมุ่งให้เกษตรกรสามารถนำแนวทางดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในสวนกาแฟของตนเองได้จริง และลดการพึ่งพาสารเคมี
นางสาวปิยะรัฐชย์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มุ่งรณรงค์และสร้างความรู้ในการป้องกันด้วงหนวดยาวเจาะลำต้นกาแฟให้แก่เกษตรกร พร้อมยืนยันว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะไม่ละทิ้งพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ชายขอบ หากเกษตรกรมีปัญหาหรือความต้องการเพิ่มเติม สามารถสะท้อนมายังตนได้ และจะเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดำเนินการช่วยเหลือโดยเร็ว
พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังมีแนวคิดผลักดัน “บ้านแสนใหม่” ให้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแห่งใหม่ โดยนำศักยภาพด้านการปลูกกาแฟ วิถีชีวิต และอัตลักษณ์ของชุมชนมาต่อยอดเป็นกิจกรรมท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มช่องทางสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ควบคู่กับการพัฒนาภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน

05/09/2026
“สุดฤทัย”อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ชูบทบาท “นักเล่าเรื่อง” สร้างความเข้าใจ เชื่อมโยงผู้คน สู่ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันบนเวท...
05/09/2026

“สุดฤทัย”อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์
ชูบทบาท “นักเล่าเรื่อง” สร้างความเข้าใจ เชื่อมโยงผู้คน สู่ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันบนเวทีสื่อเอเชีย-แปซิฟิก ที่จีน

วันนี้ (5 กันยายน 2569) นางสุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เข้าร่วมการประชุมสื่อ Asia-Pacific Media Forum 2026 (APMF 2026) ณ นครเซินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน จัดโดยสำนักข่าวซินหัวและเครือข่ายพันธมิตร ภายใต้หัวข้อ “Building A Path to Shared Prosperity for the Asia-Pacific Community: Media Consensus and Action” หรือ “ปูทางสู่ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของประชาคมเอเชีย-แปซิฟิก: สานพลังสื่อ สู่ความร่วมมือเป็นหนึ่งเดียว”

พิธีเปิดได้รับเกียรติจากนายหลี่ เล่อเฉิง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นประธาน และนางสี ยั่นชวน รองประธานบริหาร​ สำนักข่าวซินหัว ในฐานะผู้แทนหน่วยงานเจ้าภาพร่วมกล่าวต้อนรับ

กิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์​ของผู้นำสื่อ ผู้บริหาร นักวิชาการ และสื่อมวลชนกว่า 300 คน จากกว่า 20 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก รวมถึงเขตเศรษฐกิจเอเปค ในช่วงที่นครเซินเจิ้นเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค APEC Shenzhen 2026 ในเดือนพฤศจิกายนนี้

อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวปาฐกถา หัวข้อ “Stories of Mutual Learning Among Civilizations (เรื่องราวแห่งการเรียนรู้ซึ่งกันและกันในอารยธรรมที่หลากหลาย)​”ระบุว่า การสร้างประชาคมเอเชีย-แปซิฟิกที่เจริญรุ่งเรืองร่วมกัน ไม่ได้เกิดจากการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัย ความเข้าใจซึ่งกันและกันและความเข้าใจข้ามวัฒนธรรม โดยสื่อมีบทบาทสำคัญยิ่งในการสร้างสะพานเชื่อมโยงผู้คนและสร้างความไว้วางใจระหว่างประเทศ​

“ พร้อมเน้นย้ำว่า สื่อยุคใหม่ต้องก้าวข้ามบทบาทของผู้ส่งสาร สู่การเป็น “นักเล่าเรื่อง” (Storytellers) ที่ถ่ายทอดความหลากหลายของแต่ละสังคม และนำเสียงที่แตกต่างมาสร้างความเข้าใจและความกลมกลืนบนพื้นฐานของ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเข้มแข็ง และความก้าวหน้าร่วมกัน โดยความร่วมมือและการผลิตเนื้อหาร่วมกันระหว่างสื่อของประเทศต่าง ๆ จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเข้าใจในภูมิภาค ”

นอกจากนี้ ไทยพร้อมสนับสนุนทิศทางของ APEC “China Year” ภายใต้ 3 เสาหลัก ได้แก่ การเปิดกว้าง นวัตกรรม​ และความร่วมมือ ควบคู่กับการส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นางสุดฤทัย ยังกล่าวถึงการที่ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF และ World Bank Group Annual Meetings 2026 ว่า ความมั่งคั่งและความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เสถียรภาพร่วมกัน และภูมิปัญญาของประชาชน พร้อมเรียกร้องให้ผู้นำสื่อร่วมกันสร้างเรื่องราวที่เชื่อมโยงผู้คน ยกระดับการนำเสนอข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และเปลี่ยนความแตกต่างให้เป็นจุดแข็งร่วมกัน เพื่อใช้พลังของสื่อในการให้ความรู้ สร้างภูมิปัญญา และขับเคลื่อนภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

/////

INSIGHT : ถึงเวลาแล้วหรือยัง? “ปรับระบบราชการ”จากระบบที่ซับซ้อน สู่รัฐที่คล่องตัว และประชาชนเข้าถึงง่ายการติดต่อราชการยั...
05/09/2026

INSIGHT : ถึงเวลาแล้วหรือยัง? “ปรับระบบราชการ”
จากระบบที่ซับซ้อน สู่รัฐที่คล่องตัว และประชาชนเข้าถึงง่าย

การติดต่อราชการยังคงเป็นประสบการณ์ที่คนไทยจำนวนไม่น้อยคุ้นเคยกับภาพของเอกสารจำนวนมาก ขั้นตอนหลายชั้น การต้องเดินทางไปติดต่อหลายหน่วยงาน หรือการรอคอยเพื่อให้เรื่องหนึ่งเดินหน้าไปถึงขั้นตอนถัดไป แม้โลกภายนอกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีทำให้ผู้คนสามารถทำธุรกรรมทางการเงิน ซื้อสินค้า ติดต่อสื่อสาร หรือเข้าถึงบริการต่าง ๆ ได้ภายในเวลาไม่กี่นาที แต่เมื่อเข้าสู่ระบบราชการ บางกระบวนการกลับยังต้องดำเนินไปตามรูปแบบเดิมที่ถูกออกแบบขึ้นในบริบทของอดีต

ปัญหานี้จึงอาจไม่ได้หมายความว่าข้าราชการทำงานไม่มีประสิทธิภาพ หากแต่สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของ “ระบบ” ที่ประกอบขึ้นจากกฎ ระเบียบ ขั้นตอน โครงสร้าง และวิธีการทำงานที่สะสมมาเป็นเวลานาน กฎหนึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาในช่วงเวลาหนึ่ง เมื่อเกิดปัญหาใหม่ก็มีการเพิ่มกฎหรือขั้นตอนเข้ามาอีกชั้นหนึ่ง ขณะเดียวกัน ขั้นตอนเดิมกลับไม่ได้ถูกยกเลิก เมื่อเวลาผ่านไป ระบบจึงมีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ จนบางครั้งสิ่งที่เคยถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันความผิดพลาด กลับกลายเป็นภาระที่ทำให้ทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชนต้องใช้เวลาและทรัพยากรมากขึ้น

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ทำอย่างไรให้ราชการทำงานเร็วขึ้น” แต่ต้องย้อนกลับไปถามว่า “กระบวนการที่มีอยู่จำเป็นทั้งหมดหรือไม่” เพราะหากขั้นตอนใดไม่จำเป็น ต่อให้ทำให้เร็วขึ้นก็ไม่ได้ช่วยลดภาระของประชาชนอย่างแท้จริง การปรับระบบราชการจึงต้องเริ่มจากการทบทวนสิ่งที่มีอยู่เดิม กล้าที่จะตัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ลดงานซ้ำซ้อน และออกแบบกระบวนการใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพสังคมและเทคโนโลยีในปัจจุบัน

ประเด็นนี้ยังเชื่อมโยงไปถึงโครงสร้างกำลังคนในภาครัฐด้วย การปฏิรูประบบราชการไม่ควรถูกตีความอย่างแคบว่าเป็นเพียงการลดจำนวนข้าราชการ เพราะปัญหาที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่ “มีคนมากเกินไป” แต่อยู่ที่ “คนจำนวนมากต้องใช้เวลาไปกับงานที่ไม่จำเป็น” เจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งอาจต้องทำงานเอกสาร ทำรายงาน หรือปฏิบัติตามขั้นตอนภายในที่ซ้ำซ้อน แทนที่จะใช้เวลาไปกับภารกิจหลักและการให้บริการประชาชน การแก้ปัญหาจึงต้องมองทั้งระบบว่า งานใดจำเป็น งานใดควรยกเลิก งานใดสามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย และกำลังคนควรถูกจัดวางไว้ตรงไหนจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด

แนวคิดเรื่องโครงสร้างที่มีลักษณะ “หัวโต ตัวลีบ” จึงเป็นอีกภาพสะท้อนหนึ่งของความท้าทาย เมื่อโครงสร้างการบริหารมีหลายระดับ ขณะที่บุคลากรที่อยู่ใกล้ประชาชนและเป็นผู้ปฏิบัติงานจริงกลับมีข้อจำกัด การปรับระบบจึงไม่ใช่เรื่องของการเพิ่มหรือลดจำนวนคนแบบเหมารวม แต่ต้องเป็นการจัดสรรกำลังคนให้สอดคล้องกับภารกิจ และทำให้คนที่มีอยู่สามารถทำงานได้เต็มศักยภาพมากที่สุด

แนวคิดดังกล่าวถูกนำมาอธิบายอย่างเป็นรูปธรรมโดย ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ซึ่งพูดถึงโจทย์ของการปรับระบบราชการว่า สิ่งที่จำเป็นไม่ใช่เพียงการปรับโครงสร้าง แต่ต้อง “รีดไขมัน” ออกจากกระบวนการทำงาน ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะหากยังคงกระบวนการเดิมไว้ทั้งหมด ต่อให้เปลี่ยนจากเอกสารกระดาษมาเป็นระบบดิจิทัล ก็อาจไม่ได้ทำให้ประชาชนได้รับบริการที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง

ตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้ชัดเจน คือการทบทวนกระบวนการทำงานของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งจากเดิมมีกระบวนการประมาณ 170 ขั้นตอน สามารถทบทวนและลดลงเหลือต่ำกว่า 70 ขั้นตอน สิ่งสำคัญของเรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขที่ลดลง แต่คือวิธีคิดที่อยู่เบื้องหลัง นั่นคือการกลับไปตรวจสอบว่าทุกขั้นตอนยังมีความจำเป็นอยู่หรือไม่ หากขั้นตอนใดไม่ได้สร้างคุณค่า ไม่ได้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ หรือเป็นเพียงการทำซ้ำ ขั้นตอนนั้นควรถูกตัดออกมากกว่าการพยายามทำให้เร็วขึ้น

แนวคิดนี้สะท้อนให้เห็นว่า การปฏิรูประบบราชการในยุคใหม่อาจไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการสร้างระบบใหม่ทั้งหมด แต่อาจเริ่มต้นจากการ “รื้อ” สิ่งที่ไม่จำเป็นออกจากระบบเดิมเสียก่อน เมื่อกระบวนการถูกทำให้กระชับ เทคโนโลยีจึงจะสามารถเข้ามาช่วยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะเทคโนโลยีที่ดีที่สุดก็ไม่สามารถแก้ปัญหากระบวนการที่ออกแบบมาไม่ดีได้

โดยเฉพาะในยุคที่ภาครัฐกำลังพูดถึง AI และรัฐบาลดิจิทัล สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญไม่แพ้เทคโนโลยีคือ “ข้อมูล” หากข้อมูลของรัฐยังแยกกันอยู่คนละหน่วยงาน ไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้ หรือมีการจัดเก็บข้อมูลซ้ำซ้อน ประชาชนก็ยังต้องทำหน้าที่เป็นคนกลางในการนำข้อมูลจากหน่วยงานหนึ่งไปให้อีกหน่วยงานหนึ่ง ทั้งที่ข้อมูลเหล่านั้นอาจมีอยู่ในระบบของรัฐแล้ว

การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานจึงเป็นพื้นฐานสำคัญของราชการยุคใหม่ ภายใต้หลักการรักษาความปลอดภัยและการคุ้มครองข้อมูลที่เหมาะสม เพราะเป้าหมายไม่ใช่เพียงการทำให้รัฐมีฐานข้อมูลจำนวนมากขึ้น แต่คือการทำให้ข้อมูลสามารถนำมาใช้เพื่อให้บริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากรัฐมีข้อมูลอยู่แล้ว ประชาชนไม่ควรถูกเรียกขอข้อมูลเดิมซ้ำโดยไม่จำเป็น

เมื่อมองจากมุมนี้ แนวคิด One Stop Service จึงอาจต้องพัฒนาไปไกลกว่าการรวมจุดบริการหลายหน่วยงานไว้ในสถานที่เดียว แต่ต้องออกแบบบริการจากมุมมองของประชาชนเป็นหลัก ประชาชนไม่ควรจำเป็นต้องรู้ว่าเรื่องหนึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมใด กระทรวงใด หรือหน่วยงานใด สิ่งที่ประชาชนควรรู้มีเพียงว่า ตนเองต้องการทำอะไร และรัฐจะทำอย่างไรให้เรื่องนั้นสำเร็จได้ง่ายที่สุด

นี่คือการเปลี่ยนจากระบบที่ยึดหน่วยงานเป็นศูนย์กลาง หรือ Government-Centric ไปสู่ระบบที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง หรือ Citizen-Centric จากเดิมที่ประชาชนต้องเรียนรู้โครงสร้างราชการและปรับตัวเข้าหาหน่วยงาน เปลี่ยนเป็นภาครัฐที่ต้องออกแบบระบบให้สอดคล้องกับชีวิตจริงของประชาชน

ในมิติของภาคธุรกิจ การปรับระบบราชการยังมีความหมายมากกว่าการอำนวยความสะดวก เพราะ “เวลา” คือหนึ่งในต้นทุนสำคัญของเศรษฐกิจ การขอใบอนุญาตที่ต้องใช้เวลานาน การต้องผ่านหลายหน่วยงาน หรือการตรวจสอบข้อมูลซ้ำกัน อาจทำให้การลงทุนล่าช้าและทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ แนวคิดอย่าง Super License หรือ Fast Track จึงมีเป้าหมายที่จะทำให้กระบวนการอนุญาตรวดเร็วขึ้น โดยไม่ได้หมายถึงการลดมาตรฐานการกำกับดูแล แต่เป็นการแยกให้ชัดเจนว่าอะไรจำเป็นต้องตรวจ อะไรสามารถตรวจพร้อมกัน อะไรเป็นการตรวจซ้ำ และอะไรไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป

ในทำนองเดียวกัน การทบทวนกฎหมายและกฎระเบียบผ่านแนวคิด Regulatory Guillotine ก็เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่มีความสำคัญ เพราะกฎที่เคยเหมาะสมในอดีตอาจไม่ตอบโจทย์บริบทของประเทศไทยในปัจจุบัน การมีกฎจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าระบบจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากกฎเหล่านั้นสร้างภาระโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ที่เหมาะสม การปรับระบบจึงต้องกล้าที่จะทบทวนและยกเลิกกฎที่หมดความจำเป็น ไม่ใช่เพียงเพิ่มกฎใหม่เข้าไปเรื่อย ๆ

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การออกแบบระบบราชการใหม่ไม่ควรเกิดจากมุมมองของคนในระบบเพียงด้านเดียว เพราะคนที่รู้ว่าระบบมีปัญหาตรงไหนมากที่สุด อาจเป็นประชาชน ผู้ประกอบการ หรือเจ้าหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติงานอยู่หน้างานจริง คนเหล่านี้คือผู้ที่ต้องเผชิญกับขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ต้องรอคอย ต้องเดินทาง หรือรับภาระจากกฎระเบียบโดยตรง การรับฟังเสียงของ “ผู้ประสบภัย” จึงเป็นข้อมูลสำคัญในการค้นหาว่าควรเริ่มแก้ไขระบบจากจุดใด

ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของการปรับระบบราชการไม่ควรวัดจากจำนวนโครงการที่รัฐดำเนินการ หรือจำนวนระบบดิจิทัลที่หน่วยงานสามารถสร้างขึ้น แต่ควรวัดจากสิ่งที่ประชาชนสัมผัสได้จริง หากเรื่องที่เคยใช้เวลา 10 วันสามารถลดเหลือ 7 วัน หากเรื่องที่เคยต้องเดินทางไปติดต่อ 3 ครั้งเหลือเพียงครั้งเดียว หรือหากเอกสารจำนวนมากสามารถถูกแทนที่ด้วยการใช้ข้อมูลที่รัฐมีอยู่แล้ว สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือผลลัพธ์ที่สะท้อนว่าระบบราชการกำลังเปลี่ยนแปลง

การปรับระบบราชการจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการบริหารราชการภายใน แต่เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงโดยตรงกับคุณภาพชีวิตของประชาชนและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “รัฐบาลจะปฏิรูประบบราชการอย่างไร” แต่คือ “จะทำอย่างไรให้ประชาชนรู้สึกได้ว่ารัฐเปลี่ยนไปแล้ว”

การนำประเด็นนี้มาพูดคุยผ่านรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” จึงมีความหมายมากกว่าการสื่อสารนโยบาย เพราะเป็นการนำเรื่องที่ดูเหมือนอยู่ไกลตัวอย่าง “การปฏิรูประบบราชการ” มาอธิบายให้เห็นภาพว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในโครงสร้างและกระบวนการของรัฐนั้นเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างไร และแนวทางแก้ไขจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้อย่างไร

จากระบบที่เคยให้ประชาชนปรับตัวเข้าหาภาครัฐ กำลังมุ่งไปสู่ระบบที่ภาครัฐต้องปรับตัวเข้าหาประชาชน จากการทำงานที่เน้นขั้นตอน ไปสู่การทำงานที่เน้นผลลัพธ์ จากการที่แต่ละหน่วยงานต่างคนต่างทำ ไปสู่การเชื่อมโยงข้อมูลและทำงานร่วมกัน และจากการวัดว่าหน่วยงาน “ทำอะไรไปแล้ว” ไปสู่การวัดว่า “ประชาชนได้รับอะไรดีขึ้น”

นี่จึงอาจเป็นความหมายที่แท้จริงของ “ราชการยุคใหม่” ไม่ใช่ราชการที่มีเทคโนโลยีมากที่สุด ไม่ใช่ราชการที่มีระบบมากที่สุด และไม่ใช่ราชการที่มีกฎมากที่สุด แต่คือราชการที่สามารถทำให้ประชาชนได้รับบริการที่ง่าย รวดเร็ว โปร่งใส และตรงกับความต้องการมากที่สุด

เพราะท้ายที่สุดแล้ว การปฏิรูประบบราชการไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อให้ภาครัฐทำงานได้ดีขึ้น หากแต่มีเป้าหมายสำคัญกว่านั้น คือ "ทำให้ชีวิตของประชาชนง่ายขึ้น"

ติดตามข้อมูลข่าวสารต่างๆ ของข่าวจริงประเทศไทย ได้ที่ 👇

🔵Facebook : ข่าวจริงประเทศไทย
⚫X :
🔴Youtube : เรื่องรัฐ Update

#ข่าวจริงประเทศไทย

#คุยกับครมอนุทิน #ราชการยุคใหม่ #ปฏิรูประบบราชการ

05/09/2026

NEWS UPDATE : ป.ป.ท. เตรียมนำร่องระบบติดตามการให้บริการ (Tracking System) และระบบการอำนวยความสะดวกเพื่อให้การบริการภาครัฐโปร่งใส ตรวจสอบได้
วันที่ 4 กันยายน 2569 สำนักงาน ป.ป.ท. นำโดย พันตำรวจโท สิริพงษ์ ศรีตุลารองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานประสาน สนับสนุน และขับเคลื่อนการดำเนินงานของคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต พร้อมคณะทำงานฯ ลงพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนการปฏิบัติตามมติคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ) ณ สำนักงานที่ดินสาขาศรีราชา และเทศบาลตำบลบางเสร่ จังหวัดชลบุรี
การลงพื้นที่ในครั้งนี้เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของภาครัฐ รวมทั้งการอนุมัติ อนุญาต และการให้บริการต่าง ๆ ของภาครัฐไปสู่ระบบดิจิทัล เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานดังกล่าว สำนักงาน ป.ป.ท. จะนำร่องการปฏิบัติผ่านสองกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่

1) กลุ่มสำนักงานที่ดินจังหวัดและสาขา ในพื้นที่ EEC หรือ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก จำนวน 15 สาขา ในการใช้ระบบติดตามการให้บริการ (Tracking System) และระบบการอำนวยความสะดวกอื่นๆ อีก โดยอิงการดำเนินงานที่ประสบผลสำเร็จจากสำนักงานที่ดินสาขาศรีราชาที่ได้รับรางวัลศูนย์ราชการสะดวก (GECC) เป็นต้นแบบ

2) กลุ่มองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ รวม 2,852 แห่ง และกลุ่มองค์การบริหารส่วนตำบล ในพื้นที่ EEC ในการใช้ “ระบบท้องถิ่นดิจิทัล”
เพื่อให้การบริการภาครัฐโปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดการใช้ดุลยพินิจและการเผชิญหน้าระหว่างผู้ขอใช้บริการกับเจ้าหน้าที่รัฐ ตามเทศบาลตำบลบางเสร่ที่เป็นต้นแบบในการริเริ่ม พัฒนา ปรับปรุง และขับเคลื่อนระบบนี้ร่วมกับสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) มาตั้งแต่ต้น ซึ่งเป้าหมายการดำเนินการนี้เป็นเป้าหมายที่สำนักงาน ป.ป.ท. จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ต่อไป

ติดตามข้อมูลข่าวสารต่างๆ ของข่าวจริงประเทศไทย ได้ที่ 👇

🔵Facebook : ข่าวจริงประเทศไทย
⚫X :
🔴Youtube : เรื่องรัฐ Update

#ข่าวจริงประเทศไทย

#นำร่องระบบติดตามการให้บริการ

#กรมที่ดิน
#ปปท
#กรมประชาสัมพันธ์

ที่อยู่

เมืองยะลา
Yala
95000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Pr Yala Publicผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์