12/08/2026
ทำไมประเทศไทยถึงไม่มีสนามกีฬาที่ทันสมัยเหมือนอินโดนีเซีย มาเลเซีย หรือสิงคโปร์?
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีฐานแฟนกีฬา โดยเฉพาะฟุตบอลขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะเดียวกันก็มีศักยภาพด้านการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทั้งสนามบิน รถไฟฟ้า อาคารสูง และศูนย์ประชุมระดับนานาชาติ แต่เมื่อพูดถึง “สนามกีฬาระดับชาติ” ภาพที่เห็นกลับแตกต่างออกไป
สนามราชมังคลากีฬาสถาน ซึ่งเปิดใช้งานมาตั้งแต่ปี 2541 ยังคงเป็นสนามกีฬาหลักที่ใช้จัดการแข่งขันฟุตบอลทีมชาติไทย รวมถึงการแข่งขันและกิจกรรมกีฬาระดับนานาชาติ แม้สนามจะผ่านการปรับปรุงหลายครั้ง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับสนามกีฬาแห่งใหม่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย หรือสิงคโปร์ หลายคนจึงเกิดคำถามว่า เหตุใดประเทศไทยจึงยังไม่มีสนามฟุตบอลแห่งชาติแห่งใหม่ที่มีดีไซน์ทันสมัย ระบบอำนวยความสะดวกครบครัน และบรรยากาศแบบสนามฟุตบอลสมัยใหม่โดยเฉพาะ
คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทย สร้างสนามกีฬาไม่ได้ แต่เป็นเรื่องของ นโยบาย การประเมินความคุ้มค่า และรูปแบบการใช้งานสนามกีฬาในประเทศไทย
ราชมังคลากีฬาสถาน สนามเก่าที่กลายเป็นศูนย์กลางกีฬาไทย
ราชมังคลากีฬาสถานตั้งอยู่ภายในศูนย์กีฬาหัวหมากของการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) โดยเริ่มพัฒนาโครงการในช่วงปลายทศวรรษ 2530 ก่อนเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการในปี 2541 เพื่อรองรับการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 13 ที่กรุงเทพมหานครเป็นเจ้าภาพ
สนามแห่งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงสนามฟุตบอล แต่ถูกออกแบบให้เป็นสนามกีฬาอเนกประสงค์ สามารถใช้จัดการแข่งขันกรีฑา ฟุตบอล รวมถึงกิจกรรมขนาดใหญ่ประเภทอื่นได้
ลักษณะสำคัญของราชมังคลากีฬาสถานคือการมีลู่วิ่งกรีฑาและอัฒจันทร์ขนาดใหญ่โดยรอบ ทำให้สนามมีรูปแบบแตกต่างจากสนามฟุตบอลสมัยใหม่ที่สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้ชมอยู่ใกล้สนามมากที่สุด
ในช่วงแรกสนามสามารถรองรับผู้ชมได้มากกว่า 70,000 คน แต่ภายหลังมีการปรับปรุงอัฒจันทร์และเปลี่ยนรูปแบบที่นั่งให้เป็นที่นั่งเดี่ยวตามมาตรฐานด้านความปลอดภัย ส่งผลให้ความจุลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 51,000 ที่นั่ง
ดังนั้น หากมองในแง่จำนวนที่นั่ง ราชมังคลากีฬาสถานยังถือว่าเป็นสนามขนาดใหญ่สำหรับการจัดการแข่งขันฟุตบอลระดับนานาชาติ เพียงแต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่ อายุของสนามและรูปแบบการออกแบบที่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นตามแนวคิดของสนามฟุตบอลยุคใหม่
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทยไม่มีเงินสร้างสนาม
หนึ่งในข้อสังเกตสำคัญคือ ประเทศไทยไม่ได้ขาดศักยภาพในการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ ประเทศสามารถพัฒนาอาคารสูง สนามบิน ระบบรถไฟฟ้า ศูนย์การประชุม และโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทได้
ดังนั้น การไม่มีสนามกีฬาแห่งใหม่ระดับชาติขนาดใหญ่จึงไม่สามารถอธิบายได้ง่าย ๆ ว่าประเทศไทยไม่มีงบประมาณ
แต่คำถามที่ภาครัฐต้องตอบคือ สร้างแล้วจะใช้งานมากแค่ไหน และรายได้จะเพียงพอกับต้นทุนหรือไม่
สนามกีฬาขนาด 50,000-80,000 ที่นั่งไม่ได้มีต้นทุนเฉพาะค่าก่อสร้างเท่านั้น แต่ยังมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาหลังจากเปิดใช้งาน ทั้งระบบไฟฟ้า ระบบปรับอากาศ ระบบรักษาความปลอดภัย สนามแข่งขัน หลังคา โครงสร้าง และพื้นที่โดยรอบ
หากสนามถูกใช้เพียงไม่กี่สิบวันต่อปี การสร้างสนามใหม่มูลค่าหลายพันล้านบาทอาจกลายเป็นภาระทางการเงินในระยะยาว
นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้แนวคิดปรับปรุงสนามเดิม มีความเป็นไปได้มากกว่ารื้อแล้วสร้างใหม่ ในมุมมองของภาครัฐ
จำนวนแฟนบอลคือโจทย์สำคัญ
อีกประเด็นที่ต้องพิจารณาคือจำนวนผู้ชมของการแข่งขันทีมชาติไทยไม่ได้เต็มความจุ 50,000 ที่นั่งในทุกนัด
แม้การแข่งขันนัดสำคัญจะสามารถดึงดูดแฟนบอลจำนวนมาก แต่การแข่งขันฟุตบอลทีมชาติไม่ได้มีขึ้นทุกสัปดาห์เหมือนการแข่งขันลีก และจำนวนผู้ชมยังขึ้นอยู่กับคู่แข่ง ความสำคัญของเกม ผลงานของทีมชาติ และกระแสความสนใจในช่วงเวลานั้น
เมื่อสนามเดิมมีความจุระดับ 50,000 ที่นั่งอยู่แล้ว การขยับไปสร้างสนามขนาด 60,000 หรือ 80,000 ที่นั่งจึงไม่ได้หมายความว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ
ในทางกลับกัน สนามที่ใหญ่ขึ้นแต่มีผู้ชมเต็มเพียงบางครั้ง อาจทำให้ต้นทุนต่อการใช้งานสูงขึ้นอย่างมาก
นี่คือความแตกต่างระหว่างสนามที่สร้างเพื่อรองรับความต้องการ กับสนามที่สร้างเพื่อสร้างความต้องการ
ประเทศบางแห่งเลือกใช้สนามกีฬาเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระดับชาติ ทั้งด้านกีฬา การท่องเที่ยว การจัดอีเวนต์ และภาพลักษณ์ประเทศ แต่ประเทศไทยยังไม่ได้เดินหน้าในแนวทางนี้อย่างเต็มรูปแบบ
แล้วทำไมอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ถึงดูทันสมัยกว่า?
ความแตกต่างของประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้เกิดจากเรื่องเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับ แนวคิดในการวางบทบาทของสนามกีฬา
อินโดนีเซียมีตลาดฟุตบอลขนาดใหญ่มากและมีฐานแฟนบอลจำนวนมหาศาล สนามกีฬาในประเทศจึงสามารถถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมกีฬาและความบันเทิงขนาดใหญ่
ขณะที่มาเลเซียมีประสบการณ์ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานกีฬาขนาดใหญ่เพื่อรองรับการแข่งขันระดับนานาชาติ รวมถึงการใช้สนามกีฬาเป็นส่วนหนึ่งของภาพลักษณ์ประเทศ
ส่วนสิงคโปร์ใช้แนวคิดที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน โดยให้สนามกีฬาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาเมืองและพื้นที่เชิงพาณิชย์ ทำให้สนามไม่ได้พึ่งพารายได้จากการแข่งขันฟุตบอลเพียงอย่างเดียว แต่สามารถสร้างรายได้จากคอนเสิร์ต ร้านค้า ศูนย์การค้า โรงแรม และกิจกรรมประเภทอื่น
แนวคิดนี้ทำให้สนามกีฬาสมัยใหม่ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงสถานที่แข่งกีฬา แต่เป็น Entertainment Complex หรือศูนย์กลางความบันเทิงและกิจกรรมของเมือง
ปัญหาของไทยคือสนามกีฬาอเนกประสงค์อาจไม่ตอบโจทย์ฟุตบอลยุคใหม่
ราชมังคลากีฬาสถานถูกออกแบบในยุคที่สนามกีฬาหลักของประเทศควรสามารถรองรับกีฬาหลายประเภท
แต่ฟุตบอลสมัยใหม่มีแนวคิดแตกต่างออกไป สนามฟุตบอลโดยเฉพาะมักตัดลู่วิ่งออก เพื่อให้อัฒจันทร์อยู่ใกล้สนามมากที่สุด ทำให้ผู้ชมมีประสบการณ์ที่เข้มข้นกว่า
สนามรุ่นใหม่ยังให้ความสำคัญกับหลังคาคลุมที่นั่ง ระบบไฟ LED จอขนาดใหญ่ ห้องรับรอง VIP พื้นที่ Hospitality ร้านค้า ห้องอาหาร ระบบรักษาความปลอดภัย และพื้นที่สำหรับจัดคอนเสิร์ตหรืออีเวนต์อื่น
ดังนั้น แม้ราชมังคลากีฬาสถานจะยังสามารถจัดการแข่งขันระดับนานาชาติได้ แต่เมื่อเปรียบเทียบในแง่ประสบการณ์ของผู้ชมและรูปแบบธุรกิจ สนามรุ่นใหม่ย่อมได้เปรียบอย่างชัดเจน
การสร้างสนามใหม่จึงไม่ควรคิดแค่เรื่องฟุตบอล
หากประเทศไทยต้องการสร้างสนามกีฬาแห่งชาติแห่งใหม่ในอนาคต โจทย์สำคัญอาจไม่ใช่การสร้างสนามให้ใหญ่ที่สุด แต่ต้องสร้างสนามที่ ใช้งานได้มากที่สุด
สนามแห่งใหม่ควรถูกออกแบบให้รองรับทั้งฟุตบอล คอนเสิร์ต อีเวนต์ระดับนานาชาติ กีฬาประเภทอื่น และกิจกรรมเชิงพาณิชย์ โดยสามารถปรับพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว
ที่สำคัญต้องมีระบบขนส่งสาธารณะที่รองรับผู้ชมจำนวนมาก มีพื้นที่จอดรถและระบบบริหารฝูงชนที่เหมาะสม รวมถึงมีพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่สามารถสร้างรายได้ตลอดทั้งปี
หากทำได้ สนามกีฬาแห่งใหม่จะไม่ใช่เพียงงบประมาณก้อนใหญ่ของภาครัฐ แต่สามารถกลายเป็น โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ที่สร้างรายได้และดึงดูดการแข่งขันระดับนานาชาติ รวมถึงคอนเสิร์ตและอีเวนต์ระดับโลกเข้ามาในประเทศไทย
ประเทศไทยต้องการสนามใหม่ หรือยุทธศาสตร์ใหม่?
ท้ายที่สุด คำถามว่าเหตุใดประเทศไทยจึงไม่มีสนามกีฬาแห่งใหม่ที่ทันสมัยเหมือนประเทศเพื่อนบ้าน อาจไม่ใช่เพราะไทยไม่มีเงิน ไม่มีเทคโนโลยี หรือไม่มีวิศวกรที่สามารถสร้างสนามขนาดใหญ่ได้
แต่เป็นเพราะประเทศไทยยังไม่ได้มีเหตุผลเชิงเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนมากพอว่า สนามกีฬาแห่งใหม่จะสร้างคุณค่าอะไรให้กับประเทศ
ราชมังคลากีฬาสถานยังสามารถรองรับการแข่งขันระดับนานาชาติได้ และการปรับปรุงสนามเดิมย่อมมีต้นทุนต่ำกว่าการสร้างใหม่ทั้งหมด การตัดสินใจรักษาและพัฒนาสนามเดิมจึงมีเหตุผลในมุมของความคุ้มค่า
แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากประเทศไทยต้องการยกระดับอุตสาหกรรมกีฬาและการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน การมีสนามกีฬาระดับโลกแห่งใหม่ก็อาจเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญ เพราะสนามกีฬาไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรองรับการแข่งขันฟุตบอลอีกต่อไป แต่สามารถเป็นทั้งศูนย์กลางความบันเทิง แหล่งท่องเที่ยว พื้นที่จัดอีเวนต์ และเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์ของประเทศ
ดังนั้น ประเด็นที่ประเทศไทยควรถามอาจไม่ใช่ ทำไมเราถึงไม่มีสนามสวยเท่าประเทศอื่น? แต่ควรเป็นเราต้องการให้สนามกีฬาแห่งชาติทำหน้าที่อะไรในอีก 20-30 ปีข้างหน้า?
หากมีคำตอบที่ชัดเจน การตัดสินใจว่าจะรีโนเวตราชมังคลากีฬาสถานต่อ หรือสร้างสนามกีฬาแห่งชาติแห่งใหม่ ก็จะไม่ใช่การแข่งขันเรื่องความใหญ่หรือความทันสมัยอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ว่า ประเทศไทยต้องการใช้กีฬาเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ประเทศมากเพียงใด
จิ๊กซอว์ 3 มิติ สนามบอล บาร์ซ่าโลนา Nou Camp Stadium Barcelona จิ๊กซอว์สนามฟุตบอล ขนาดใหญ่ https://s.shopee.co.th/19Wsc4kcN