The Unlock

The Unlock Youth media for local voices and social change
สื่อเยาวชนเพื่อชุมชนและสังคม

สนับสนุน/ติดต่องาน/ส่งบทความที่ [email protected]

"ข้าวมันไก่ 2 สี สามย่าน" ย้อนรอยเรื่องราวความผูกพันในวันวาน จนกระทั่งความเปลี่ยนแปลงเข้ามาเยือน"นิติฯ ติดกัน - บัญชีข้า...
05/30/2026

"ข้าวมันไก่ 2 สี สามย่าน" ย้อนรอยเรื่องราวความผูกพันในวันวาน จนกระทั่งความเปลี่ยนแปลงเข้ามาเยือน
"นิติฯ ติดกัน - บัญชีข้ามมา - ศึกษาวัฒนา - เด็กสาธิต"
คุณป้าพาย้อนอดีตถึงกลุ่มลูกค้าขาประจำสมัยที่ร้านยังตั้งอยู่ในตลาดสดสามย่านเก่า นิสิตจุฬาฯ และนักเรียนใกล้เคียงต่างแวะเวียนมายังร้านข้าวมันไก่ 2 สี สามย่าน
ลูกค้ากับร้านข้าวมันไก่แห่งนี้ไม่ได้ใกล้กันแค่ในเชิงระยะทางเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างกัน ข้าวมันไก่ทอดกับไก่ต้มในจานเดียวมักเรียกคุ้นหูว่า "ผสม" แต่ลูกค้าในสมัยนั้นสั่งว่า "สองสีๆ" จึงได้ชื่อว่าเป็น "ร้านข้าวมันไก่ 2 สี สามย่าน" มาตั้งแต่ตอนนั้น
ตัดกลับมาในช่วงเวลาปัจจุบัน ร้านแห่งนี้ได้ย้ายมาเช่าที่ในซอยจุฬาฯ 50 ภาพอดีตที่เคยเล่าไปก็ไม่เหมือนก่อน จากเดิมที่เคยอยู่ใกล้นิสิตและนักเรียนเพียงเดินข้าม แต่ตอนนี้ร้านอยู่ห่างออกไป กว่าจะมีผู้คนเดินเลาะมาถึงทางเลือกที่กระจายตัวอยู่หลากหลายก็จูงใจไปก่อนแล้ว
ร้านข้าวมันไก่ 2 สี เคยได้รับโล่เชิดชูประกาศเกียรติคุณ PMCU Prestige Partnership ในฐานะที่เป็นผู้เช่าที่ประกอบธุรกิจมายาวนานกว่า 50 ปี ขณะคุณป้าเล่าสังเกตได้ว่ามีความภูมิใจ-ดีใจปนอยู่ในน้ำเสียง ถึงอย่างนั้นรางวัลนี้อาจไม่ได้การันตีถึงการเป็นที่รู้จักของผู้คน
"ขนาดร้านเราอยู่เก่าแก่ แต่เด็กรุ่นใหม่ๆ เขาบอกไม่รู้ว่าตรงนี้มี เด็กจุฬาฯ นี่แหละ เพราะเขาเดินอยู่แถบนู้น"
ความอร่อยจึงได้รับการพิสูจน์จากผู้คนที่เดินผ่านไปมา แล้วค้นพบร้านเข้าโดยบังเอิญ รวมไปถึงขาประจำในอดีตที่ยังคงมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เยี่ยมเยียนมาพูดคุยเหมือนวันเก่า และสั่ง "สองสีๆ" จานเดิมอย่างเคย
ร้านค้าในชุมชนเป็นเสน่ห์ที่น่ามาค้นพบ เพราะนอกจากรสชาติถูกปากจากวัตถุดิบที่คัดมาอย่างตั้งใจแล้ว ยังรวมไปถึงบทสนทนาที่ได้ทำให้เราเข้าถึงร่องรอยความเป็นมาและสิ่งที่เปลี่ยนแปลงจากผู้คนที่ผ่านชีวิตมาหลายสิบปี
นอกจากนี้ หากใครเดินผ่าน ซ.จุฬาฯ 50 อีกอย่างที่สะดุดตา คือสัตว์เลี้ยงของคุณป้า นั่นคือ "เต่าทะเลทราย" นั่นเอง คุณป้าเลี้ยงมันมาตั้งแต่ตัวเล็กเท่าถ้วยน้ำจิ้ม จนตอนนี้ตัวใหญ่เบ้อเร่อแล้ว
หากกำลังเลือกอาหารในมื้อนี้
ลองแวะไปที่ซอยจุฬา 50
แล้วสั่ง "สองสีๆ" ดูสักจาน
เรื่อง/ภาพ: ธรรมปพน ทรงธิบาย
#ข้าวมันไก่2สีสามย่าน #สามย่าน #จุฬา

“วีระยุทธ-ผู้สมัคร ส.ก.ปชน.” ไปตลาดสามย่านพบเศรษฐกิจซบเซา ชี้หน้าไซต์ก่อสร้าง ซ.จุฬาฯ 9 ไร้ทางเท้าเสี่ยงอันตรายต่อนิสิต-...
05/29/2026

“วีระยุทธ-ผู้สมัคร ส.ก.ปชน.” ไปตลาดสามย่านพบเศรษฐกิจซบเซา ชี้หน้าไซต์ก่อสร้าง ซ.จุฬาฯ 9 ไร้ทางเท้าเสี่ยงอันตรายต่อนิสิต-ปชช.
เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ณ ตลาดสามย่าน ซอยจุฬาฯ 9 แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ รองศาสตราจารย์ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์คลิปสั้นไปพื้นที่สามย่าน พร้อมด้วย อัญชิสา โรจนยุกตานนท์ ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตปทุมวัน จากพรรคประชาชน เพื่อพูดคุยกับผู้ค้าในตลาดสามย่าน โดยผู้ค้าหลายรายสะท้อนว่าเศรษฐกิจยังซบเซา บรรยากาศการค้าขายไม่คึกคักเช่นในอดีต
ภายในคลิปยังระบุด้วยว่า จากที่ได้เดินทางไปสักการะเจ้าแม่ทับทิม ณ ศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลือง ระหว่างผ่านซอยจุฬาฯ 9 พบว่าบริเวณหน้าพื้นที่การก่อสร้างโครงการพัฒนาพื้นที่หมอน 33 ไม่มีการจัดทางเดินหรือแนวกั้นชั่วคราวสำหรับคนเดินเท้า ทำให้ผู้สัญจรต้องเดินปะปนกับรถบนถนน ท่ามกลางความกังวลด้านความปลอดภัยต่อนิสิตและประชาชนในพื้นที่
แม้กรณีดังกล่าว องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อบจ.) เคยร้องเรียนไปยังสำนักงานเขตปทุมวันเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 แล้ว และสำนักงานเขตฯ ชี้แจงว่าเป็นพื้นที่ภายใต้การดูแลของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้ส่งหนังสือขอให้ดำเนินการแก้ไขแล้ว
อย่างไรก็ตาม จุฬาฯ ได้ดำเนินการแก้ไขเพียงติดป้ายแนะนำให้ผู้สัญจรไปเดินฝั่งตรงข้ามอย่างเดียวแทน
ทั้งนี้ นิสิตและประชาชนในพื้นที่ยังมีข้อสังเกตว่า เหตุใดการก่อสร้างในพื้นที่เดียวกัน ทั้งโครงการสวนจุฬาฯ 100 ปีในอดีต และช่วงแรกของโครงการหมอน 33 จึงสามารถจัดพื้นที่ทางเดินชั่วคราวสำหรับประชาชนได้ แต่ในปัจจุบันกลับปล่อยให้พื้นที่ฝั่งศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลืองยังคงไร้ทางเดินอย่างต่อเนื่องมากกว่า 1 ปีแล้ว
#จุฬา #ตลาดสามย่าน

อำลา “ลิโด้การ์ตูน” เกือบสามทศวรรษ แห่งการยืดหยัด ร้านหนังสือการ์ตูนแห่งสุดท้ายในสยามร้านหนังสือการ์ตูนมีมวลบรรยากาศที่พ...
05/27/2026

อำลา “ลิโด้การ์ตูน” เกือบสามทศวรรษ แห่งการยืดหยัด ร้านหนังสือการ์ตูนแห่งสุดท้ายในสยาม
ร้านหนังสือการ์ตูนมีมวลบรรยากาศที่พิเศษเสมอ อย่างน้อยก็สำหรับตัวผู้เขียนเอง ในยุคอดีตที่โทรศัพท์มือถือยังไม่ได้เป็นศูนย์กลางความบันเทิงและความสะดวกสบาย หนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นหรือที่เรียกกันว่า “มังงะ” จึงเป็นแหล่งความบันเทิงชั้นดีที่โอบอุ้มช่วงเวลาเหล่านั้นเอาไว้ ทั้งยังทำหน้าที่สะสมความทรงจำ ความฝัน และวัยเยาว์
แต่มาบัดนี้ สถานที่เหล่านั้นกลับค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมกับยุคสมัย จากพฤติกรรมการซื้อหนังสือที่เปลี่ยนไป การเติบโตของแพลตฟอร์มออนไลน์ ไปจนถึงการมาถึงของ e-Book กระทั่งธุรกิจร้านหนังสือแฟรนไชส์เจ้าดังในห้างสรรพสินค้า ก็ต้องลดขนาดและปรับตัว หรือเปลี่ยนกลยุทธ์การขายหน้าร้าน ไปเป็นรูปแบบออนไลน์ในช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้
แต่สำหรับผู้ประกอบการจำหน่ายหรือให้เช่ามังงะนั้น การปรับกลยุทธ์การขายให้ดึงดูดใจผู้บริโภค ดูจะเป็นโจทย์ที่ยากกว่าร้านหนังสือทั่วไปอยู่พอควร เพราะนอกจากจะต้องแข่งขันกับราคากลไกตลาดแล้ว ยังต้องเผชิญกับปัญหาการ์ตูนละเมิดลิขสิทธิ์ หรือที่เรียกกันว่า “มังงะไพเรท” มังงะที่ถูกนำมาแปล ตีพิมพ์ หรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ทั้งยังเข้าถึงได้ง่ายและแทบไม่มีต้นทุนในการบริโภค ปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้ทำให้ร้านหนังสือการ์ตูนจำนวนมากทยอยปิดตัวลง รวมถึง “ลิโด้การ์ตูน” หรือที่หลายคนคุ้นหูกันในชื่อเดิม “ดอกหญ้าการ์ตูน” ร้านหนังสือมังงะในตำนานย่านสยามสแควร์ ที่ยืนหยัดมานานเกือบสามทศวรรษ
ตั้งแต่ต้นยุค 2000 ยุครุ่งเรืองของซีดีเพลงและร้านหนังสือ หากผู้อ่านยังจำร้านซีดีเพลงในตำนานอย่าง “ดีเจสยาม” กันได้ ลิโด้การ์ตูนหรือ ดอกหญ้าการ์ตูนก็เป็นหนึ่งในตำนานร่วมยุคเช่นเดียวกัน ในยุคที่สยามสแควร์ หรือที่วัยรุ่นในยุคนั้นเรียกกันติดปากว่าฝั่ง “สยามร้อน” ยังคราคร่ำไปด้วยโรงเรียนกวดวิชา และเด็กมัธยม แหล่งความบันเทิงสามัญประจำยุคคงหนีไม่พ้น หนัง เพลง เกม และการ์ตูน โดยเฉพาะการ์ตูนเล่มอย่างมังงะ ที่มีร้านค้ามากมายให้เลือกสรร ทั้งร้าน “มดดำมดแดง” หรือร้านพี่ใหญ่อย่าง “Toonzone” (ตูนโซน) ฯลฯ ที่ทยอยปิดตัวลงไปก่อนหน้าตั้งแต่หลังโควิด แต่ไม่ใช่กับ ลิโด้การ์ตูน ที่มี คุณหนึ่ง (ชาญชัย เหล่าฤทธิไกร) เจ้าของร้านที่ยังยืดหยัดเปิดกิจการมาอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาเมื่อหลายคนได้ทราบข่าวว่าร้านจะปิดกิจการในวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 ก็ทำเอานักอ่านทั้งรุ่นใหม่ รุ่นเก่าที่เคยมาอุดหนุนใจหายอยู่ไม่น้อย
แม้ว่าจะดูกระทันหัน แต่คุณหนึ่งก็ยืนยันว่าตนเตรียมใจมาพักใหญ่ๆ แล้ว เนื่องจากปัจจัยหลายอย่างของผู้ซื้อที่เปลี่ยนไป ตนเองก็มีหน้าร้านออนไลน์อยู่ด้วย พอมาพักหลังๆ แพลตฟอร์มออนไลน์ดันขายได้ดีกว่า ผิดกับหน้าร้านที่เงียบเหงาไปตามกาลเวลา จะฝืนอยู่ต่อก็ไม่คุ้มค่าเช่า จึงตัดสินใจปิดหน้าร้านถาวรไปเลยดีกว่า ตั้งแต่ที่แกมาช่วยน้าขายหนังสือ จนมาเป็นเจ้าของกิจการร้านเอง เวลาก็ล่วงเลยมาถึง 20 กว่าปี แม้จะย้ายร้านวนเวียนไปมาในสยามเกือบ 7 แห่ง ตามระบบเช่าช่วงและการเปลี่ยนมือของผู้เช่าในพื้นที่สยามสแควร์ แต่ลูกค้าก็ยังตามมาซื้ออยู่ไม่ขาด และยังยืนยันคำเดิมว่าตนยังสนุกกับการขายการ์ตูนอยู่เสมอ ดั่งที่คุณหนึ่งได้โพสต์ทิ้งท้ายไว้ใน Facebook Fanpage ของร้านไว้ว่า
“ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้การสนับสนุนทางร้านการ์ตูนลิโด้มาโดยตลอด ตั้งแต่สมัยที่ลูกค้าเรียกผมว่าน้อง แล้วเริ่มเปลี่ยนมาเป็นพี่ จนถึงปัจจุบันลุง ระยะเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมาผมมีความสุขและสนุกกับการขายการ์ตูนมาโดยตลอดเพราะว่าได้มีการพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่างๆกับลูกค้าถึงแม้จะย้ายร้านหลายรอบแต่ก็ได้กำลังใจจากลูกค้ามาโดยตลอด เป็นความรู้สึกที่ดีทำให้ผมรักที่จะขายการ์ตูน”
ผู้เขียนเชื่ออยู่เสมอว่า หน้าจอระบบสัมผัสไม่อาจเข้ามาแทนที่หนังสือจริงได้ทั้งหมด หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นความหัวโบราณรูปแบบหนึ่งก็ไม่ผิดนัก เพราะดังที่กล่าวไว้ในตอนต้นว่า ร้านหนังสือการ์ตูนมีมวลบรรยากาศบางอย่างที่พิเศษ มวลบรรยากาศนั้นประกอบขึ้นจากหลายสิ่ง ทั้งกลิ่นของหนังสือ สัมผัสของกระดาษ การใช้เวลาเดินเลือกหนังสือบนชั้น ไปจนถึงบทสนทนาและความผูกพันระหว่างผู้คน ซึ่งล้วนกลายเป็นความทรงจำที่ติดอยู่กับช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต
แม้กาลเวลาจะค่อยๆ เปลี่ยนภูมิทัศน์ของสยามไปทีละน้อย ทั้งจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคสื่อ การจัดระเบียบพื้นที่ร้านค้า หรือกลไกของตลาด แต่สิ่งที่ยังทำให้สถานที่เหล่านี้มีความหมาย คือความทรงจำร่วมและความสัมพันธ์ของผู้คนที่เคยเติบโตมากับมัน หากผู้อ่านท่านใดอยากแวะเวียนไปพูดคุยกับ คุณหนึ่งเจ้าของลิโด้การ์ตูน ก็ยังพอมีเวลาจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 ก่อนร้านจะปิดหน้าร้านอย่างเป็นทางการ และแม้ร้านจะหายไปจากสยาม แต่ลิโด้การ์ตูนยังคงเปิดจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ต่อไป
Facebook: การ์ตูนลิโด
Instagram:
TikTok: NUENG_CARTOON
Shopee: การ์ตูนลิโด้
หรือสั่งซื้อทาง LINE: 096-969-7495
เรื่อง/ภาพ: ลั่นทม
#การ์ตูนลิโด้ #สยามสแควร์ #สยาม #จุฬา

“ส้มตำเจ๊อ้อย ซ.จุฬาฯ 20” กว่า 20 ปีแห่งการปรับตัว ตั้งแต่รสชาติข้าวผัดโบราณ จนถึงอาหารอีสานที่นิสิตจุฬาฯ ติดใจในย่านที่...
05/26/2026

“ส้มตำเจ๊อ้อย ซ.จุฬาฯ 20” กว่า 20 ปีแห่งการปรับตัว ตั้งแต่รสชาติข้าวผัดโบราณ จนถึงอาหารอีสานที่นิสิตจุฬาฯ ติดใจ
ในย่านที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างสามย่าน พื้นที่ตึกแถวเก่าแก่ค่อยๆ เปลี่ยนไปแทนที่ด้วยอย่างอื่น วันนี้จะพามารู้จักกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนหยัดสู้ชีวิตเคียงคู่กับนิสิตจุฬาฯ และชาวบ้านในพื้นที่มานานเกือบ 2 ทศวรรษ เธอคือ “เจ๊อ้อย” เจ้าของร้านส้มตำและอาหารตามสั่งที่กลายเป็นหมุดหมายความอร่อยในราคาย่อมเยา
เส้นทางของเจ๊อ้อยไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เธอย้ายที่ตั้งร้านมาแล้วหลายครั้งตามแผนการพัฒนาที่ดินของมหาวิทยาลัย เจ๊อ้อยเล่าว่าเธอเริ่มขายมาตั้งแต่ประมาณ 17 ปีก่อน (ช่วงปี พ.ศ. 2540 กว่าๆ) เริ่มต้นที่ ซ.จุฬาฯ 16 ซึ่งในอดีตเป็นตึกแถวพาณิชย์ แต่ปัจจุบันกลายเป็นที่ตั้งของสถานีตำรวจและคอนโดมิเนียม
การเป็นร้านหาบเร่หรือร้านเช่าที่ต้องย้ายไปตามการหมดสัญญา ทำให้เจ๊อ้อยต้องโยกย้ายไปหลายจุด ทั้ง ซ.จุฬาฯ 22, 18 และ 26 จนกระทั่งมาปักหลักอยู่ที่ ซ.จุฬาฯ 20 (ติดกับสวนจุฬาฯ 100 ปีในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นที่ตั้งปัจจุบันมานานกว่า 9 ปีแล้ว
แม้ว่าเมนูพื้นฐานของร้านจะเป็นลาบ น้ำตก และส้มตำ แต่เมนูที่กลายเป็นซิกเนเจอร์และมียอดขายดีที่สุดในปัจจุบันคือ “ข้าวผัดคอหมูย่าง”
จุดกำเนิดของเมนูนี้มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง เจ๊อ้อยเผยว่าในช่วงที่ร้านยังตั้งอยู่ที่ซอย 26 มีนิสิตชั้นปีที่ 4 คนหนึ่งเดินมาถามเธอว่า “เจ๊มีข้าวผัดโบราณไหม?” ในตอนนั้นเจ๊อ้อยไม่รู้จักว่าคืออะไร นิสิตจึงอธิบายว่าเป็นข้าวผัดที่ใส่ซีอิ๊วหวาน เจ๊อ้อยจึงลองนำคอหมูย่างซึ่งเป็นของดีของร้านมาผัดร่วมด้วย จนกลายเป็นเมนูยอดฮิตที่นิสิตบอกต่อกันรุ่นต่อรุ่น
ช่วงวิกฤตโควิด-19 ร้านเจ๊อ้อยประสบปัญหาอย่างหนักเหมือนกับร้านอาหารอื่นๆ แต่ก็มีกลุ่มที่ชื่อว่า Fastwork (นำโดยคุณ CK) เข้ามาทานอาหารที่ร้าน พวกเขาประทับใจในรสชาติอาหาร แต่สังเกตเห็นว่าร้านมีเมนูไม่ชัดเจน กลุ่ม Fastwork จึงอาสาเข้ามาช่วยทำป้ายร้านใหม่ให้ฟรีโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
แต่สิ่งที่สำคัญที่ทำให้ร้านเจ๊อ้อยเป็นร้านยอดฮิตของนิสิตจุฬาฯ คือความอร่อยกลมกล่อมและราคาที่ย่อมเยา เจ๊อ้อยเน้นย้ำเสมอว่าร้านของเธอขายในราคาย่อมเยาเพื่อให้ทุกคน โดยเฉพาะนิสิตสามารถเข้าถึงได้
หากใครมีโอกาสแวะเวียนไปแถวสวนจุฬาฯ 100 ปี หรือซอยจุฬาฯ 20 อย่าลืมแวะไปที่ร้านส้มตำเจ๊อ้อย เพื่อลองรสชาติของข้าวผัดโบราณ ส้มตำ และอื่นๆ กัน เมนูเหล่านี้เกิดจากความผูกพันระหว่างแม่ค้ากับศิษย์เก่าจุฬาฯ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนร้านอาหารที่ยืนหยัดผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน
เจ๊อ้อยกล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มที่พร้อมต้อนรับทุกคนว่า “มาได้เลยจ้ะ ผ่านมาทางนี้ก็แวะมาชิมดู... มากินกันค่ะ”
เรื่อง: จดหมายจากสามย่าน
#เจ๊อ้อย #ส้มตำเจ๊อ้อย #จุฬา #สามย่าน

“เราไม่อยากให้คดีคนเสื้อแดงกลายเป็นแค่โศกนาฏกรรมในประวัติศาสตร์” เปิดแรงบันดาลใจผู้จัดงาน ‘ก่อน’การชุมนุมจะสลาย: After t...
05/24/2026

“เราไม่อยากให้คดีคนเสื้อแดงกลายเป็นแค่โศกนาฏกรรมในประวัติศาสตร์” เปิดแรงบันดาลใจผู้จัดงาน ‘ก่อน’การชุมนุมจะสลาย: After the movement is over
ภายหลังการจัดโครงการ “ก่อน”การชุมนุมจะสลาย: After the movement is over เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ณ ตึกกิจกรรมนิสิต คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย The Unlock ได้พูดคุยกับ คุณนลินี นิโครธ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมประชาธิปไตย สโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานโครงการ ถึงแรงบันดาลใจ เป้าหมาย และความคาดหวังของกิจกรรมรำลึกเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงในวาระครบรอบ 16 ปี
นลินีเล่าว่า จุดเริ่มต้นของแนวคิดจัดงานเกิดขึ้นระหว่างการทำกิจกรรมรำลึก 6 ตุลาคม 2519 ภายในคณะรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เธอใช้เวลาอยู่กับการทำงานแทบทุกวัน จนมีโอกาสทบทวนถึงความทรงจำทางการเมืองของสังคมไทย
“ตอนทำงาน 5 ตุลาฯ ทำงานหนักมาก ทุกวันตื่นมาก็ไปทำงานที่คณะ เลยมีเวลาคิดอะไรไปเรื่อยๆ แล้วก็คิดว่าทำไมเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ถึงเป็นเหตุการณ์ที่คนในสังคมเริ่มจะเห็นพ้องต้องกันแล้วว่า เป็นเหตุการณ์ที่รัฐเผด็จการใช้อำนาจปราบปรามนิสิตนักศึกษาที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย”
อย่างไรก็ตาม เธอมองว่า นอกเหนือจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ประเทศไทยยังมีเหตุการณ์อีกมากที่รัฐใช้ความรุนแรงต่อขบวนการประชาธิปไตย แต่กลับไม่ได้รับการจดจำหรือพูดถึงในระดับเดียวกัน จึงเกิดความตั้งใจที่จะจัดกิจกรรมซึ่งช่วยรื้อฟื้นความทรงจำเกี่ยวกับการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง
สำหรับเหตุผลที่เลือกหยิบยกเหตุการณ์การสลายการชุมนุมปี 2553 มาพูดถึง นลินีระบุว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเหตุการณ์ดังกล่าวยังถือว่า “ไม่นานมาก” เมื่อเทียบกับเหตุการณ์ทางการเมืองอื่นอย่าง 14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519 และพฤษภาทมิฬ แต่ในอีกด้านหนึ่ง คดีความที่เกี่ยวข้องกำลังเดินหน้าเข้าสู่ช่วงใกล้หมดอายุความ
“อีกแค่ 4 ปีคดีก็จะหมดอายุความแล้ว ที่ผ่านมาเราชอบพูดกันว่า ‘สังคมไทยเป็นสังคมที่ลอยนวลพ้นผิด’ เราไม่อยากให้คดีของคนเสื้อแดงกลายเป็นประวัติศาสตร์โศกนาฏกรรมโดยรัฐอีกแล้ว”
แม้เธอยอมรับว่า ในฐานะนิสิตคนหนึ่งอาจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้มาก แต่การจัดกิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นการใช้ศักยภาพเท่าที่มี เพื่อพยายามย้ำเตือนให้สังคมไม่ลืมเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น
“อย่างน้อยเราและเพื่อนๆ ฝ่ายส่งเสริมประชาธิปไตยก็ได้ใช้ความสามารถที่มีตอนนี้เต็มที่แล้ว ในการพยายามย้ำเตือนสังคมถึงเหตุการณ์นี้”
นลินียังอธิบายว่า เป้าหมายสำคัญของกิจกรรมคือการพยายามสร้างเรื่องเล่าใหม่ เปลี่ยนภาพจำของพวกเขา จากวาทกรรมเดิมที่ชนชั้นนำพยายามป้ายสีใส่ร้ายคนเสื้อแดง และชวนสังคมกลับมาตั้งคำถามต่อภาพจำเดิมที่มีต่อพวกเขา
“จริงๆ แล้วเราก็ไม่ได้รู้จักเรื่องการต่อสู้และการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงดีไปกว่าใคร เราแค่เห็นถึงความอยุติธรรมที่พวกเขาต้องเผชิญ”
เธอมองว่า ประเด็นคนเสื้อแดงยังได้รับความสนใจจากสังคมน้อย อีกทั้งยังเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ยาก เนื่องจากข้อมูลและองค์ความรู้มีอยู่อย่างจำกัด
“ตอนเราไปหาร้านหนังสือเพื่อหาหนังสือมาอ่าน แทบจะไม่มีเรื่องเกี่ยวกับคนเสื้อแดงให้ศึกษาเลย คนเสื้อแดงยังถูกมองว่าเป็นกลุ่มชายขอบของสังคม”
อีกหนึ่งความตั้งใจของกิจกรรม คือการเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนระหว่างผู้ที่มีมุมมองแตกต่างกัน โดยผู้จัดงานเชิญวิทยากรที่มีจุดยืนทางการเมืองต่างกันเข้าร่วมวงเสวนา
“ตอนแรกก็หวั่นๆ ว่าจะไปรอดไหม กลัวอาจารย์ทะเลาะกัน” เธอกล่าวพร้อมหัวเราะ ก่อนจะเสริมว่า แม้ระหว่างเสวนาจะมีบางช่วงที่วิทยากรเห็นไม่ตรงกัน แต่ยังสามารถพูดคุยกันได้อย่างสร้างสรรค์
สำหรับนลินี ภาพของผู้เห็นต่างที่ยังสามารถนั่งสนทนากันได้ คือสิ่งที่เธออยากเห็นในระดับสังคมไทย
“สิ่งที่เราพูดอาจจะใสซื่อเกินไป แต่เราอยากให้ภาพแบบนี้เกิดขึ้นในประเทศไทย เพราะเราเชื่อว่าถ้าคนที่เห็นต่างมานั่งคุยกันดีๆ ได้ เหตุการณ์ความรุนแรง การสลายการชุมนุมที่พรากชีวิตของคนไปกว่า 90 ชีวิต คงไม่ต้องเกิดขึ้น”
ท้ายที่สุด นลินีกล่าวขอบคุณเพื่อนร่วมงานในฝ่ายส่งเสริมประชาธิปไตย ตลอดจนผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนที่มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการรำลึกเหตุการณ์ครั้งนี้
“มันแสดงให้เห็นว่ายังมีคนที่ไม่ลืมความรุนแรงของรัฐ แม้เวลาจะผ่านไป 16 ปี”
ทั้งนี้ กิจกรรมในครั้งนี้จึงเป็นสารสำคัญถึงผู้มีอำนาจในรัฐบาลให้เร่งกระบวนการยุติธรรม คืนความเป็นธรรมให้ประชาชนโดยเร็ว ก่อนที่คดีนี้จะหมดอายุความไปอีกใน 4 ปีข้างหน้า
เรื่อง: สิงหราษฎร์
#พฤษภา53 #คณะรัฐศาสตร์ #จุฬา #สิงห์ดำ #เสื้อแดง

Chulalongkorn University–Russian Embassy Host Geopolitics Forum, Academics Question Appropriateness of Inviting Russian ...
05/22/2026

Chulalongkorn University–Russian Embassy Host Geopolitics Forum, Academics Question Appropriateness of Inviting Russian Official Overseeing Ukraine Affairs
On 20 May 2026, at Chulalongkorn University’s Chulanaruemit House, Chulalongkorn University and its Faculty of Political Science, in collaboration with the Embassy of the Russian Federation to Thailand, organized a public forum titled “Geopolitics in the 21st Century: Navigating Global Opportunities and Strategic Challenges.”
The event was opened by Surakiart Sathirathai, President of the Chulalongkorn University Council, while Wilert Puriwat, President of Chulalongkorn University, delivered welcoming remarks.
The keynote speaker was Rodion Miroshnik, a special envoy of the Russian Ministry of Foreign Affairs responsible for matters related to Ukraine. The session was introduced by Evgeny Tomikhin, Ambassador of the Russian Federation to Thailand.
However, some academics have raised questions regarding the appropriateness of Chulalongkorn University and its Faculty of Political Science hosting a platform for a senior Russian government representative, particularly as top university leadership, including members of the university council and executive administration, participated in welcoming Miroshnik.
The concerns arise amid the ongoing war in Ukraine, where Russia’s military operations continue to have severe humanitarian consequences, including impacts on civilians and children. Miroshnik is responsible for overseeing issues related to Ukraine within the Russian Foreign Ministry, a role that has drawn scrutiny given the broader geopolitical and humanitarian context surrounding the conflict.
The Unlock is seeking comment from Chulalongkorn University and/or the Faculty of Political Science regarding the objectives and rationale behind the event.

จุฬาฯ-สถานทูตรัสเซียจัดเวทีภูมิรัฐศาสตร์ นักวิชาการตั้งคำถามความเหมาะสมเชิญผู้แทนรัสเซียดูแลประเด็นยูเครนวันที่ 20 พฤษภา...
05/22/2026

จุฬาฯ-สถานทูตรัสเซียจัดเวทีภูมิรัฐศาสตร์ นักวิชาการตั้งคำถามความเหมาะสมเชิญผู้แทนรัสเซียดูแลประเด็นยูเครน
วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ณ เรือนจุฬานฤมิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย จัดงานเสวนาหัวข้อ “Geopolitics in 21st Century: Navigating Global Opportunities and Strategic Challenges” หรือ “ภูมิรัฐศาสตร์ในศตวรรษที่ 21: การฝ่าฟันโอกาสระดับโลกและความท้าทายเชิงกลยุทธ์”
ภายในงานมี ศ.(พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเปิดงาน และ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวต้อนรับ ขณะที่ผู้บรรยายหลักคือ Rodion Miroshnik ผู้แทนพิเศษของกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ซึ่งดูแลประเด็นที่เกี่ยวข้องกับยูเครน โดยมี Evgeny Tomikhin เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย กล่าวแนะนำก่อนการเสวนา
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการบางส่วนตั้งคำถามกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ถึงความเหมาะสมของการจัดเวทีกับผู้แทนระดับสูงของรัฐบาลรัสเซีย โดยเฉพาะผู้บริหารทั้งระดับสภามหาวิทยาลัยและฝ่ายบริหารไปร่วมงานกล่าวต้อนรับ Rodion Miroshnik ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลประเด็นที่เกี่ยวข้องกับยูเครน ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่รัสเซียยังดำเนินอยู่และส่งผลกระทบต่อพลเรือนและเด็กจำนวนมากในประเทศยูเครน

Photo Album: เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ฝ่ายส่งเสริมประชาธิปไตย สโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดโครงการ “ก...
05/21/2026

Photo Album: เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ฝ่ายส่งเสริมประชาธิปไตย สโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดโครงการ “ก่อน”การชุมนุมจะสลาย: After the movement is over ณ ตึกกิจกรรมนิสิต คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
ภายในกิจกรรม ประกอบไปด้วยส่วนบรรยายและเสวนาวิชาการหัวข้อ “เมื่อรัฐไร้ทางออก?: จลาจลเมื่อหมดทางคุย กระสุนจริงเมื่อหมดทางออก” โดยมี ศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ และ รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ เป็นผู้ร่วมวงเสวนา
ช่วงบรรยายในช่วงแรก อ.เจษฎ์ ได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อพลวัตการชุมนุมและการเมืองภาคประชาชน มองว่าการชุมนุมเป็นเรื่องปกติในระบอบที่ประชาชนมีส่วนร่วมปกครอง โดยเฉพาะความไม่พอใจในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล แต่ความไม่พอใจที่สะสมของคนบางกลุ่มมักนำไปสู่ความต้องการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างหรืออาจถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังนั้น กองทัพไทยที่ก็มีการจดจำชุดข้อมูลต่อๆ กันมาตั้งแต่เหตุการณ์ 2475 ว่าการเปลี่ยนแปลงมักเกิดจากการใช้กำลังทหารและอาวุธ เมื่อเกิดความรู้สึกว่ารัฐบาลหรือระบบตัวแทนล้มเหลว ทหารจึงมักเข้ายึดอำนาจเพื่อดึงระบบกลับไปสู่จุดเดิมที่พวกเขาคุ้นเคย ดังนั้น อ.เจษฎ์ เน้นย้ำว่าประชาชนต้องเข้มแข็งอย่างแท้จริงเป็น Active Citizen เพื่อควบคุมไม่ให้นักการเมืองเอาเปรียบ ปัญหาหลักของไทยคือการทุจริตเชิงนโยบาย ซึ่งหากไม่แก้ที่รากเหง้า วงจรการชุมนุมและความรุนแรงก็จะกลับมาอีก
ขณะที่ อ.พวงทอง เผยรายละเอียดความรุนแรงและข้อเท็จจริงเหตุการณ์พฤษภาคม 2553 โดยโต้แย้งหัวข้อเสวนาที่ระบุว่าเหตุการณ์ปี 2553 ไม่ใช่ภาวะที่รัฐ "ไร้ทางออก" แต่รัฐบาลในขณะนั้นเลือกใช้ความรุนแรงทั้งที่มีทางเลือกอื่น เช่น การยุบสภาตามข้อเรียกร้องของ นปช. ซึ่งต้องการพิสูจน์เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนผ่านการเลือกตั้ง ซึ่งความรุนแรงของรัฐทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 94 คน เป็นพลเรือน 84 คน และบาดเจ็บกว่า 2,000 คน ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม พบว่ามีการเบิกกระสุนจริงมาใช้กว่า 590,000 นัด และใช้ไปจริงกว่า 117,000 นัด รวมถึงกระสุนสไนเปอร์อีก 2,000 นัด มีหลักฐานเป็นบทความของนายทหารที่ระบุว่า แผนการ "กระชับวงล้อม" คือการวางแผน "การรบเต็มรูปแบบ" เหมือนสงครามในเมือง อ.พวงทอง ยืนยันว่ามีการสั่งใช้กระสุนจริงตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2553 อีกทั้ง กรณี 6 ศพที่วัดปทุมวนาราม ซึ่งถูกประกาศให้เป็นเขตอภัยทานเพื่อให้ผู้ชุมนุมเข้าไปหลบภัย แต่กลับมีการยิงจากบนรางรถไฟไฟฟ้าใส่พลเรือนและอาสาสมัครกู้ชีพ นี่คือการเลือกใช้ความรุนแรงของรัฐเพื่อสลายการชุมนุม
อ.พวงทอง เสริมอีกว่า กระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้าและถูกปิดกั้นนั้นคือความไม่ยุติธรรม โดยให้ความเห็นว่า คณะกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริง ว่าอ้างเรื่อง "ชายชุดดำ" โดยไม่มีหลักฐานชัดเจนในหลายจุด และใช้คำเรียกตามแบบทหารเพื่อลดทอนความรุนแรง เช่น "ขอคืนพื้นที่" หรือ "กระชับวงล้อม" ประกอบกับคดีอาญาต่อคุณอภิสิทธิ์และคุณสุเทพก็ไปไม่ถึงศาล เพราะหลังรัฐประหาร 2557 ศาลอาญาตลอดจนศาลฎีกาวินิจฉัยว่าตนไม่มีอำนาจพิจารณาคดีนี้ แต่เป็นอำนาจของ ป.ป.ช. ซึ่งต่อมา ป.ป.ช. ได้สรุปว่านายอภิสิทธิ์และนายสุเทพไม่มีความผิด โดยไม่เรียกพยานฝั่งผู้ชุมนุมมาให้ข้อมูลแต่ประการใด ฉะนั้น นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพจึงไม่เคยถูกดำเนินคดีในศาลอาญาจริงๆ ดังที่พวกเขามักทำให้คนเข้าใจผิดกัน
อ.พวงทอง ตั้งข้อสังเกตว่า พรรคเพื่อไทยในปัจจุบันก็ไม่มีความพยายามทวงคืนความยุติธรรมแล้ว เช่น การถอนร่างแก้ไข พ.ร.บ. ป.ป.ช. ที่จะเปิดช่องให้ผู้เสียหายฟ้องศาลเองได้ และการไม่ยอมลงนามยอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เฉพาะกรณีปี 2553 ฉะนั้น พรรคเพื่อไทยก็เป็นส่วนหนึ่งของการทำให้ความยุติธรรมล่าช้า ทำให้การลอยนวลพ้นผิดดำเนินต่อไป เพื่อความอยู่รอดของพรรคเพื่อไทยเอง
ปิดท้ายช่วงเสวนา อ.เจษฎ์ แนะนำให้คนรุ่นใหม่หาทางออกด้วยวิธีอื่นที่ไม่ใช่การวิ่งชนกระสุน เพราะมักจะมีคนอื่นที่ได้รับประโยชน์จากความเสียสละนั้น และต้องร่วมกันขจัดสิ่งชั่วร้ายและผลประโยชน์ทับซ้อนในระบบราชการและภาคเอกชน ขณะที่ อ.พวงทอง มองว่าโอกาสที่จะเกิดการชุมนุมใหญ่ในปัจจุบันเป็นไปได้ยากเนื่องจากประชาชนเผชิญความยากจนและรัฐมีความสามารถในการรับมือและเก็บกวาดผู้เห็นต่างสูงขึ้น สิ่งที่สังคมต้องการคือ รัฐบาลจากการเลือกตั้งที่เข้มแข็ง สามารถผลักดันนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับองค์กรตรวจสอบที่เป็นกลางจริงๆ ไม่ใช่เล่นพรรคเล่นพวกดังที่ปรากฏให้เห็นอย่างโจ่งแจ้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งในขณะนี้สังคมไทยไม่มีทั้งสองอย่างนี้
หลังจบกิจกรรมเสวนา รศ.ดร.เวียงรัฐ เนติโพธิ์ เป็นวิทยากรนำในกิจกรรม Walking Tour กิจกรรมดังกล่าวเป็นกิจกรรมเดินพร้อมบรรยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงการสลายชุมนุมเสื้อแดงปี 2553 เส้นทางการเดินตั้งแต่ ตึกกิจกรรมนิสิต คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ผ่านโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เลียบถนนราชดำริ ผ่านแยกราชประสงค์ และสิ้นสุดที่วัดปทุมวนาราม
ก่อนเริ่มเดิน อ.เวียงรัฐ ได้สรุปรายละเอียดเหตุการณ์สลายการชุมนุมเสื้อแดงปี 2553 ตั้งแต่การสลายการชุมนุมรอบแรกในเดือนเมษายน 2553 ไปจนถึงการใช้กระสุนจริงล้อมปราบแบบไม่เลือกหน้าในเดือนพฤษภาคม 2553 อีกทั้งยังเสริมว่าสภาพการณ์และการสื่อสารในขณะนั้นจำกัดมาก ข้อมูลมักจะล่าช้าและมีข่าวปลอมปะปนอยู่มาก มีการปิดกั้นเส้นทางเข้าออก ทำให้รถพยาบาลไม่สามารถเข้าไปรับผู้บาดเจ็บได้ มีการใช้อาวุธและสไนเปอร์จากที่สูง ประกอบกับวาทกรรมและการรับรู้ของสังคมในช่วงนั้น เช่น "เผาบ้านเผาเมือง" ที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายหลังจากเกิดเหตุไฟไหม้ที่เซ็นทรัลเวิลด์และห้างสรรพสินค้าอื่นๆ แม้เหตุไฟไหม้เกิดขึ้นหลังจากการปราบปรามยุติลงแล้ว อย่างไรก็ตาม ภายหลังศาลได้ยกฟ้องคดีอาวุธและคดีวางเพลิงหลายคดีของคนเสื้อแดง
ในเวลานั้น คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่รู้สึกถูกคุกคามจากกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งมักถูกมองผ่านอคติเรื่องชนชั้นและภูมิหลังว่าเป็น "คนอีสาน" หรือ "ลูกล้อทักษิณ" ต่างจากกรณีการชุมนุมของ กปปส. ที่ขนาดสถาบันการศึกษา (เช่น จุฬาฯ) ยังให้การสนับสนุน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันคนรุ่นใหม่มองเหตุการณ์ปี 2553 เปลี่ยนไปจากสมัยก่อน โดยเฉพาะในช่วงการชุมนุมปี 2563 เนื่องจากคนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงข้อมูลดิบและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในอดีตได้มากขึ้น ทำให้สังคมมีความเข้าใจต่อกลุ่มคนเสื้อแดงมากขึ้น
ภาพ: ฝ่ายส่งเสริมประชาธิปไตย สโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
#พฤษภา53 #คณะรัฐศาสตร์ #จุฬา #สิงห์ดำ #เสื้อแดง

05/18/2026

#เก็บตก 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา #งานเทวสมภพ ของ #ศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลือง ได้สร้างปรากฏการณ์อีกครั้งในซอยจุฬาฯ 9 เมื่อผู้คนทั้งในชุมชนและผู้ศรัทธาหลั่งไหลเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ท่ามกลางความสนใจจำนวนมากทั้งในพื้นที่และบนโลกออนไลน์
หนึ่งในคลิปบรรยากาศผู้คนต่อแถวยาวด้านนอกมียอดรับชมทะลุกว่า 2 ล้านครั้ง สะท้อนความสนใจและแรงศรัทธาที่ผู้คนมีต่อศาลเจ้าแห่งนี้
ท่ามกลางกระแสความสนใจที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คำถามที่ยังคงถูกจับตามองคือ แนวทางของมหาวิทยาลัยต่ออนาคตของพื้นที่ และศาลเจ้าแห่งนี้ รวมถึงผู้ดูแลศาลเจ้ากับน้องหมาจะเป็นอย่างไรต่อไป
เรื่อง: อริยา ไกรสังเกตุ
––––
the Divine Birthday Celebration at once again created a remarkable phenomenon in Chula Soi 9, as large numbers of community members, supporters, and visitors gathered to take part in the celebration, drawing widespread attention both on-site and online.
One clip showing the long queue of visitors outside the shrine has surpassed 2 million views, reflecting the growing public interest and deep faith surrounding this sacred place.
As attention continues to grow, an important question remains under close watch: What will the University’s approach be toward the future of the area, the shrine itself, and the caretaker of the shrine along with the dogs who have long lived there?
Story by Ariya Klaisangkate

“เนื้อเทพ” แห่งบรรทัดทอง ชวนหลงเสน่ห์ “เสน่ห์ลาบก้อย” ร้านแลนด์มาร์คของคนรักเนื้อหากย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน ย่านสะพ...
05/15/2026

“เนื้อเทพ” แห่งบรรทัดทอง ชวนหลงเสน่ห์ “เสน่ห์ลาบก้อย” ร้านแลนด์มาร์คของคนรักเนื้อ
หากย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน ย่านสะพานเหลือง-สวนหลวง เป็นย่านที่เป็นชุมชนพร้อมกับผู้คนจำนวนมาก มีธุรกิจหลักคือขายอะไหล่รถยนต์และอุปกรณ์ก่อสร้าง และในยามค่ำคืน ท่ามกลางตึกแถวเหล่านั้น มีร้านลาบเล็กๆ ห้องเดียวร้านหนึ่งที่ค่อยๆ สร้างชื่อเสียงขึ้นมาด้วยรสชาติและคุณภาพของเนื้อ จนกลายเป็นที่กล่าวขานในหมู่นิสิตจุฬาฯ ว่าเป็น “เนื้อเทพ” และนี่คือเรื่องราวของ “เสน่ห์ลาบก้อย” ซ.จุฬาฯ 20 ติด ถ.บรรทัดทอง ร้านที่เปลี่ยนนิยามของอาหารอีสานสายก้อยบนถนนสายนี้ไปตลอดกาล
จุดเริ่มต้นของชื่อร้านนั้นเรียบง่ายแต่แฝงด้วยความจริงใจ “คุณเสน่ห์” เจ้าของร้านเล่าว่า ในช่วงแรกที่เปิดขาย ร้านยังไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ ลูกค้าที่แวะเวียนมาต่างพากันเรียกชื่อเมนูเด็ดติดปากว่า “เนื้อเทพ” บ้าง หรือ “บักบกในตำนาน” บ้าง จนสุดท้ายเมื่อร้านเริ่มเติบโตขึ้น คุณเสน่ห์และภรรยาจึงตัดสินใจนำชื่อของตัวเองมาตั้งเป็นชื่อร้าน “เสน่ห์ลาบก้อย” เพื่อให้สอดคล้องกับความหลงใหลในรสชาติอาหารที่มัดใจผู้คน
ความลับที่ทำให้เนื้อของที่นี่ต่างจากร้านอื่น คือความพิถีพิถันของคุณเสน่ห์ที่ลงมือชำแหละและแต่งเนื้อด้วยตัวเอง เขาเล่าว่าเขาจะเลือกส่วนที่สวยที่สุดมาขาย หากวันไหนเนื้อไม่สวยหรือไม่ถูกใจ เขาจะไม่เอามาขายเลย
โดยเฉพาะเมนู “เสือร้องไห้” ที่หลายร้านมักจะเหนียวจนเคี้ยวยาก แต่ที่เสน่ห์ลาบก้อย คุณเสน่ห์ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการเลือกเนื้อและเทคนิคการย่างให้เคี้ยวง่ายขึ้น เพื่อตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มนิสิตที่มักจะจัดฟันจนเคี้ยวของเหนียวลำบาก การย่างแบบ Medium Rare ที่เน้นความหวานของเนื้อและมันที่หอมกรุ่น จึงกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ใครได้ลองก็ต้องยกนิ้วให้
บนถนนบรรทัดทองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ร้านเสน่ห์ลาบก้อยยืนหยัดมานานกว่า 16-17 ปี เริ่มต้นจากการเป็นร้านเล็กๆ ห้องเดียวที่มีเพียงเมนูเนื้อล้วนๆ ไม่มีหมูหรือส้มตำ ก่อนจะค่อยๆ ขยายตัวเป็นสองห้อง และเริ่มเพิ่มเมนูหมูและส้มตำเข้ามาในช่วงวิกฤตโควิด-19 เพื่อประคองธุรกิจ
คุณเสน่ห์สะท้อนภาพความหลังว่า เมื่อก่อนย่านนี้มีร้านอาหารไม่ถึง 10% แต่ปัจจุบันทุกคูหาถูกจับจองด้วยร้านอาหารจนเต็ม 100% แม้จะมีการแข่งขันที่สูงขึ้นและยอดขายที่กระจายตัวไปบ้าง แต่เสน่ห์ลาบก้อยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่ลูกค้าพร้อมจะต่อแถวรอ แม้ในยามดึกสงัดหลังเที่ยงคืนไปแล้วก็ตาม
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ร้านนี้กลายเป็นตำนาน คือความผูกพันกับนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่สมัยที่โซเชียลมีเดียยังไม่บูม และภายหลังมีนิสิตวิศวะฯ ที่มาทานจนสนิทสนมกันเป็นผู้สร้างเพจเฟซบุ๊กให้ร้านเพื่อช่วยโปรโมต
ความสัมพันธ์นี้แน่นแฟ้นถึงขนาดที่ร้านเสน่ห์ลาบก้อยเป็นผู้สนับสนุนกิจกรรมในมหาวิทยาลัยมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการให้สปอนเซอร์งานรับนิสิตใหม่ หรือการที่นิสิตใส่ชุดครุยมาถ่ายภาพกับคุณเสน่ห์ในวันรับปริญญา แม้กระทั่ง “เสื้อยูนิฟอร์มของร้าน” ก็ยังกลายเป็นไอเทมยอดฮิตที่นิสิตซื้อไปใส่ทำกิจกรรมหรือพกไปใส่ถึงต่างประเทศ
ชื่อเสียงของเสน่ห์ลาบก้อยยังดังข้ามรั้วมหาวิทยาลัยไปถึงระดับสากล เพราะมีอยู่วันหนึ่งที่แบมแบม GOT7 แวะมาทานที่ร้านจนกลายเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของร้าน คุณเสน่ห์เล่าว่าคืนนั้นมีแฟนคลับนับร้อยมายืนรอเต็มหน้าร้านจนถนนแทบแตก นอกจากนี้ยังมีดาราดังอย่าง หมาก ปริญญ์ วี วิโอเลต และเหล่าคนดังอีกมากมายที่แวะเวียนมาพิสูจน์รสชาติเนื้อเทพอย่างไม่ขาดสาย
“เสน่ห์ลาบก้อย” คือพื้นที่แห่งความทรงจำของคนหลายรุ่น ตั้งแต่นิสิตที่เรียนจบไปจนถึงคนทำงานที่โหยหารสชาติที่คุ้นเคย ความซื่อสัตย์ต่อวัตถุดิบและความเป็นกันเองของคุณเสน่ห์ ทำให้ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน หรือบรรทัดทองจะเปลี่ยนโฉมไปอย่างไร “เสน่ห์” ของเนื้อเทพแห่งนี้ก็ยังคงเป็นตำนานที่ใครก็เลียนแบบไม่ได้
เสน่ห์ลาบก้อย เปิดให้บริการเวลา 16:00 น. ถึง เที่ยงคืน มีเมนูแนะนำ เช่น เสือร้องไห้ บักบกย่าง และเนื้อย่าง
เรื่อง: จดหมายจากสามย่าน
#เสน่ห์ลาบก้อย #ก้อย #เสือร้องไห้ #สามย่าน #บรรทัดทอง

Address

48 Quincy St
Cambridge, MA
02138

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when The Unlock posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Contact The Business

Send a message to The Unlock:

Share