11/30/2025
สรุปที่น้าต๋อย เซมเบ้พูดในงาน
https://www.facebook.com/share/p/1XhsuGwC2q
นักพากย์การ์ตูนรุ่นเก๋า ใช้ประสบการณ์การทำงานที่สร้างแรงบันดาลใจและความสุขให้เด็กๆ มานานหลายทศวรรษ ยืนยันว่าการ์ตูนไม่ได้มอมเมา แต่กลับสร้าง "คนดี" และยืนยันว่าการ์ตูนที่พากย์หล่อหลอมผู้ชมให้เติบโตเป็นคนดีที่กลับมาช่วยชีวิตเขาจนถึงวันนี้ พร้อมบอกให้ทุกคนอย่าท้อแท้ในการใช้ชีวิตและทำตามความฝันของตนเอง
นักพากย์ผู้ผ่านหลากฤดูกาล
“เด็กที่ดูการ์ตูนพวกนั้น โตขึ้นมาก็เป็นคนดี เห็นมั้ยล่ะ ทุกคนก็โตมาเป็นหมอ มาช่วยชีวิตผม”
-------------------
สำหรับเซสชันที่ 3 เชื่อว่าทันทีที่ได้ยินหลายคนคงจำเสียงในวัยเด็กจากสปีกเกอร์ท่านนี้ได้ดี เพราะเขาคือ ‘น้าต๋อย เซมเบ้’ หรือ 'นิรันดร์ บุณยรัตพันธุ์' นักพากย์การ์ตูนรุ่นเก๋า ที่วันนี้มาขึ้นเวทีอีกครั้งเพื่อส่งผ่านแรงบันดาลใจ พร้อมให้กำลังใจผู้ชมที่กำลังเฝ้ารอฤดูผลิบานของตัวเอง ด้วยน้ำเสียงที่คุ้นเคย
น้าต๋อยเริ่มต้นด้วยการทักทายผู้ชมวัยเยาว์ ก่อนจะเล่าจุดเริ่มต้นของการเป็นนักพากย์มี่เริ่มจากการเป็นแฟนการ์ตูนหน้ากากเสือในวัย 10 ขวบ หลังจากนั้นอีก 10 ปีต่อมา ช่วงเรียนมหาวิทยาลัย หน้ากากเสือถูกนำเข้ามาฉายใหม่อีกครั้ง น้าต๋อยจึงได้โอกาสฟอร์มทีมพากย์หน้ากากเสือขึ้นมา
ช่วงแรกยังไม่เป็นที่นิยมในแฟนๆ วัยเด็ก ได้รับฟีดแบ็กว่าพากย์ไม่ดีจนหมดกำลังใจ แล้วด้วยสมัยนั้นคนรู้ภาษาญี่ปุ่นน้อยมาก เมื่อเกิดเหตุบทหาย จึงเกิดการด้นสดเกิดขึ้น มีการเล่นมุกเพิ่มเข้าไป แม้ไดอะล็อกจะไม่เหมือนเดิมตามเนื้อเรื่องจริง แต่ผู้ชมกลับติดงอมแงม โดยเฉพาะเด็กๆ แน่นอนว่าก็มีฝั่งที่ไม่ชอบ แต่น้าต๋อยก็ไม่ยอมแพ้ พากย์ในสไตล์นี้มาเรื่อยๆ จนมีโอกาสได้พากย์ผลงานอื่นๆ ตามมาอย่าง ‘โดราเอมอน’
จากนี้จุดนี้เองที่ความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะแฟนๆ การ์ตูนส่งจดหมายมาถึง จาก 100 ฉบับต่อสัปดาห์ กลายเป็น 10,000 ฉบับต่อสัปดาห์ กระทั่งรายการอยากให้น้าต๋อยเปิดหน้า แม้จะถูกคัดค้านว่าหน้านักพากย์ไม่ควรออกทีวี แต่น้าต๋อยก็เลือกก้าวไปข้างหน้า และเด็กทั้งประเทศก็รักน้าต๋อยมากขึ้นจากความเป็นธรรมชาติที่ไม่เสแสร้ง
หลังจากนั้น น้าต๋อยก็มาทำบริษัทของตัวเอง นอกจากพากย์การ์ตูนแล้วก็ยังมีการจัดรายการเกม ตรงนี้เองที่น้าต๋อยได้เล่าถึงเด็กคนหนึ่งที่ชื่นชอบรายการน้าต๋อย ถึงขนาดใช้เป็นแรงบันดาลใจ ในที่สุดเขาคนนั้นก็เติบโตมาเป็นผู้จัดงานเกม 'Thailand Game Show'
น้าต๋อยทำงานในอาชีพใช้เสียงสร้างความสุขและแรงบันดาลใจให้เด็กๆ เรื่อยมา จนกระทั่งเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปี 2554 น้าต๋อยเกิดล้มป่วยจากการติดเชื้อผ่านผิวหนังขณะที่ลุยน้ำช่วยเหลือผู้อื่น ส่งผลให้กระดูกสันหลังอักเสบอย่างรุนแรง และร้ายแรงที่สุดคือการผ่าตัดกระดูกสันหลังฉุกเฉิน ทว่า 10 ปีต่อมา โรคเก่ากลับมากำเริบ ช่วงเวลานั้นเองที่น้าต๋อยต้องเผชิญกับความเจ็บปวดรุนแรงจนคิดว่าตัวเองกำลังจะตายเสียแล้ว
ทันใดนั้นเองที่ภาพซุนโงกุน ตัวละครที่น้าต๋อยเคยพากย์ก็โผล่เข้ามาในหัว ฉากที่โกคูสามารถเปลี่ยนพลังเป็นซูเปอร์ไซย่าได้แม้แขนจะเกือบขาด น้าต๋อยจึงใช้ความโกรธและความตั้งใจสู้กับความเจ็บปวด โดยคิดว่า "เราพากย์ตัวนี้แล้ว ทำไมเราถึงยอมแพ้" ทำให้น้าต๋อยได้สติกลับคืนมา และมีกำลังใจสู้ต่อจนกลับมาเล่าเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กรุ่นใหม่ๆ อย่างที่เคยทำตลอดมา
นอกจากนี้ น้าต๋อยยังเล่าว่าในอดีตการ์ตูนมักถูกโจมตีอย่างหนัก ถูกกล่าวหาว่าเป็นสื่อมอมเมาและส่งเสริมความรุนแรง แต่น้าต๋อยไม่มองอย่างนั้น เพราะการ์ตูนเป็นสื่อที่สร้างความบันเทิงและสนุกสนานให้แก่ผู้ชม ไม่ควรไปจริงจังกับมัน โดยยกตัวอย่างว่า เด็กอนุบาลที่ดูการ์ตูนเองก็มีวิจารณญาณและไม่กระโดดลงจากที่สูงแบบโกคู
น้าต๋อยสรุปว่า เด็กที่ดูการ์ตูนก็เติบโตมาเป็นคนดี หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดคือ 30 ปีต่อมา เด็กที่ดูการ์ตูนเหล่านั้นได้เติบโตมาเป็นหมอที่ช่วยผ่าตัดและรักษาชีวิตน้าต๋อย และน้าต๋อยยังยืนยันว่า ผู้ที่เติบโตมาจากการดูการ์ตูนนั้นล้วนเป็นผู้ประกอบอาชีพที่ดี เช่น ตำรวจ ทนาย ทหาร และหมอ
พร้อมเน้นย้ำว่า ทุกคนควรทำงานและอย่าท้อแท้กับชีวิต เพราะหากยังมีชีวิตอยู่ก็ต้องก้าวต่อไป แล้วส่งท้ายเซสชันด้วยการฝากเสียงพากย์ไทยออริจินัลของโดราเอมอน ให้ทุกๆ คนในงาน MOODY MIND DAY2 ‘ฤดูผลิบาน’ ได้บันทึกไว้เพื่อนำกลับไปฟังในวันที่หมดกำลังใจ เมื่อใดที่ได้ยินเสียงน้าต๋อย ก็ขอให้มีแรงใจลุกขึ้นมาฝ่าฟันอุปสรรคต่อไป
#น้าต๋อยเซมเบ้ #นักพากย์การ์ตูน
#ฤดูผลิบาน
#อุทยาน100ปี